ทรู–ดีแทคช่วยลูกค้าน้ำท่วม เน็ตฟรี 5GB ขยายวัน 7 วัน

Published on 4 ต.ค. 2026

สรุปมาตรการทรูร่วมกับ กสทช. ช่วยลูกค้าน้ำท่วม เน็ตฟรี 5GB และขยายวัน 7 วัน

5 ตุลาคม 20265 ตุลาคม 2026

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกมาตรการช่วยลูกค้าทรู–ดีแทคในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม มอบอินเทอร์เน็ตฟรี 5GB ใช้งานได้ 3 วัน พร้อมขยายวันใช้งานหรือวันชำระค่าบริการอีก 7 วันตามประเภทบริการ และโทรฟรีไปยังเบอร์ฉุกเฉิน 191, 1669 และ 199

ลูกค้าทรู–ดีแทคแบบเติมเงินจะได้รับการขยายวันใช้งานอัตโนมัติเพิ่มอีก 7 วัน และเน็ตฟรี 5GB ใช้ได้ 3 วัน โดยรอ SMS ยืนยันรับสิทธิ์ พร้อมเพิ่มวงเงินบริการ “ใจดีให้ยืม” ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นบริการให้ลูกค้าเติมเงินยืมเงินไปใช้งานก่อน

สำหรับลูกค้าทรู–ดีแทคแบบรายเดือน จะได้รับเน็ตฟรี 5GB ใช้งานได้ 3 วัน โดยรอ SMS ยืนยันรับสิทธิ์เช่นกัน และขยายเวลาชำระค่าบริการอัตโนมัติอีก 7 วัน ส่วนลูกค้าทรูออนไลน์และทรูวิชั่นส์ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จะได้รับการขยายเวลาชำระค่าบริการอัตโนมัติอีก 7 วัน

มาตรการประกาศเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 เพื่อดูแลการสื่อสารในพื้นที่ประสบอุทกภัย ช่วยให้ลูกค้าติดต่อขอความช่วยเหลือและติดตามสถานการณ์ได้ต่อเนื่อง

ชารัด เมห์โรทรา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจลูกค้าบุคคล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวถึงความสำคัญของการสื่อสารในพื้นที่น้ำท่วมสำหรับขอความช่วยเหลือและติดตามสถานการณ์ โดยมาตรการนี้มุ่งแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและช่วยให้ลูกค้าติดต่อสื่อสารได้ต่อเนื่อง พร้อมเตรียมทีมเครือข่ายดูแลสัญญาณในพื้นที่

ทรูจัดทีมเน็ตเวิร์คและวิศวกรดูแลเครือข่ายมือถือทรู–ดีแทค รวมถึงไฟเบอร์ทรูออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลและแก้ปัญหาการใช้งานในช่วงวิกฤต พร้อมสนับสนุนน้ำดื่มและชุดถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่

ลูกค้าที่ได้รับความเดือดร้อนหรือต้องการสอบถามรายละเอียดสิทธิ์เพิ่มเติม สามารถติดต่อศูนย์บริการลูกค้าได้ที่หมายเลข 1242 หรือ 1678 ตลอด 24 ชั่วโมง

มาตรการครั้งนี้ช่วยลดภาระการสื่อสารด้วยเน็ตฟรี การต่อวันใช้งาน และการเลื่อนวันชำระค่าบริการตามประเภทบริการ พร้อมทีมเครือข่ายและศูนย์บริการลูกค้าที่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ติดตามช่องทางบริการเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ทรู

ติดตามข่าวสาร อัปเดตเทคโนโลยี รีวิวของใหม่ก่อนใคร ได้ทาง www.techoffside.com และ ช่องทางโซเชียล Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok