กว่า 6 เดือนหลังสงครามอิหร่านปะทุขึ้น ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดของระบบพลังงานโลก และกำลังทิ้งคำถามสำคัญว่า ในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถสะเทือนไปถึงราคาน้ำมัน ค่าไฟ เงินเฟ้อ และค่าครองชีพได้อย่างรวดเร็ว เราควรนิยามคำว่า ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ ใหม่หรือไม่
- สถานการณ์ล่าสุดยังห่างไกลจากภาวะปกติ
- เมื่อฮอร์มุซเปลี่ยนสมการพลังงานเอเชีย
- เมื่อ LNG ถูกตั้งคำถามในฐานะ ‘Energy Security’
- จากราคาพลังงาน สู่ค่าเงิน งบประมาณ และคนตัวเล็ก
- LNG กำลังเจอปัญหาชั่วคราว หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง?
- Data Center ต้องการไฟเพิ่ม แต่ไม่ได้แปลว่า LNG จะชนะ
- ไทยกำลังเจอโจทย์เดียวกันในเวลาที่สำคัญ
- ความเสี่ยงที่ชื่อว่า ‘Stranded Assets’
- ก่อน Gastech 2026 คำถามไม่ใช่ ‘โลกจะเลิกใช้ก๊าซหรือไม่’
สถานการณ์ล่าสุดยังห่างไกลจากภาวะปกติ
วันที่ 9 กันยายน ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดที่ 101.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการโจมตีเรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ข้อมูลการเดินเรือในวันที่ 10 กันยายนพบเรือที่ตรวจจับได้ผ่านช่องแคบเพียง 7 ลำ และไม่มีเรือบรรทุก LNG เดินทางออกจากช่องแคบในวันดังกล่าว เทียบกับก่อนสงครามที่เส้นทางนี้รองรับเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ราว 125 ลำต่อวัน
แม้ประเทศผู้ส่งออกในอ่าวเปอร์เซียจะปรับตัวด้วยเส้นทางขนส่งอื่น แต่ข้อมูลของ Reuters ระบุว่า ปริมาณน้ำมันจากภูมิภาคยังต่ำกว่าก่อนสงครามอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าผลกระทบอาจไม่ใช่เพียงชั่วคราว แต่กำลังเพิ่มต้นทุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ให้กับตลาดพลังงานโลก
เมื่อฮอร์มุซเปลี่ยนสมการพลังงานเอเชีย
เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา มีเสวนาออนไลน์สำหรับสื่อมวลชน ซึ่งจัดขึ้นก่อนงาน Gastech 2026 เพื่อประเมินว่า 6 เดือนของความปั่นป่วนที่ช่องแคบฮอร์มุซกำลังเปลี่ยนอนาคตของ Gas และ LNG ในเอเชียอย่างไร
วงสนทนาครอบคลุมตั้งแต่ความสามารถในการรับภาระต้นทุนและความมั่นคงของก๊าซธรรมชาติเหลว กำลังผลิตก๊าซที่อาจถูกใช้งานต่ำกว่าศักยภาพ แรงกดดันต่อฐานะการคลังและการค้า ความเป็นไปได้ในการระดมทุนของโครงการใหม่ ความเสี่ยงที่สินทรัพย์อาจสูญเสียมูลค่าก่อนหมดอายุการใช้งาน ไปจนถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่
ผู้ร่วมวงประกอบด้วย
- Sam Reynolds, Research Lead, LNG/Gas, Asia at IEEFA
- Arun Kumar, Strategic Advisor, Power Markets and Technology Innovation at Asia Research and Engagement
- Dr. Jayant Menon, Visiting Fellow at ISEAS-Yusof Ishak Institute และ former Lead Economist at ADB
- Richard Katz, Special Correspondent at Weekly Toyo Keizai และ former Senior Fellow at Carnegie Council

แม้ผู้ร่วมวงส่วนใหญ่จะมีจุดยืนที่ตั้งคำถามอย่างจริงจังต่อการขยายการลงทุน LNG ในเอเชีย จึงไม่ควรถือว่าข้อเสนอใน Webinar นี้เป็นฉันทามติของอุตสาหกรรมพลังงานทั้งหมด แต่ข้อถกเถียงของพวกเขาชี้ให้เห็นคำถามสำคัญที่รัฐบาลและนักลงทุนไม่อาจมองข้าม
เมื่อ LNG ถูกตั้งคำถามในฐานะ ‘Energy Security’
ที่ผ่านมา LNG มีบทบาทสำคัญต่อระบบพลังงานเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่ต้องการลดการใช้ถ่านหิน แต่ยังต้องการแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สามารถควบคุมกำลังผลิตได้ตามความต้องการ
หลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก๊าซธรรมชาติเหลวยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือช่วยกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน และเป็นเชื้อเพลิงในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ
แต่สงครามอิหร่านกำลังเปิดเผยความเสี่ยงอีกด้าน
Sam Reynolds จาก IEEFA ระบุว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสำคัญในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา คือความเชื่อเรื่องความน่าเชื่อถือของ LNG ในฐานะหลักประกันความมั่นคงทางพลังงาน เขากล่าวว่า
“สงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจเป็นวิกฤตครั้งหนึ่ง แต่เมื่อเกิดสงครามอิหร่านตามมา นี่ไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นรูปแบบของความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์”
หากสงครามรัสเซีย-ยูเครนเป็นวิกฤตครั้งหนึ่ง การเกิดความขัดแย้งครั้งใหม่ซึ่งกระทบเส้นทางพลังงานสำคัญอย่างฮอร์มุซ อาจหมายความว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอีกต่อไป แต่ต้องถูกนำเข้าไปคำนวณในต้นทุนของระบบพลังงานด้วย
จากราคาพลังงาน สู่ค่าเงิน งบประมาณ และคนตัวเล็ก
ผลกระทบจากการหยุดชะงักของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติเหลวเท่านั้น
Reynolds ชี้ว่า อุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าก๊าซยังเผชิญปัญหาขาดแคลนกังหันก๊าซ ทำให้ระยะเวลารอส่งมอบยืดออกไปหลายปี และต้นทุนอุปกรณ์เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่หลายประเทศในเอเชียต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวโดยชำระเป็นเงินดอลลาร์ จึงยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้นเมื่อค่าเงินท้องถิ่นอ่อนค่าลง
ดร. Jayant Menon มองผลกระทบผ่านมุมเศรษฐกิจมหภาคว่า ภาวะราคาพลังงานที่พุ่งสูงอย่างฉับพลันสามารถส่งผลต่อเนื่องไปยังดุลการค้า ทุนสำรองระหว่างประเทศ ฐานะการคลัง ค่าเงิน และอัตราดอกเบี้ย ก่อนย้อนกลับมากระทบประชาชนในท้ายที่สุด
เขาสรุปผลกระทบนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า
“แรงกระแทกจากราคาพลังงานในลักษณะนี้ ส่งผลรุนแรงที่สุดต่อคนยากจนในประเทศยากจน”
เพราะประเทศที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณอาจต้องนำเงินไปอุดหนุนราคาพลังงานมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงยังส่งต่อไปยังราคาอาหาร ปุ๋ย การขนส่ง และค่าครองชีพ สิ่งที่เริ่มต้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจึงสามารถลุกลามกลายเป็นปัญหาด้านการพัฒนาและความเหลื่อมล้ำในอีกซีกโลกได้
LNG กำลังเจอปัญหาชั่วคราว หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง?
นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของการเสวนา
ถ้าวันหนึ่งความขัดแย้งคลี่คลาย ฮอร์มุซกลับมาเดินเรือได้ตามปกติ และราคา LNG ลดลง ความต้องการในเอเชียจะกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่
Reynolds ยอมรับว่าความต้องการบางส่วนอาจฟื้น โดยเฉพาะในประเทศที่อ่อนไหวต่อราคา แต่เห็นว่าสัญญาณบางอย่างเริ่มมีลักษณะเชิงโครงสร้าง เพราะโครงการจำนวนหนึ่งไม่ได้เพียงเลื่อนการลงทุน แต่ถูกถอนหรือยกเลิกไปแล้ว
ข้อมูลที่เขานำเสนอระบุว่า ในบังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม มีโครงการ LNG-to-Power อย่างน้อย 47 โครงการที่ถูกยกเลิก ถอนตัว หรือไม่มีความคืบหน้าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ารวมราว 52,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท
คำเตือนสำคัญจึงอยู่ที่ระยะเวลา
โรงไฟฟ้าก๊าซหรือ LNG Terminal ที่ตัดสินใจลงทุนวันนี้อาจใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเปิดใช้งาน เมื่อถึงวันนั้นต้นทุนของเทคโนโลยีคู่แข่งและโครงสร้างตลาดไฟฟ้าอาจเปลี่ยนไปมากแล้ว
Data Center ต้องการไฟเพิ่ม แต่ไม่ได้แปลว่า LNG จะชนะ
ประเด็นนี้โยงตรงมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย เพราะ AI, Cloud และ Data Center กำลังสร้างความต้องการไฟฟ้าขนาดใหญ่
ข้อเสนอที่ได้ยินบ่อยคือ เมื่อโลกต้องการไฟฟ้ามากขึ้น Gas และ LNG ย่อมมีพื้นที่เติบโตตามไปด้วย
Arun Kumar ตั้งข้อสังเกตที่เรียบง่ายแต่สำคัญว่า
“ศูนย์ข้อมูลจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอย่างแน่นอน แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกใช้ไฟฟ้าที่มีราคาแพงที่สุด”
ศูนย์ข้อมูลต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมงก็จริง แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องการต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ การที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จึงไม่ได้หมายความว่า LNG จะเป็นคำตอบโดยอัตโนมัติ
Kumar มองว่า การแข่งขันในอนาคตไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นการเลือกระหว่างก๊าซกับพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะระบบพลังงานหมุนเวียนกำลังพัฒนาไปสู่การผสมผสานพลังงานจากหลายแหล่ง ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และพลังน้ำ ควบคู่กับการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าแบบทันทีตามสภาวะของระบบ
ข้อจำกัดสำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงข่าย
ฉะนั้นสำหรับอาเซียน โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน และการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนมีความสำคัญมากขึ้น เพราะยิ่งประเทศต่างๆ เชื่อมโยงระบบไฟฟ้าเข้าหากันได้มากเท่าไร ก็ยิ่งสามารถนำพลังงานจากหลายแหล่งมาช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบ และลดข้อจำกัดจากความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น
ไทยกำลังเจอโจทย์เดียวกันในเวลาที่สำคัญ
สำหรับประเทศไทย การถกเถียงนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
วันที่ 9 กันยายน กระทรวงพลังงานเปิดเผยทิศทางร่าง PDP 2026 ซึ่งวางแผนระบบไฟฟ้าไปถึงปี 2050 โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจากต่ำกว่า 20% ในปัจจุบันเป็น 50% ภายใน 10 ปี ก่อนเพิ่มเป็น 65% และสูงสุดถึง 89% ในระยะหลัง
ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานประกาศทิศทาง ลดการพึ่งพาก๊าซนำเข้า ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น
คำถามสำหรับไทยไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงว่า จะเลือกก๊าซหรือพลังงานหมุนเวียน
เพราะในความเป็นจริง ไทยยังต้องการระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคง ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่กำลังเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาค่าไฟให้อยู่ในระดับที่ประชาชนรับภาระได้ ภาคอุตสาหกรรมสามารถแข่งขันได้ และเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
คำถามที่สำคัญกว่าจึงคือ ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลวควรมีบทบาทอย่างไรในโครงสร้างพลังงานใหม่ของไทย
ไทยควรใช้ก๊าซเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักอย่างต่อเนื่อง หรือปรับบทบาทให้เป็นแหล่งพลังงานที่ยืดหยุ่นเพื่อเสริมพลังงานหมุนเวียน? ควรลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับก๊าซธรรมชาติเหลวเพิ่มอีกมากน้อยเพียงใด? พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานต้องเติบโตเร็วแค่ไหน? การซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงและตลาดไฟฟ้าควรเปิดกว้างเพียงใด? และ Data Center ซึ่งกำลังสร้างความต้องการใช้ไฟฟ้าระลอกใหม่ ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของระบบไฟฟ้าอย่างไร
ความเสี่ยงที่ชื่อว่า ‘Stranded Assets’
คำหนึ่งที่ปรากฏซ้ำตลอด Webinar คือ Stranded Assets
หมายถึงสินทรัพย์ที่ลงทุนไปแล้ว แต่ในอนาคตอาจถูกใช้งานน้อยกว่าที่คาด สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หรือไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้เต็มอายุโครงการ
สำหรับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานซึ่งมีอายุหลายสิบปี นี่ไม่ใช่ความเสี่ยงเล็กๆ
Kumar สรุปว่า
“ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือ เงินลงทุนจำนวนมากอาจกลายเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าในอนาคต”
โจทย์ของผู้กำหนดนโยบายจึงไม่ใช่เพียงว่าจะมีพลังงานเพียงพอในปีหน้า แต่ต้องถามด้วยว่าการลงทุนที่ตัดสินใจในปี 2026 จะยังแข่งขันได้ในปี 2035 หรือ 2045 หรือไม่
ก่อน Gastech 2026 คำถามไม่ใช่ ‘โลกจะเลิกใช้ก๊าซหรือไม่’
ข้อถกเถียงทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งในเวทีใหญ่กว่าเดิม เมื่อ Gastech 2026 เปิดฉากที่ BITEC กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2026
Gastech ระบุว่างานปีนี้ครอบคลุม Natural Gas, LNG, Low Carbon Solutions, Electrification และ AI for Energy โดยจะนำผู้บริหารอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากทั่วโลกมาร่วมกันหารือเรื่องอนาคตพลังงาน ภายใต้สามโจทย์ใหญ่คือ Energy Security, Affordability และ Decarbonisation
ดังนั้นคำถามสำคัญก่อนเข้าสู่งาน Gastech อาจไม่ใช่ว่า โลกจะเลิกใช้ Gas และ LNG หรือไม่ เพราะก๊าซยังมีบทบาทในระบบพลังงานของหลายประเทศ และการเปลี่ยนผ่านไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน
แต่คำถามที่ยากกว่าและมีความหมายมากกว่าคือ
ก๊าซธรรมชาติควรมีบทบาทมากน้อยเพียงใดในระบบพลังงานที่ต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานกำลังลดลง ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังผลักความต้องการใช้ไฟฟ้าให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และในเวลาเดียวกัน เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกก็อาจถูกกระทบจากสงครามได้ภายในเวลาไม่กี่วัน
ช่วงท้ายของการสัมมนา Reynolds ตั้งคำถามว่า หากเขาเป็นผู้กำหนดนโยบายที่ต้องตัดสินใจลงทุนด้านพลังงานสำหรับอีก 20 ปีข้างหน้า เขาจะต้องถามตัวเองว่า
“เราจะผูกอนาคตการพัฒนาระบบพลังงานของประเทศไว้กับเชื้อเพลิงที่มีความผันผวนรุนแรงเช่นนี้จริงหรือ”
หกเดือนหลังสงครามอิหร่าน คำถามเรื่องพลังงานจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่า ราคาน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติเหลวจะอยู่ที่เท่าไรในเดือนหน้า
คำถามที่ใหญ่กว่าคือ ไทยจะออกแบบโครงสร้างพลังงานอย่างไรให้มีไฟฟ้าเพียงพอ มีต้นทุนที่แข่งขันได้ เดินหน้าลดการปล่อยคาร์บอน และในเวลาเดียวกันไม่สร้างการพึ่งพาหรือการลงทุนที่อาจกลายเป็นภาระในอนาคต
นี่คือโจทย์ที่ควรถูกตั้งคำถามให้ชัด เมื่อเวทีพลังงานโลกเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ในงาน Gastech 2026