6 ปีที่ ‘ต้าร์ วันเฉลิม’ ไม่อยู่ ต่อสู้ รอคอย ไม่หมดหวัง หัวใจสำคัญที่สุด ‘ต้องไม่คิดว่าเขาตายแล้ว’

Published on 15 ก.ค. 2026

6 ปีที่ ‘ต้าร์ วันเฉลิม’ ไม่อยู่
ต่อสู้ รอคอย ไม่หมดหวัง
หัวใจสำคัญที่สุด ‘ต้องไม่คิดว่าเขาตายแล้ว’

หายตัวไปเป็นเวลาถึง 6 ปีเต็ม สำหรับ ‘ต้าร์’ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมืองที่ลี้ภัยไปพำนักยังประเทศเพื่อนบ้านหลังการรัฐประหารโดย คสช. เมื่อปี 2557

‘หายใจไม่ออก’ คือประโยคสุดท้ายที่พี่สาวได้ยินสุ้มเสียงของน้องชายจากปลายสายที่โทรจากกรุงพนมเปญ กัมพูชา เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563

วันที่สี่ชายนิรนามอุ้มขึ้นรถตู้ในช่วงกลางวันแสกๆ

นับแต่ถูก ‘บังคับสูญหาย’ ชื่อของชายผู้นี้ไม่เคยถูกลืมเลือน

ครอบครัวและองค์กรภาคประชาสังคม ยังคงเดินหน้าหาคำตอบในปริศนาดำมืด

งานรำลึกและข้อเรียกร้องถูกสื่อสารอย่างไม่ลดละ

ล่าสุด มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และ เครือข่ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ร่วมกันจัดงาน ‘ส่งใจถึงต้าร์ ยืนยันว่า เราไม่หมดหวัง ณ สวนครูองุ่น ทองหล่อ กรุงเทพฯ เมื่อ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา

หนึ่งในกิจกรรมหลัก ได้แก่ วงเสวนา ‘6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่: การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง’ ซึ่งเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความหวังของตัวแทนครอบครัว ทนายความ เจ้าหน้าที่จากองค์การระหว่างประเทศ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

อึด อดทน เข้มแข็ง ไม่หมดหวัง
คุณสมบัติ ‘คนข้างหลัง’ ผู้ถูกบังคับสูญหาย

ก่อนการบังคับสูญหายวันเฉลิมในปี 2563 สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือ ‘เจน’ อาจเป็นเพียงชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีชีวิตอิสระ ทำงาน และพักผ่อนเช่นเดียวกับคนทั่วไป แต่หลังจากการจากไปของน้องชายคนเดียวอย่างวันเฉลิม พร้อมเสียงอำลาสุดท้ายที่ไม่ใช่ความทรงจำที่ดีนัก ชีวิตของสิตานันก็เปลี่ยนไป สู่การเป็นทั้งครอบครัวผู้สูญหาย ผู้เสียหาย และที่สำคัญคือการเป็น ‘พี่สาววันเฉลิม’ กลับเข้มข้นขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

สิตานันเล่าว่า ในช่วงแรกที่ตัดสินใจออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับน้องชาย นอกเหนือจากการถูกข่มขู่คุกคามจากผู้มีอำนาจ ยังมีความหวาดกลัวจากคนรอบข้าง ที่พยายามเตือนไม่ให้เธอออกมาส่งเสียงเรียกร้อง ด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับเธออีกคน

“มันยากทุกตรงเลย เพราะว่าเราไม่สามารถพูดคุยกับใครได้ คือเราไม่สามารถบอกใครได้ หรือไว้ใจใครได้ เพราะว่าคดีของต้าร์ไม่เหมือนกับคดีอื่นๆ มันเป็นช่วงเวลาที่ยากจริงๆ เพราะว่าตำรวจช่วยไม่ได้ ใครก็ช่วยไม่ได้ และเหตุมันเกิดขึ้นที่ต่างประเทศ มันยิ่งยากเข้าไปใหญ่

ตั้งแต่วันแรก เราคิดเลยนะว่า ใครห้ามอะไรก็ช่าง แต่เราจะทำให้ดีที่สุด เราจะเก็บข้อมูล เก็บหลักฐานให้ได้มากที่สุด เราต้องทำตอนนี้ ถ้าเราจะมาทำทีหลังมันไม่เหลืออะไรให้เก็บแล้ว” พี่สาววันเฉลิมเผยเรื่องราวในใจ

‘อดทน เข้มแข็ง อึด’ คือคุณสมบัติของคนข้างหลังที่ต้องการตามหาและทราบชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รัก เพราะต้องสูญเสียทั้งเวลา เงิน และที่สำคัญคือกำลังใจ

สิตานันเล่าว่า ในบางคืนที่นอนไม่หลับ เธอด่าทอน้องชายที่ทำให้เธอต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานเช่นนี้ แต่เธอก็เชื่อว่า หากวันเฉลิมอยู่ตรงหน้า เขาคงจะหัวเราะ เพราะการที่เขาถูกบังคับสูญหายกลับทำให้คนไทยตาสว่าง มีความตื่นรู้และรู้จักสิทธิของตัวเองมากขึ้น หลายอย่างในประเทศไทยเปลี่ยนไป และเขาจะไม่เสียใจกับเรื่องนี้

“ต้าร์ใส่ใจทุกคน แคร์ความรู้สึกคนอื่น เป็นสายประนีประนอม พอหายไป มันมีความรักจากคนที่ไม่รู้จัก เป็นใครก็ไม่รู้หลายคน เด็กๆ น้องๆ ให้ความสำคัญและให้ความเห็นอกเห็นใจในการออกมาตามหา ออกมาเรียกร้องความยุติธรรม” สิตานันเล่า

(ที่ 2 จากซ้าย) พรพิมล มุกขุนทด, สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์, เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข และภัทรานิษฐ์ เยาดำ

คดีต้าร์ ถือว่า ‘คืบหน้า’ ถ้าเทียบเคสอื่น
เหตุ ‘หลักฐานชัด’ จากกล้องวงจรปิด

ย้อนกลับไปในปีที่วันเฉลิมถูกบังคับสูญหาย การพึ่งพากระบวนการทางกฎหมายต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา โดยการแจ้งความและดำเนินการในกรณีที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้ดำเนินการเรื่องคดี ซึ่งในขณะนั้น นอกจากข้อเท็จจริงที่สิตานันเดินทางไปค้นหาด้วยตัวเองที่กัมพูชา ก็ไม่มีใครกล้าให้ข้อเท็จจริงหรือข้อมูลใดๆ ทำให้ทีมทนายความมีข้อเท็จจริงน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม 3 ปีหลังจากการบังคับสูญหายวันเฉลิม มีการบังคับใช้ ‘พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565’ ซึ่งเป็นความสำเร็จจากการต่อสู้ร่วมกันอย่างยาวนานระหว่างญาติผู้สูญหายกับภาคประชาสังคม ทำให้ในที่สุด กรณีบังคับสูญหายก็กลายเป็นความผิดตามกฎหมาย และเจ้าหน้าที่จะสามารถใช้กฎหมายนี้ในการตามหาและคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายได้ในที่สุด

พรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ผู้รับผิดชอบคดีบังคับสูญหายวันเฉลิม กล่าวว่า หลังจาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯบังคับใช้ในปี 2566 ทำให้การบังคับสูญหายกลายเป็นข้อหาที่ชัดเจน ไม่ใช่คดีนอกราชอาณาจักร หรือกักขังหน่วงเหนี่ยว รวมทั้งมีการกำหนดเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.อย่างชัดเจน และหลังจากที่สิตานันเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ก็เริ่มมีผู้มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีมากขึ้น

“พอมีกฎหมายแล้วมันมีเจ้าหน้าที่รัฐรับผิดชอบ มีหน่วยงานรับผิดชอบ และกลไกของเราก็จะทำหน้าที่ติดตามเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนี้ว่าดำเนินการถึงไหนแล้ว รวบรวมพยานหลักฐานถึงไหนแล้ว ก็ใช้วิธีนี้ติดตามกันเรื่อยมา” พรพิมลกล่าว ก่อนเปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดของคดีว่า ยังอยู่ในขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริง แสวงหาหลักฐานในที่เกิดเหตุ และรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานเกี่ยวกับวันที่เกิดเหตุ ซึ่งถือว่ายังมีความคืบหน้า เมื่อเทียบกับหลายกรณีของผู้ลี้ภัยทางการเมืองรายอื่นๆ ที่ถูกบังคับสูญหายในประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากกรณีของวันเฉลิมนั้นมีหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดในวันที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่พิสูจน์ได้ว่าวันเฉลิมถูกบังคับสูญหาย ขณะที่กรณีบังคับสูญหายอื่นๆ ญาติต้องแบกภาระในการพิสูจน์ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหายจริง ขณะที่ธรรมชาติของการบังคับสูญหายคือการมุ่งอำพรางพยานหลักฐานในพื้นที่เกิดเหตุ

“คดีเกี่ยวกับคนหาย ยากมาก มองไม่เห็นปลายทาง แต่สาเหตุที่ยังทำเรื่องนี้อยู่เพราะเรามองเห็นความเดือดร้อนของผู้เสียหาย เราเห็นความยากลำบากในการทำคดีเหล่านี้มากจริงๆ เราก็คิดว่าถ้าเป็นส่วนหนึ่งในการได้อยู่ ร่วมแลกเปลี่ยน หรือบอกเขาว่ายังมีพวกเราอยู่ ที่พร้อมสแตนด์บาย หรือว่าต่อสู้เรียกร้องให้ ก็คิดว่านี่เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ทำให้ยังทำเรื่องนี้อยู่

อีกเรื่องหนึ่งคือ เป้าหมายในการทำงานนี้ ประเด็นนี้ เพราะเราอยากให้ที่บ้านของเราปลอดภัย ไม่ควรมีใครต้องถูกจับหรือพาตัวไป เพียงเพราะเขาเชื่อบางอย่าง หรือแสดงความคิดเห็นบางอย่างที่ไม่ตรงกับผู้มีอำนาจ ไม่ต้องมาเจอเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ดีๆ ก็มาอุ้มใครไปก็ได้ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อยากทำงานนี้เพื่อให้สังคมได้รับความปลอดภัย” พรพิมลกล่าว

ส่งต่อแสงเทียน ส่งต่อความหวังและกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญหายและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

สหประชาชาติ ติดตาม 77 คนหาย
อุ้ม ‘ทนายสมชาย’ เคสเดียวที่พาคนผิดขึ้นศาลได้

“คิดว่าทุกที่ มีคนหายไหม”

คือคำถามที่ ภัทรานิษฐ์ เยาดำ เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนระดับชาติ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) มักใช้เริ่มบทสนทนา เมื่อมีโอกาสไปบรรยายในที่ต่างๆ เนื่องจากหลายครั้งมักมีผู้ฟังบรรยายแสดงความเห็นว่า คนหายนั้นอาจไม่ได้หายไปไหน แต่อยู่ที่ไหนสักที่ หรือบางคนอาจมีความสัมพันธ์อื่นที่แอบแฝงอยู่ ทำให้ไม่ยอมกลับไปหาครอบครัว

ภัทรานิษฐ์อธิบายว่า ในอดีต การทำให้คนหายไปไม่ถือว่าผิดกฎหมาย และมีการอนุญาตให้กระทำเช่นนี้ได้ ดังเช่นหลายประเทศในลาตินอเมริกา ที่มีการบังคับสูญหายผู้เห็นต่างทางการเมืองจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง และนำไปสู่การพัฒนาหลักการและร่างอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหายในที่สุด

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย การบังคับสูญหายอาจไม่ได้เกิดขึ้นในวงกว้างเช่นนั้น จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติระบุว่า อาจมีกรณีคนหายที่เกิดขึ้นก่อนมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างน้อย 91 กรณี แต่ผ่านการพิจารณาและค้นหาชะตากรรม รวมถึงญาติบางส่วนตัดสินใจว่าจะไม่ไปต่อกับกระบวนการของสหประชาชาติ จึงทำให้ขณะนี้มีกรณีคนหายที่ยังอยู่กับคณะผู้เชี่ยวชาญขององค์การสหประชาชาติ 77 กรณี และมีเพียงกรณีเดียวเท่านั้นที่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในศาล คือกรณีการบังคับสูญหาย สมชาย นีละไพจิตร

“กรณีของต้าร์ไม่ได้อยู่ใน 77 กรณีที่เราติดตามอยู่ กล่าวคือ 77 กรณี เป็นการติดตามผ่านคณะผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยเรื่องคนหาย การกระทำให้สูญหายโดยไม่สมัครใจ แต่ว่ากรณีของต้าร์เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชา ซึ่งถ้ามองในมุมกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เขาเป็นภาคีของอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกกระทำให้สูญหายโดยไม่สมัครใจ ตั้งแต่ปี 2557 เพราะฉะนั้นช่วงที่ต้าร์หายไปตอนนั้น จึงมีกระบวนการที่เรียกว่า Urgent Action มาตรการด่วนจากตัวคณะกรรมการที่ทำงานตามอนุสัญญานี้ส่งไปที่กัมพูชาก่อน หลังจากที่ไทยมีกฎหมายภายในออกมาเมื่อปี 2565 ใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 คณะกรรมการชุดนี้เลยตั้งใจจะส่ง Urgent Action กรณีวันเฉลิม ให้กับประเทศไทยด้วย”

ภัทรานิษฐ์ระบุว่า กรณีของวันเฉลิมและอีก 77 กรณีดังกล่าวอยู่ภายใต้กระบวนการที่เรียกว่า ‘งานด้านมนุษยธรรม’ อันประกอบด้วย การค้นหาและการสอบสวน อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติได้ให้ความสำคัญกับการค้นหาเป็นหลัก

“เวลาไปคุยกับญาติ เขาจะไม่ถามคุณก่อนหรอกว่า หาคนกระทำผิดได้หรือยัง เขาถามเราก่อนตลอดว่าสรุปรู้หรือยังว่าลูกของฉันอยู่ไหน พ่อของฉันอยู่ไหน น้าชายของฉันอยู่ไหน นี่คือคำถามแรก เพราะฉะนั้น มันจึงมีความสำคัญว่าทำไมสหประชาชาติถึงจัดลำดับความสำคัญของปฏิบัติการพิเศษเหล่านี้ เพราะว่ามันเป็นภารกิจด้านมนุษยธรรม” ภัทรานิษฐ์อธิบาย

‘ค้นหา-สอบสวน’ ต้องควบคู่
หัวใจสำคัญที่สุด ‘ต้องไม่คิดว่าเขาตายแล้ว’

ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ภารกิจของรัฐในการค้นหาคนหายไม่ควรมีความสำคัญน้อยไปกว่าภารกิจในการสอบสวน ทว่า เมื่อพิจารณาจากกฎหมายภายในประเทศอย่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน ภัทรานิษฐ์ตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่มีโครงสร้างของหน่วยงานหรือบุคลากรที่รับผิดชอบภารกิจเกี่ยวกับการค้นหา มีเพียงโครงสร้างและหน่วยงานเป็นจำนวนมากที่ถูกมอบหมายมาให้รับผิดชอบเรื่องงานสอบสวน

“สิ่งที่สหประชาชาติย้ำก็คือ การทำงานค้นหาคนหายกับการทำงานสอบสวนต้องทำควบคู่ไปด้วยกัน ความไม่คืบหน้าในการสอบสวน การที่ศาลยกฟ้อง หรือการสั่งยุติการสอบสวน ไม่อาจจะเป็นคำตอบให้กับญาติว่ารัฐจะไม่ค้นหาคนหายแล้ว คุณไม่สามารถให้คำตอบหรือยุติภารกิจในการค้นหาคนหายได้ จนกว่าจะรู้ชะตากรรมและที่อยู่ของเขา” ภัทรานิษฐ์กล่าว ก่อนย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นงานสอบสวนหรือภารกิจค้นหาคนหาย สิ่งสำคัญที่สุดคือครอบครัวหรือว่าญาติของผู้เสียหาย ต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการค้นหา และสอบสวน นั่นหมายความว่า ต่อให้ไม่มีความคืบหน้า เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็ต้องแจ้งให้ญาติผู้สูญหายทราบอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา และสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างญาติผู้สูญหายกับรัฐ หรือบางเรื่องที่จำเป็นต้องสื่อสารหรือเป็นประเด็นสาธารณะก็จำเป็นต้องทำ

“จริงๆ แล้ว Urgent Action หรือมาตรการเร่งด่วนมันถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ที่ว่า อยากให้ภารกิจหน่วยงานที่ออกค้นหาสันนิษฐานไว้ก่อน หรือคิดไว้ในใจว่าคนที่หายยังมีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้น ภารกิจในการค้นหา หัวใจสำคัญที่สุดต้องไม่คิดว่าเขาตายแล้ว คุณต้องทำให้เร็วที่สุด ไม่จำเป็นต้องได้รับการแจ้งความหรือว่าร้องเรียนอย่างเป็นทางการ คุณต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด และต้องตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานว่าเขายังมีชีวิตอยู่

Urgent Action ปัจจุบันรับกรณีคนหายมาแล้วทั่วโลก 2,290 กรณี และมีการปิดเคสไปแล้วประมาณ 500 กว่าเคส ใน 470 กว่าเคสนั้น ผู้เสียหายยังมีชีวิตอยู่” ภัทรานิษฐ์เผย

ย้อนจุดเริ่ม ‘ศูนย์ข้อมูลคนหาย’ มูลนิธิกระจกเงา
2 ทศวรรษสุดหิน ก่อนรัฐร่วมมือ ก่อนสังคมตื่นรู้

ในอดีต ประเด็นเรื่องคนหายถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น ทว่าปัจจุบัน กรณีคนหายหลายกรณีประสบความสำเร็จเนื่องจากความเห็นอกเห็นใจและความร่วมมือของคนในสังคม ภาพที่น่ายินดีเช่นนี้มักพบได้จากข่าวคราวความสำเร็จของ ‘ศูนย์ข้อมูลคนหาย’ มูลนิธิกระจกเงา นำโดย เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์นั่นเอง

เอกลักษณ์เล่าว่า เมื่อราว 20 ปีก่อน ที่เขาเริ่มทำงานตามหาคนหาย ซึ่งเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน รวมถึงการตื่นรู้ของคนในสังคม และความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ง่ายกว่าเดิมมาก

การทำงานของทีมตามหาคนหายของกระจกเงาจะทำทั้งการพูดคุยเพื่อเก็บข้อมูลจากคนจำนวนมาก และการรวบรวมหลักฐานทั้งหมด แต่ตรงกันข้ามกับแนวทางของคณะทำงานตามหาคนหายขององค์การสหประชาชาติ ที่ตามหาคนหายบนข้อสันนิษฐานว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่

อย่างไรก็ตาม แนวทางของกระจกเงาจะทำทั้งสองกรณี คือกรณีที่บุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่ และกรณีที่เขาเสียชีวิตแล้ว นั่นทำให้ระยะหลังมีกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้งเมื่อเวลาผ่านไป ยังมีการทำแคมเปญตามหาคนหาย เช่น การประกาศตามหาบนดิจิทัลบิลบอร์ด ข้างขวดน้ำดื่ม หรือแม้กระทั่งตู้เติมเงินหน้าร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีคนไร้บ้านมานอนพัก และหลายครั้งก็มักจะเจอคนหายจากภาพในตู้เติมเงิน กลายเป็นคนไร้บ้านนอนอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง

“สิ่งที่ต้องทำก็คือ เราจำเป็นจะต้องทำให้คนไม่ลืม เอาแค่แชร์ พิมพ์สเตตัสถึง วันหนึ่งจำเป็นต้องก้าวออกจากบ้านเพื่อยืนยันว่าคนนี้ยังหายไปอยู่ ก็จำเป็นต้องก้าวมาอยู่ คำว่าไม่ลืมไม่ได้แปลว่าต้องแมสนะ แต่ว่าคุณมีกระบวนการติดตามอยู่

ผมจะบอกญาติเสมอว่าเขาไม่ได้สู้ตามลำพัง และไม่ได้สู้กับกระจกเงาแค่สองคน แต่มีคนสนับสนุนเราเป็นจำนวนมากที่ทำให้เราทำสิ่งนี้ และประวัติศาสตร์การเจอคนหาย ผมบอกเลยว่า มันเจอจากเบาะแสของคนในสังคม มันไม่ได้เจอจากการที่เราเก่งกาจมาก ไปหา สืบสวนจนได้พยานหลักฐานทั้งหมด” เอกลักษณ์กล่าว โดยยืนยันจากการทำงานติดตามหาคนหายนานถึง 22 ปีว่า ความหวังเป็นพลังที่ทำให้ครอบครัวคนหายยังเดินหน้าต่อ และการหมดหวังก็หมายถึงการยุติการตามหา ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับหลายคนเช่นกัน และไม่ใช่เรื่องผิด

“ตอนหลังที่ผมไปตามเคสที่หายไปนานแล้ว และยังหาไม่เจอ ผมต้องเช็กก่อนเลยว่าเขายังอยากตามอยู่หรือเปล่า ซึ่งมีครอบครัวที่ไม่อยากตาม แต่ผมเห็นแววตาคนอื่นๆ ในบ้าน เขายังอยากตาม และผมไปตามหาให้เจอด้วยนะ ดังนั้น มันหมายความว่า ถ้าสภาพแวดล้อมมันยังพอที่จะมีหวังอยู่ มันก็ทำให้มีโอกาส ดังนั้น อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ” เอกลักษณ์ย้ำ

กลับมาที่เรื่องของต้าร์ วันเฉลิม หลังจากต่อสู้เพื่อตามหามานานถึง 6 ปี สิตานันเปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มมีความหวังจากข้อกฎหมาย

“คิดว่าสักวันหนึ่งต้องมีคนมาแจ้งเบาะแสว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องวันนี้ก็ได้ อีกสิบปีก็ได้ แต่ทุกวันนี้มีความหวังแล้วในเรื่องข้อกฎหมายที่เราทำได้ถึงจุดหนึ่ง มันมีข่าวดีแล้วสำหรับปีนี้ เราอาจจะยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ ซึ่งไม่เป็นไร รอได้” สิตานันกล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า

ถ้าเราไม่หยุดหวัง ไม่หยุดฝัน วันหนึ่งต้องเจอแน่นอน