คลังขึ้นภาษีตลาดรถป่วน 7 ก.ย. ‘บอร์ด EV’ ถกอุ้มผู้ผลิตในประเทศ

Published on 29 ส.ค. 2026

คลังเร่งเดินหน้าปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต “รถอีวี” นำเข้า ปกป้องฐานผลิตยานยนต์ในประเทศ จับตา 7 ก.ย. นี้ประชุมบอร์ด EV ถกโครงสร้างภาษีใหม่ เลขาฯ BOI ยืนยันต้องดูแลผู้ประกอบการทุกสัญชาติเท่าเทียม ฟากค่ายรถ-ผู้นำเข้าปั่นป่วน 3 สมาคมทำหนังสือด่วนยื่นข้อเสนอแพ็กเกจรัฐบาลพิจารณาเพิ่มเติม ขอเวลา 1 ปี ปรับขึ้นภาษีแบบขั้นบันได วงในเผยอาจเจอภาษีสูงถึง 30-32% ผวาต้นทุนพุ่ง ต้องปรับขึ้นราคา หวั่นลูกค้า “คืนใบจอง” แผนการทำตลาดชะงัก ด้านกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนเสนอกำหนดโควตา “รถนำเข้า” ไม่เกิน 5% ของยอดขายในประเทศ 

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า จากที่ผู้บริหารบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปัจจุบัน ในประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการแข่งขันระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย และรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอีวีจีน พร้อมกันนี้ค่ายรถญี่ปุ่นได้หารือและเสนอรัฐบาล พิจารณาปรับเกณฑ์โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่เพื่อให้ความเท่าเทียมในการเเข่งขัน เนื่องจากปัจจุบันรถยนต์อีวีจากจีนที่นำเข้ามาจำหน่ายในไทยมีภาระภาษีน้อยกว่ารถยนต์ผลิตในประเทศ  

เนื่องจากในแง่ของรถอีวีนำเข้าจากจีนมีข้อตกลงการค้า FTA กับจีน ทำให้เสียภาษีนำเข้าเป็น “ศูนย์” ดังนั้นรัฐบาลจึงมีแนวคิดปรับภาษีสรรพสามิต เพื่อมาเป็นเครื่องมือทำให้การแข่งขันสมดุลมากขึ้น

“เอกนิติ” สั่งปลัด ก.ย. ต้องจบ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า การปรับภาษีสรรพสามิต “รถยนต์นำเข้า” ที่ล่าสุดผู้ประกอบการกลุ่มต่าง ๆ ยื่นข้อเสนอมานั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างให้ปลัดกระทรวงการคลังพิจารณารายละเอียด

“ได้บอกปลัดกระทรวงการคลังว่า ภายในเดือน ก.ย.นี้ต้องทำให้เกิดความชัดเจน” ส่วนกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะมีการพบปะหารือกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่น ในช่วงเดินทางเยือนญี่ปุ่นปลาย ก.ย.นี้ นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้กำลังพิจารณาในเรื่องกำหนดการ

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ทางกรมยังไม่ได้รับข้อเสนอจากภาคเอกชน  เข้าใจว่าอาจจะมีการเสนอไปที่ระดับนโยบาย ซึ่งเรื่องนี้ทางกรมสรรพสามิตคงต้องรอการตัดสินใจจากระดับนโยบายว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร 

ผู้ประกอบการปั่นป่วน

แหล่งข่าวระดับบริหารจากค่ายรถยนต์รายใหญ่เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากที่รัฐบาลมีนโยบายปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มรถอีวีนำเข้า ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน ทราบแต่ว่าจะเร่งสรุปภายในเดือนกันยายนนี้ เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นร้อนของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะค่ายรถยนต์ที่มีการนำเข้ารถอีวีเข้ามาจำหน่าย ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน เกิดความกังวลรวมถึงเงื่อนไขของระยะเวลาการเริ่มบังคับใช้  และเกณฑ์ภาษีใหม่ ซึ่งปัจจุบันภาษีสรรพสามิตรถยนต์เก็บในอัตรา 2% สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศ ส่วนรถนำเข้าจัดเก็บอัตรา 10%

ขณะนี้มีรายงานข่าวไม่เป็นทางการว่า จะมีการปรับเพดานภาษีสรรพสามิตสำหรับรถอีวีนำเข้าสูงถึง 30-32% (ปกติอยู่ที่ 10%) รวมทั้งรัฐบาลส่งสัญญาณเร่งด่วนในการพิจารณาปรับขึ้นภาษีแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ ทำให้ค่ายรถยนต์ต่าง ๆ มีความกังวลว่าหากรัฐบาลมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตทันที จะทำให้ผู้ประกอบการที่มีการนำเข้ารถอีวีจากต่างประเทศจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนเพิ่มขึ้น ทำให้จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา ซึ่งอาจสูงขึ้นถึง 20% 

ราคาขยับ-ลูกค้าทิ้งใบจอง

แหล่งข่าวกล่าวว่า เมื่อโครงสร้างภาษีเปลี่ยนหมายความว่าราคาต้นทุนการจำหน่ายรถยนต์รุ่นนั้น ๆ ต้องปรับตามไปด้วย และจะส่งผลให้มีราคาจำหน่ายที่สูงขึ้น ซึ่งหากผู้บริโภคที่จองรถรุ่นนั้น ๆ ไว้ไม่สามารถรับราคาใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างภาษีใหม่ อาจทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจ “คืนใบจอง” ไม่รับรถที่สั่งจองได้โดยไม่มีความผิด ตามที่ สคบ.ได้มีการคุ้มครองผู้บริโภคในการซื้อรถยนต์ กรณีผู้จำหน่ายผิดเงื่อนไขตามใบจองผู้ซื้อมีสิทธิที่จะคืนใบจองได้โดยไม่มีมีความผิดและไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ตรงนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่รัฐบาลต้องคำนึง

หากเงื่อนไขการบังคับใช้ภาษีทันทีตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง เนื่องจากบางค่ายได้มีคำสั่งซื้อรถยนต์ไปล่วงหน้า หรืออยู่ระหว่างการดำเนินการขนส่ง ซึ่งภาครัฐอาจต้องพิจารณารายละเอียดตรงนี้ 

แผนการทำตลาดชะงัก

แหล่งข่าวจากค่ายรถสัญชาติจีนรายใหญ่กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้ว่าบริษัทไม่มีแผนการลงทุนหรือขึ้นไลน์ผลิตในประเทศไทย แต่ปัจจุบันบริษัทก็เริ่มศึกษาความเป็นไปได้เรื่องการลงทุน เพราะกรณีที่รัฐบาลมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต “รถนำเข้า” บริษัทก็ต้องแบกรับต้นทุนเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดีหากเป็นไปได้ก็ต้องการให้รัฐบาลต้องมีระยะเวลาการบังคับใช้ให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการกำหนดโควตาการนำเข้ารถ เพื่อป้องกันการนำเข้ารถมาเพื่อกักตุนสินค้าและทำกำไรเกินควรในอนาคต

“ตอนนี้ทุกคนต่างก็ชะลอการทำตลาด และรอดูทิศทางที่ชัดเจนของรัฐบาล ทุกคนรู้และเข้าใจว่าประเทศไทยจะต้องมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นำเข้าแน่นอน  อย่างไรก็ดีเพื่อให้เป็นไปตามกลไกและช่วยกันปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ผู้ผลิตในประเทศด้วย เรายืนอยู่ในทั้งสองสถานะ สิ่งสำคัญคือการปกป้องอุตสาหกรรมเราเข้าใจ เพียงแต่อยากขอกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้เตรียมตัว ทั้งรถที่อยู่ระหว่างนำเข้า และแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่จะแนะนำในอนาคตด้วย” 

อีวีนำเข้ากินส่วนแบ่งกว่า 60%

แหล่งข่าวกล่าวว่า ขณะที่รถยนต์นำเข้าจากจีนโดยเฉพาะรถอีวี ที่นอกจากจะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ยังได้รับสิทธิประโยชน์จากข้อตกลงการค้า FTA ทำให้ภาระภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ ส่งผลให้ช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการมีการนำเข้ารถอีวีจีนเข้ามาทำตลาดในสัดส่วนที่สูงถึง 62.58% ของยอดขายอีวีในช่วง 7 เดือนแรก ด้วยตัวเลขรถอีวีนำเข้า 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% ขณะที่ยอดผลิตรถอีวีในประเทศมีเพียง 46,924 คัน เท่ากับ 37.42% สะท้อนว่ายอดขายรถอีวีในไทยส่วนใหญ่ยังเป็นรถนำเข้าจากจีน ทำให้สามารถทำราคาได้ต่ำ รวมทั้งในส่วนของแบรนด์รถยุโรปส่วนใหญ่ก็มีฐานการผลิตอยู่ที่ประเทศจีนเช่นกัน 

ทั้งนี้ที่ผ่านมาประเทศไทยเพิ่งมีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา  โดยพิจารณาความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและดูค่า Co2 เป็นหลัก แต่ครั้งนี้รัฐบาลได้เปลี่ยนแนวคิดนำกลไกภาษีสรรพสามิตมาเป็นเครื่องมือในเรื่องการแข่งขันทางการค้า 

EVAT เสนอแพ็กเกจโควตานำเข้า

แหล่งข่าวจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หรือ EVAT เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้สมาคมได้รวบรวมข้อมูลและหารือกับสมาชิกเพื่อจัดทำข้อเสนออย่างรอบด้านเสนอให้รัฐบาลพิจารณา ควบคู่ในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นำเข้า โดยทาง EVAT ได้ส่งหนังสือไปยังกรมสรรพสามิต เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา

โดยข้อเสนอสำคัญคือรัฐบาลไม่ควรใช้มาตรการภาษีเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างให้เกิดแฟร์เกม แต่ควรมี “แพ็กเกจ” สำหรับผู้ประกอบการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทยมากขึ้น เพราะปัจจุบันค่ายรถส่วนใหญ่ไม่ว่าจีนหรือยุโรปแม้ว่าจะมีฐานผลิตในประเทศไทย แต่รถอีวีที่จำหน่ายในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากประเทศจีน ดังนั้นมองว่าหากปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถนำเข้า ผู้ประกอบกลุ่มนี้ซึ่งมีการลงทุนตั้งฐานผลิตในประเทศไทยเช่นกันก็มองว่าวิธีการขึ้นภาษีส่วนของรถนำเข้าก็อาจไม่เป็นธรรม  

แหล่งข่าวกล่าวว่า ดังนั้นควรพิจารณาว่าบริษัทสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศไทยในองค์รวม เช่น มีฐานผลิตในประเทศ มีการใช้โลคอลคอนเทนต์ มีการซื้อชิ้นส่วนจากไทยเพื่อใช้ในซัพพลายเชนทั่วโลก รวมถึงมีการลงทุนอาร์แอนด์ดี หรือเทคโนโลยีในประเทศไทย และสร้างจ้างงานในประเทศ เหล่านี้มาคิดคำนวณเป็นมูลค่า เพื่อที่จะนำไปคำนวณเป็นสิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับการนำเข้ารถอีวี  เช่น หากรวมแล้วคิดเป็นมูลค่า 10,000 ล้านบาท โดยสามารถนำไปคิดโควตาสำหรับนำเข้ารถอีวีที่เสียภาษีสรรพสามิต 10% เหมือนเดิม ด้วยโควตาเท่าไหร่ 

“แนวทางนี้เปิดโอกาสให้ทั้งผู้ผลิตในประเทศ และผู้นำเข้ามีทางเลือกในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศมากขึ้น  และการที่รัฐบาลจะใช้มาตรการขึ้นภาษีอย่างเดียวจะตอบโจทย์ระยะสั้นเรื่องชะลอการนำเข้ารถอีวี แต่ไม่สร้างการเติบโตระยะยาว”

ขอเวลา 1 ปีขึ้นภาษีขั้นบันได

แหล่งข่าวกล่าวว่า การกำหนดมาตรการภาษีควรพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการผลิตในประเทศ การรักษาความสามารถในการแข่งขัน และความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่มีการลงทุนและมีฐานการผลิตในประเทศ 

ทั้งนี้ตามระยะเวลาที่กระทรวงการคลังจะพิจารณารายละเอียดภายในเดือนกันยายน 2569  เพื่อนำเสนอ ครม.พิจารณา และอาจมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตในเดือนตุลาคมนี้ ยังคงสร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการพอสมควร เนื่องจากภาคธุรกิจต้องการมีเวลาเตรียมความพร้อมเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

อีกหนึ่งข้อเสนอของกลุ่มผู้ประกอบการคือขอเวลาให้ภาคธุรกิจมีเวลาปรับตัว เพราะหากมีการปรับขึ้นทันทีอาจส่งผลให้ลูกค้าเกิดภาวะ “ช็อกราคา” จึงอยากให้รัฐบาลพิจาณาการปรับขึ้นภาษีแบบ “ขั้นบันได” เพื่อให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาในการเตรียมตัวอย่างน้อย 1 ปี

ให้แต้มต่อผู้ผลิตสร้างมูลค่าเพิ่ม

นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA)  เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในส่วนของ TAIA จากที่ได้หารือร่วมกับสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีทั้งกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศ ผู้นำเข้าและผู้ผลิตชิ้นส่วน  ทำให้มีความคิดเห็นถึงเรื่องดังกล่าวค่อนข้างหลากหลาย สมาคมพยายามหาเครื่องมือนำเสนอโซลูชั่นเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยต้องให้เกิดความสมดุลในอุตสาหกรรมเป็นที่ตั้ง

สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการคือความเป็นธรรมและความเท่าเทียม โดยสมาคมมองว่าหากผู้ผลิตหรือค่ายรถรายใดสามารถครีเอตมูลค่าให้กับประเทศไทยมากกว่า ก็ควรได้รับการปกป้องที่มากตามไปด้วย  เช่นผู้ประกอบการที่ลงทุนในประเทศไทย มีถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วน การจ้างงาน การใช้ทรัพยากร ใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากกว่า และมีการลงทุนเพื่อผลิตพัฒนายานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า ก็ควรจะได้รับการปกป้องและสนับสนุนมากกว่าด้วย

“วันนี้ยอมรับว่ายังมีความเห็นที่หลากหลายแบ่งออก 3 กลุ่มหลัก ๆ คือ กลุ่มผู้ผลิตในประเทศ ก็ต้องการให้ภาษีใหม่มีผลบังคับทันที ส่วนกลุ่มผู้ผลิตในประเทศ และมีการนำเข้ารถยนต์มาจำหน่าย ก็อยากจะขอเวลาในการเตรียมความพร้อม ซึ่งความต้องการตรงนี้ไม่เหมือนกัน เราจะต้องมีการหารือร่วมกับภาครัฐเพื่อให้ได้ความชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องของการกำหนดโควตา ซึ่งยังมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอีกพอสมควร และในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนก็มีประเด็นที่แตกต่าง”

ตีกรอบ “ราคา” รถนำเข้า

แหล่งข่าวจากสมาคมผู่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในส่วนของสมาคมก็มีความคิดเห็นสอดคล้องกับสมาคมต่าง ๆ เพียงแต่ต้องการให้รัฐบาลกำหนดโควตาสำหรับรถยนต์นำเข้า เพราะเดิมตลาดเมืองไทยมีสัดส่วนรถนำเข้าเพียง 5% ของยอดขาย

แต่หลังจากที่กระแสรถอีวีจีนราคาถูกเข้ามาทำตลาด ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนรถนำเข้าเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 6% สมาคมจึงมีข้อเสนอให้จำกัดสัดส่วนนำเข้ารถไว้ไม่ให้เกิน 5% ของยอดขายในประเทศ รวมทั้งกำหนดเงื่อนไข “ราคา” รถอีวีที่สามารถนำเข้ามาทำตลาดได้เฉพาะราคาสูงกว่า 1.5 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อเป็นการปกป้องผู้ผลิตในประเทศ และมีการสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น

ค่ายรถขอนโยบายชัด-ต่อเนื่อง   

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้โตโยต้ายังไม่มีการปรับแผนการทำตลาดแต่อย่างใด อีกทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไปได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีกระแสเรื่องปรับขึ้นภาษี ซึ่งโตโยต้าต้องขอบคุณลูกค้าที่มอบความไว้วางใจและเชื่อมั่นต่อแบรนด์ 

ขณะที่นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงกรณีดังกล่าวว่า ในฐานะผู้ประกอบการทุกคนเข้าใจดีว่าอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ซึ่งเป็นประโยชน์และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความแข็งแกร่งของฐานการผลิตในประเทศไว้

ดังนั้นนโยบายควรมีความต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ เพราะทั้งการผลิตในประเทศและการนำเข้าจากเครือข่ายโรงงานในต่างประเทศล้วนเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจและการลงทุนระยะยาวที่ได้วางไว้ ล่าสุดมาสด้าก็มีการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มอีก 7,400 ล้านบาท

“ไม่ใช่ว่าผลิตภัณฑ์ทุกอย่างจำเป็นต้องผลิตในประเทศ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องช่วยกันพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ โดยต่อยอดจากจุดแข็งที่เรามีอยู่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับเทคโนโลยีใหม่ และผลักดันปริมาณการผลิตในประเทศให้เติบโตขึ้นอย่างยั่งยืน” ประธานมาสด้ากล่าว 

ขณะที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นอีกรายยอมรับว่า บริษัทได้รายงานสถานการณ์แนวโน้มการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทยไปยังบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น เพื่อเตรียมปรับแผนการทำตลาดในประเทศไทยต่อไป 

ขณะที่นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วันที่ 7 กันยายน 2569 จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยมีประเด็นสำคัญเรื่องโครงสร้างภาษีสรรพสามิต และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีรายละเอียดหลายด้านและจำเป็นต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย

เรื่องการปรับภาษีสรรพสามิตจะเป็นวาระหลัก เพราะเป็นส่วนที่อาจนำมาช่วยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการญี่ปุ่นมีความกังวลว่า นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าอาจส่งผลต่อฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และซัพพลายเชนเดิมที่อยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน

เลขาฯ บีโอไอระบุว่า ภาครัฐมีแนวทางชัดเจนในการดูแลนักลงทุนอย่างเท่าเทียมกันทุกกลุ่มและทุกสัญชาติ โดยข้อกังวลของผู้ผลิตและซัพพลายเออร์จะถูกนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดมาตรการ

ส่วนกรณีที่มีการพูดถึงตัวเลขอัตราภาษีสรรพสามิต 32% นั้นยังไม่มีการกำหนดตัวเลขอย่างเป็นทางการ เพราะยังต้องรอการประชุมบอร์ดอีวีก่อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับรายละเอียดภาษีสรรพสามิตและผลกระทบต่อผู้ประกอบการหลายกลุ่ม โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่มาจากการหารือของกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งมีการคำนวณจากสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนและโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรม