
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ข้อมูลจาก Euromonitor International บริษัทสำรวจข้อมูลทางการตลาดระดับโลก คาดการณ์ว่า ตลาดไอศกรีมไทยปี 2569 จะมีมูลค่าแตะ 1.26 หมื่นล้านบาท เติบโตร้อยละ 4 ปัจจัยหนุนหลักมาจากสภาพอากาศร้อนจัดจากอิทธิพลของเอลนีโญ รวมถึงกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัว
ไอศกรีมแบบรับประทานทันทีครองสัดส่วนยอดขายกว่าร้อยละ 90 ของตลาดรวม สะท้อนพฤติกรรมคนไทยที่นิยมซื้อไอศกรีมเพื่อเติมความสดชื่นระหว่างวัน ผ่านร้านสะดวกซื้อและร้านโชห่วยที่กระจายอยู่ในชุมชน

ด้านการส่งออก ปี 2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกไอศกรีม 136.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,477 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.77 แต่ยังรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 12 ของโลก โดยมีส่วนแบ่งร้อยละ 1.9 ของมูลค่าการส่งออกไอศกรีมทั่วโลก
ประเทศผู้ส่งออกที่อยู่เหนือไทย ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ สเปน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฮังการี และสโลวีเนีย ตามลำดับ ส่วนตลาดส่งออกหลัก 5 อันดับแรกของไทย ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และเกาหลีใต้
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกระแสการดูแลสุขภาพ ผู้บริโภคยุคใหม่คาดหวังให้ไอศกรีมตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ ผู้ผลิตจึงต้องศึกษาความต้องการของตลาดอย่างลึกซึ้งและพร้อมปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
รายงานระบุถึง 4 เทรนด์สำคัญที่จะขับเคลื่อนธุรกิจไอศกรีม โดย เทรนด์แรก คือ การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแฟนคลับ เน้นสร้างประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่ชอบทดลองสินค้าใหม่และแชร์ลงโซเชียลมีเดีย แบรนด์จึงดึงศิลปิน T-Pop นักแสดงวัยรุ่น และอินฟลูเอนเซอร์ร่วมแคมเปญ เพื่อสร้างกระแสและกระตุ้นยอดขาย
เทรนด์ที่สอง คือ นวัตกรรมและความแปลกใหม่ ผู้ผลิตนำเสนอสินค้าทางเลือก เช่น ไอศกรีมเกล็ดน้ำแข็ง ไอศกรีมโมจิ ไอศกรีมแซนด์วิช และเนื้อสัมผัสหลายชั้นที่ผสมช็อกโกแลต ผลไม้ และครีม รวมถึงหมุนเวียนออกรสชาติแบบลิมิเต็ด เพื่อกระตุ้นการทดลองและซื้อซ้ำ
เทรนด์ที่สาม คือ ตลาดพรีเมียมที่จับต้องได้เติบโตต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจมีความท้าทาย ผู้บริโภคยังต้องการให้รางวัลเล็ก ๆ กับตนเอง และยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อคุณภาพ รสชาติพรีเมียม หรือบรรจุภัณฑ์สวยงาม ช่วยผลักดันมูลค่าตลาดขยายตัวเร็วกว่าปริมาณการขาย
เทรนด์ที่สี่ คือ รสชาติยังเป็นปัจจัยชี้ขาด แม้ผู้บริโภคมองหาสินค้าลดน้ำตาล ลดไขมัน หรือมีส่วนผสมของผลไม้มากขึ้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความอร่อย ความหอมมัน และเนื้อสัมผัส ขณะที่ไอศกรีมที่เน้นสรรพคุณทางสุขภาพมากเกินไป เช่น ไอศกรีมแพลนต์เบส ยังมีข้อจำกัดในการขยายสู่ผู้บริโภคกระแสหลัก
“เกมการแข่งขันของตลาดไอศกรีมยุคใหม่ ได้ก้าวข้ามการต่อสู้ด้วยราคาและรสชาติแบบเดิม ๆ ไปแล้ว ผู้ประกอบการไทย จึงต้องพร้อมปรับกลยุทธ์ธุรกิจ มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการนำนวัตกรรมมาใช้ ดึงพลังจากโซเชียลมีเดีย และรักษาสมดุลระหว่างความอร่อย ความคุ้มค่า และสุขภาพให้ลงตัว ธุรกิจที่สามารถต่อยอดเพิ่มมูลค่า พัฒนาสินค้าได้ฉับไวทันเทรนด์ และชูเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้โดดเด่น จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน” นายนันทพงษ์ กล่าว
Back to top button