อนุสรณ์ เสนอตัดงบกลาง-ดีอี 7 หมื่นล้าน อุ้มบัตรทอง สกัดวิกฤต รพ.รัฐ

Published on 12 ก.ค. 2026

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณของประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาร่วม 10 ปี งบกลางได้รับการจัดสรรโดยเฉลี่ยสูงถึง 610,677 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 18% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นี้ งบกลางยังคงเพิ่มสูงขึ้นไปอยู่ที่ 693,880 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยได้อนุมัตินำงบกลางไปใช้กับโครงการตามนโยบาย เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ตลอดจนนำไปใช้จ่ายในภารกิจประจำที่จริงๆแล้วควรมีการกำหนดเป็นงบรายจ่ายไว้ล่วงหน้า ขณะเดียวกัน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ก็ยังมีการตั้งรายการใหม่ขึ้นมาอีก 1 รายการ คือ ค่าใช้จ่ายเพื่อรองรับผลกระทบวิกฤตพลังงาน จำนวน 12,000 ล้านบาท

นายอนุสรณ์ จึงเสนอให้มีการปรับลดงบกลางลง 10% ซึ่งจะได้เม็ดเงินคืนมา 69,388 ล้านบาท บวกกับการปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนและไม่จำเป็นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลงอีก 15% คิดเป็นเงิน 830 ล้านบาท เพื่อให้คณะรัฐมนตรีนำเม็ดเงินรวมดังกล่าว ทำเป็นงบประมาณรายจ่ายรายการใหม่ เพิ่มให้กับงบด้านการศึกษาและวิจัย รวมถึงงบด้านสาธารณสุขโดยด่วน

เตือนระบบสุขภาพสุ่มเสี่ยง โรงพยาบาลรัฐติดลบสะสมกว่า 6 หมื่นล้าน

นายอนุสรณ์ ย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้าปฏิรูประบบการเงินการคลังด้านสุขภาพและการคุ้มครองทางสังคมอย่างจริงจัง เนื่องจากมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นที่ กองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติอาจเผชิญปัญหาสภาพคล่องในอนาคต หากรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ไม่เพียงพอ โดยพบว่าภาระค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 4.5% ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นอัตราที่สูงกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่มีการเกลี่ยงบประมาณให้กับระบบสาธารณสุขอย่างเพียงพอ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการให้บริการทางการแพทย์ ทั้งปัญหาบุคลากรไม่พอเพียง การต้องรอคิวรักษานาน การเข้าถึงบริการที่แย่ลง ตลอดจนคุณภาพการรักษาพยาบาลที่ลดลง ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขด้วยการบูรณาการบริหารจัดการงบประมาณและข้อมูลทางด้านสุขภาพ ร่วมกับการเน้นหนักด้านการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพให้มากขึ้น

แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามจัดสรรงบประมาณตามจำนวนประชากร และปรับอัตราเหมาจ่ายระดับจังหวัดให้เหมาะกับโครงสร้างอายุประชากรแล้วก็ตาม ทว่างบประมาณปี 2570 ที่จัดสรรให้นั้นน้อยกว่า คำของบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างมาก โดยงบค่าบริการทางการแพทย์ประเภทผู้ป่วยนอก ได้รับจัดสรรเพียง 72,748 ล้านบาท (คิดเป็น 1,542 บาทต่อหัว) จากที่หน่วยงานขอไปถึง 90,713 ล้านบาท (คิดเป็น 1,923 บาทต่อหัว)

ส่งผลให้โรงพยาบาลของรัฐจำนวนมากต้องประสบภาวะขาดทุน โดยผลการศึกษาชี้ว่า โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขกว่า 600 แห่งมีแนวโน้มสถานะการเงินติดลบ และมีถึง 62 แห่งที่ขาดทุนอย่างหนัก จนเกิดภาวะขาดสภาพคล่องสะสมในระบบรวมกันมากกว่า 60,000 ล้านบาท

ผลกระทบเป็นลูกโซ่: ประชาชนรอคิวนาน หมอ-พยาบาลสมองไหล

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า วิกฤตการขาดทุนและขาดสภาพคล่องของโรงพยาบาลรัฐดังกล่าว กำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งต่อประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ ดังนี้

ผลกระทบต่อผู้ป่วย (ประชาชน): โรงพยาบาลเกิดความแออัดและต้องใช้เวลารอคอยนานขึ้น ขาดงบลงทุนใหม่ๆ ในการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยหรือยารักษาโรคประสิทธิภาพสูง โรงพยาบาลรัฐต้องแบกรับภาระเคสโรคเรื้อรังและโรคยากที่มีต้นทุนสูง จนทำให้ผู้ป่วยที่มีกำลังทรัพย์จำต้องหันไปพึ่งโรงพยาบาลเอกชนแทน

ผลกระทบต่อบุคลากรทางการแพทย์: เกิดภาระงานหนักจากการขาดแคลนกำลังคนสวนทางกับจำนวนผู้ป่วย ต้องทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมงและอยู่เวรนอกเวลาอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ ปัญหาสมองไหล ที่แพทย์และพยาบาลลาออกจากระบบรัฐไปสู่อาจารย์หรือโรงพยาบาลเอกชน ตลอดจนปัญหาการขาดแคลนแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางในต่างจังหวัด เนื่องจากการกระจุกตัวของบุคลากรในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น และภูเก็ต

อย่างไรก็ตาม นายอนุสรณ์ เสนอว่า การปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบ Care Model (Collaborative Area-based Reimbursement with Excellence Model) อาจช่วยบรรเทาปัญหาลงได้ โดยเปลี่ยนจากเกณฑ์เหมาจ่ายก้อนเดียวภาพรวมทั้งประเทศ มาเป็นการจัดสรรตาม เขตสุขภาพ 13 เขต เพื่อให้เม็ดเงินสอดคล้องกับต้นทุนจริงและบริบทของแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ ต้องปรับคำนวณงบประมาณให้เชื่อมโยงกับคุณภาพการให้บริการ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและป้องกันการให้บริการที่เกินความจำเป็น พร้อมทั้งเปิดใช้ระบบข้อมูลทางการเงินย้อนหลัง 10 ปี เพื่อให้โรงพยาบาลนำไปใช้คาดการณ์สภาวะเงินบำรุงติดลบและวางแผนงบประมาณได้แม่นยำยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ เมื่อนำ Care Model มาใช้แล้วก็ต้องมีการประเมินผลอย่างเป็นระบบด้วย

สำหรับภาพรวมในการจัดสรรงบประมาณ นายอนุสรณ์ ระบุว่า รัฐบาลต้องมุ่งเน้นการสร้างเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับเสถียรภาพ ควบคุมราคาสินค้าไม่ให้กระทบค่าครองชีพ เร่งการจ้างงาน ส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว บริหารหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัว ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และลดหนี้สินภาคครัวเรือนให้อยู่ในระดับที่จัดการได้

โดย ฐานิสร์ ทองนอก