ของบกลางปี70 1หมื่นล้านบาท เยียวยาน้ำท่วม

Published on 19 ต.ค. 2026

น้ำท่วมรัดคอรัฐบาลหนู ยอมรับใช้งบกลางปี 69 เกลี้ยงแล้ว รองบปี 70 เยียวยาผู้ประสบภัย คาดแตะหมื่นล้าน “ภราดร” แซะเมืองกรุงเยียวยาสะดุดหนัก ไม่เหมือน ตจว.มีผู้นำท้องถิ่นเข้มแข็ง ขณะที่ "ปภ." ชง ครม.ขอเพิ่มงบ 10,508 ล้านบาท ด้าน "ศุภณัฐ" ชำแหละต้นตอแอปรัฐบาลสุดห่วย "ทางรัฐ" ไม่เชื่อม “กทม.” ไร้ระบบปักหมุด-แนบรูป  จนท.ทำงานซ้ำซ้อน-ปชช.ได้เงินช้า 

เมื่อวันจันทร์ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านออกมาระบุงบเยียวยาน้ำท่วมหมดแล้วว่า สำหรับงบเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมส่วนแรกเมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้กันเงินไว้ส่วนหนึ่งประมาณ 4.7 พันล้านบาท ไว้เยียวยาประชาชนที่ประสบภัย ขณะนี้ได้ใช้ไปหมดแล้ว ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา จะใช้งบกลางของปี 2570 ซึ่งมีอยู่ประมาณ 9.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะใช้ทั้งปีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และไม่ได้ตั้งงบประมาณเอาไว้ ยืนยันสำหรับประชาชนที่ประสบภัยและยังไม่ได้รับเงินเยียวยา

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทันในวันที่ 20 ต.ค.นี้หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่าอยู่ที่ ปภ. เมื่อถามย้ำคาดว่าจะเสนองบประมาณเพิ่มเติมอีกจำนวนเท่าไหร่ นายภราดรกล่าวว่า ตามขั้นตอนแล้วอยู่ที่ทางท้องถิ่นหรือจังหวัดไปสำรวจ แล้วเสนอมาที่ ปภ. และ ปภ.จึงมาสรุปตัวเลขก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.

เมื่อถามว่า คาดว่าตัวเลขจะถึง 1 หมื่นล้านบาทหรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า ตัวเลขที่ตนได้ยินตามข่าวมีล้านกว่าครัวเรือน คงจะเป็นหมื่นล้านบาทเหมือนกัน

นายภราดรระบุว่า วันนี้ปัญหาที่เกิดเยอะที่สุดคือผู้ที่ได้รับผลกระทบที่อยู่ในเขต กทม. ไม่เหมือนกับในต่างจังหวัดที่วันนี้เรื่องการเยียวยาเป็นไปได้อย่างราบรื่น เพราะมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล มีท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ซึ่งแตกต่างกับ กทม.ที่เป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการเขตที่จะต้องลงไปตรวจสอบ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต่างๆ กรรมการชุมชนต่างๆ ที่จะต้องลงไปตรวจสอบ ไม่แน่ใจว่าจะต้องมี สส. สก.ลงไปช่วยดูด้วยหรือไม่ เพื่อช่วยเร่งให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น ตรงนี้คือกระบวนการที่แตกต่างกันระหว่าง กทม.กับต่างจังหวัด

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่ ปภ.ได้ส่งข้อมูลและโอนเงินเยียวยาอุทกภัยให้พี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งธนาคารออมสินได้โอนเงินให้ผู้ประสบภัยสำเร็จไปแล้วจำนวน 683,286 ครัวเรือน เป็นเงินทั้งสิ้น 5,225.249 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 46 จังหวัด ซึ่งวันนี้ (19 ตุลาคม 2569) จะมีการโอนเงินเยียวยาให้พี่น้องประชาชนเพิ่มเติมจำนวน 8,377 ครัวเรือน เป็นเงิน 65,641,000 บาท ครอบคลุมพื้นที่ 16 จังหวัด

“นอกจากนี้ วงเงินงบประมาณที่ ปภ.ได้นำเสนอต่อ ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติเพิ่มเติมจำนวน 10,508.876 ล้านบาท (1,481,401 ครัวเรือน) จะมีการนำเข้าที่ประชุม ครม.ในวันอังคารที่ 20 ต.ค.นี้”  

น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า กทม.ร่วมกับ ปภ.ทำการขยายเวลาในการยื่นคำร้องขอรับความช่วยเหลือและเยียวยา ทั้งที่สำนักงานเขต ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ หรือผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th ออกไปจนถึงวันที่ 30 พ.ย. 69 โดยสามารถส่งเอกสารเข้ามาได้ทั้งการเดินทางมาด้วยตนเองที่สำนักงานเขต หรือส่งผ่านช่องทางออนไลน์  อาทิ อีเมล หรือ Line OA ของสำนักงานเขต เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางมาที่เขตด้วยตนเอง

“จากการตรวจสอบเอกสารย้อนหลัง พบว่ามีที่อยู่อาศัยบางแห่งเป็นบ้านพักราชการ ซึ่งตามระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีนั้น ไม่สามารถจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านพักราชการได้ ทางสำนักงานเขตจึงต้องขอเรียกคืนเงินจำนวนดังกล่าวจากประชาชนที่ได้รับไปแล้ว” น.ส.ทวิดาระบุ

ที่รัฐสภา พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงผลการประชุม ครม.เงาครั้งที่ 16 โดยนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต และประธานคณะทำงานติดตามสถานการณ์น้ำ ปชน. แถลงถึงสถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบันว่า แม้ว่าสถานการณ์ขณะนี้จะลดระดับความรุนแรงลงมาแล้ว แต่ยังมีหลายพื้นที่ที่เผชิญวิกฤตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ จ.ฉะเชิงเทรา จ.ปราจีนบุรี จ.นครนายก และ จ.ปทุมธานี และมีโอกาสที่น้ำจะท่วมเกิน 1 เดือน รวมถึงความชัดเจนจากการปนเปื้อนของสารเคมีใน จ.ปราจีนบุรีและ จ.ฉะเชิงเทรา

“พรรค ปชน.เคยตั้งกระทู้ถามเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. 69 ซึ่งนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้ามาตอบกระทู้และบอกว่าจะนำส่งเอกสาร หลักฐานเกี่ยวกับศูนย์พักพิงที่มีความปลอดภัยและเสี่ยงที่จะถูกน้ำท่วม รวมถึงแผนการระบายน้ำให้ผู้ตั้งกระทู้ถาม แต่ผ่านไป 10 วันก็ยังไม่ได้รับข้อมูล  จึงทำให้เกิดเป็นคำถามว่า ตกลงแล้วกระทรวงมหาดไทยมีความพร้อมจริงหรือไม่” นายเดชรัตระบุ 

นายเดชรัตระบุว่า ทั้งนี้ในเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยาที่มีปัญหาเรื่องความสับสนและล่าช้า ในภาพรวมการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องความล่าช้าได้ ส่วนหนึ่งที่ทำได้เลยคือการมีมติ ครม.เพื่ออนุมัติเงินเยียวยาเพิ่มเติมในส่วนของงบกลางมาเพิ่มโดยด่วน ซึ่งจะทำให้การเบิกจ่ายเร็วขึ้น นอกจากจะเพิ่มวงเงินที่เตรียมไว้ไม่พอแล้ว ยังต้องมีการทบทวนและปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค ทำให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ อยากให้รัฐบาลใช้มติ ครม.แก้ไขกฎเกณฑ์ให้สามารถยืดหยุ่น เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือ

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรค ปชน.กล่าวถึงปัญหาระบบการขอเงินเยียวยาว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยาน้ำท่วมล่าช้า เกิดจากการออกแบบระบบของแอปพลิเคชันทางรัฐที่ไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหา ไม่ได้เชื่อมโยงการทำงานของเจ้าหน้าที่หน้าด่าน หรือกรุงเทพมหานครกับส่วนกลาง แอปทางรัฐไม่ได้มีช่องทางในการแนบรูปภาพและเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ ซึ่งถือเป็นเอกสารสำคัญที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ในการพิจารณา

“ทำให้เมื่อผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ต้องขอเอกสารเพิ่มเติม กว่าประชาชนผู้ประสบภัยจะยื่นเอกสารต่างๆ กับเจ้าหน้าที่ก็ต้องใช้เวลา ทั้งยังมีปัญหาเรื่องความคมชัด เพราะต้องยื่นผ่าน LINE OA วันนี้มีประชาชนหลายคนหากไปยื่นเอกสารครบถ้วนครั้งเดียวที่สำนักงานเขต อาจจะได้เงินไวกว่าคนที่ยื่นผ่านแอปทางรัฐมาแล้ว 2 สัปดาห์ ทำให้พี่น้องประชาชนเลือกที่จะไปออกันอยู่ที่หน้าสำนักงานเขต” สส.ปชน.ระบุ

นายศุภณัฐระบุด้วยว่า นอกจากนี้แอปทางรัฐยังไม่มีระบบตรวจคัดกรองว่า คนยื่นเป็นเจ้าบ้านหรือผู้อยู่อาศัย  เมื่อยื่นซ้ำกันทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลาในการคัดกรอง โดยแอปทางรัฐยังไม่มีระบบการปักหมุดโลเกชัน ไม่เหมือนกับเว็บไซต์ Claim.bangkok ของกรุงเทพมหานคร การไม่มีระบบปักหมุดทำให้เจ้าหน้าที่ไม่มั่นใจว่า พื้นที่นั้นมีน้ำท่วมนาน 7 วันจริงหรือไม่ มีปัญหาน้ำล้อมเกิน 7 วันจริงหรือไม่ จึงใช้เวลาการพิจารณานานขึ้น

นายศุภณัฐกล่าวว่า แม้ในแอปทางรัฐจะมีเลขที่บ้านที่ล็อกอินผ่าน THAID แต่เลขที่บ้านที่หน่วยงานภาครัฐมีกลับไม่สามารถระบุได้ว่า อาคารนั้นเป็นอาคารประเภทใด  เป็นอาคาร บ้านเดี่ยว คอนโดฯ หอพัก แฟลตหรือเป็นบ้านพักข้าราชการ ปัญหาที่สำคัญที่ทำให้เสียเวลาเป็นวันคือ การคัดผู้ที่พักในบ้านพักข้าราชการออกมา เพราะบ้านพักข้าราชการไม่ได้รับอนุญาตให้รับเงินเยียวยา

“การยื่นเยียวยาผ่านช่องทางของรัฐบาลแยกกับกรุงเทพมหานคร ระบบหลังบ้านไม่ได้ทำงานร่วมกัน ไม่มีการเชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดปัญหาขึ้น โดยเฉพาะความล่าช้าในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่” นายศุภณัฐกล่าว.