SITA บริษัทผู้ให้บริการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการบริหารจัดการในสนามบิน เผยรายงานล่าสุดว่า แม้ภาพรวมการบริหารจัดการกระเป๋าสัมภาระของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกดีขึ้น
โดยการสูญหายหรือล่าช้าของกระเป๋าลดลงถึง 23% ท่ามกลางจำนวนผู้มาใช้บริการสนามบินทั่วโลก ที่พุ่งสูงถึง 5,000 ล้านคน
แต่ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการกระเป๋าสัมภาระตามสนามบินก็ยังคงมีอยู่ โดยเมื่อปี 2025 ความเสียหายจากปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นตามสนามบินทั่วโลกยังสูงถึง 6,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 220,000 แสนล้านบาท)

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการจัดการกระเป๋าที่มีปัญหาต่อใบยังปรับตัวสูงขึ้นเป็น 260 ดอลลาร์ (ประมาณ 8,730 บาท) เพิ่มจาก 150 ดอลลาร์ (ประมาณ 5,000 บาท) อีกด้วย
รายงานดังกล่าวยังระบุด้วยว่า การลำเลียงกระเป๋าที่ล่าช้าคือปัญหาใหญ่สุด คิดเป็น 70% ของค่าใช้จ่ายที่เกิดจากปัญหากระเป๋าทั้งหมด
โดยจุดที่เกิดปัญหาบ่อยสุดคือกระเป๋าที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งยังคงเป็นสาเหตุหลัก คิดเป็น 39% ของเคสทั้งหมด
เดวิด ลาโวเรล ซีอีโอ ซิตา กล่าวว่า ในแต่ละปีสนามบินทั่วโลกกำลังใกล้ถึงขีดจำกัด และทางแก้ปัญหา อาจไม่ใช่การเทปูนสร้างอาคารเพิ่มเสมอไป แต่เป็นการนำเทคโนโลยี เอไอ และระบบคาดการณ์ต่างหากที่สามารถช่วยได้
รายงานดังกล่าวถือเป็นการย้ำว่า ปัญหาการบริหารจัดการกระเป๋าสัมภาระตามสนามบินทั่วโลกยังคงไม่มีวันหมดไป ต้องเฝ้าระวังและหากเกิดขึ้นต้องแก้ไขอย่างรวดเร็ว
พร้อมกันนี้ควรมีการบูรณาการด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาได้เร็วที่สุด
สำหรับหนึ่งในวิกฤตระบบบริหารจัดการกระเป๋าสัมภาระสนามบินครั้งใหญ่สุด คือที่สนามบินเดนเวอร์ในสหรัฐฯ เมื่อปี 1993
วิกฤตครั้งดังกล่าวที่ถือเป็นกรณีศึกษาและอุทาหรณ์ในอุตสาหกรรมการบิน มีจุดเริ่มต้นจากการตั้งเป้าสร้างระบบลำเลียงกระเป๋าด้วยรถรางคอมพิวเตอร์ความเร็วสูงกว่า 4,000 คันเพื่อขนส่งกระเป๋าภายใน 12 นาที
ทว่าโครงการกลับล้มเหลวจากหลายปัจจัย ทั้งกรอบเวลาการทำงานที่บีบเกินจริงเพียง 2 ปี การขยายขอบเขตงานกลางคันให้ครอบคลุมทุกสายการบิน
ตลอดจนความล้มเหลวของซอฟต์แวร์จนเกิดเหตุรถรางชนกันและสัมภาระเสียหายหนัก โดยที่ผู้บริหารเลือกจะเมินเฉยต่อคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญ
วิกฤตดังกล่าวส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายมหาศาล โดยสนามบินต้องเลื่อนการเปิดใช้งานออกไปนานถึง 16 เดือน จนในที่สุดมูลค่าความเสียหายสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 16,000 ล้านบาท) .
วิกฤตของสนามบินเดนเวอร์ตรงข้ามกับสนามบินซานฟรานซิสโก สนามบินที่ได้ชื่อว่ามีอัตราการเกิดปัญหากระเป๋าสัมภาระสูญหายหรือล่าช้าต่ำที่สุดในสหรัฐฯ
เพราะมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว เพียง 0.31 ถึง 0.41 กรณีต่อผู้โดยสาร 100,000 คนเท่านั้น
ความสำเร็จดังกล่าวมาจากการที่สนามบินซานฟรานซิสโกเป็นสนามบินแห่งแรกในสหรัฐฯ ที่นำระบบไอซีเอส มาใช้ โดยวางกระเป๋าแต่ละใบลงบนถาดส่วนตัว
ช่วยป้องกันปัญหากระเป๋าเบียด ติดขัด หรือสายพานหนีบเสียหาย ทั้งยังลำเลียงได้เร็วกว่าระบบเดิมถึง 5 เท่า
พร้อมกันนี้ยังผสานเทคโนโลยีระบบชี้เฉพาะด้วยคลื่นวิทยุ (อาร์เอฟไอดี) และบาร์โค้ดบนถาดลำเลียงเพื่อติดตามตำแหน่งกระเป๋าแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ลดความผิดพลาดในการส่งกระเป๋าผิดประตูขึ้นเครื่อง
นอกจากนี้ ถาดลำเลียงยังออกแบบให้วิ่งผ่านเครื่องสแกนความปลอดภัยได้ทันทีโดยไม่ต้องยกกระเป๋าเข้า-ออก ช่วยลดเวลาคัดกรองและลดความผิดพลาดจากคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านการบริหารจัดการของสนามบินซานฟรานซิสโกก็ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้สายการบินต่างๆ ใช้ระบบลำเลียงหลักร่วมกัน ทำให้การส่งต่อกระเป๋าช่วงเปลี่ยนเครื่องระหว่างสายการบินเป็นไปอย่างราบรื่น
ควบคู่กับการใช้นวัตกรรมประหยัดพลังงานที่มอเตอร์จะทำงานเฉพาะเมื่อมีถาดวิ่งผ่าน ช่วยลดการใช้พลังงานจนได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียวอีกด้วย
ทั้งนี้ ระบบบริหารจัดการกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารถือว่าสำคัญมากต่อสนามบินทั่วโลก โดยมูลค่าตลาดของธุรกิจนี้เติบโตต่อเนื่องมาหลายปี
ปี 2023 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 9,200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 309,000 ล้านบาท) โดยเมื่อถึงปี 2033 มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มเป็น 13,200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 443,000 ล้านบาท)

โดยปัจจุบันบริษัทใหญ่สุดในธุรกิจนี้คือ ฟานเดอร์ลันเดอ ซึ่งเป็นบริษัทเนเธอร์แลนด์ อายุ 79 ปี และเป็นบริษัทลูกของโตโยต้า โดย 17 จาก 25 สนามบินใหญ่ทั่วโลกใช้ระบบบริหารจัดการกระเป๋าสัมภาระของบริษัทนี้อยู่ / ecomomicstimes, wikipedia, wikipedia, sphericalinsights