“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” รวบรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) พบว่า มีบริษัทที่ทำกำไรสุทธิเติบโตมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวน 71 บริษัท โดยหลายบริษัทได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของรายได้ การบริหารต้นทุนและอัตรากำไรที่ดีขึ้น รวมถึงบางบริษัทมีฐานกำไรในช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ในระดับต่ำ
สำหรับบริษัทที่มีกำไรเติบโตสูงสุด อันดับแรก บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ TMT ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 299.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 29.68 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 910.23% คิดเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้น 270.18 ล้านบาท
เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางตลาด โดยเฉพาะช่วงกลางถึงปลายไตรมาส ซึ่งราคาขายเพิ่มขึ้นเร็วกว่าต้นทุนขาย ประกอบกับบริษัทบริหารต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 14.80% จาก 6.35% ในปีก่อน และช่วยหนุนกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
อันดับ 2 บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 326.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 34.78 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 838.35% คิดเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้น 291.54 ล้านบาท
เนื่องจากยอดขายและกำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยรายได้จากการขายอยู่ที่ 5,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% ขณะที่ยอดขายในรูปดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 5% เป็น 165 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 10.7% จาก 9.4% จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของหน่วยงานเซมิคอนดักเตอร์และ Power Master Semiconductor (PMS) ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานปกติเพิ่มขึ้น 84% เป็น 278 ล้านบาท จาก 151 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 1%
อันดับ 3 บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SUSCO ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 120.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13.44 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 797.01% คิดเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้น 107.14 ล้านบาท เนื่องจากกำไรขั้นต้นจากการขายน้ำมันเพิ่มขึ้น จากปริมาณการขายปลีกผ่านสถานีบริการที่สูงขึ้น ประกอบกับราคาขายและค่าการตลาดเฉลี่ยต่อลิตรปรับตัวเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและความผันผวนของราคาพลังงานโลก
ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 9,217.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.24% จากรายได้จำหน่ายน้ำมันและรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและรายได้ค่าบริการจากกลุ่มธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า อีกทั้งต้นทุนทางการเงินลดลงจากเงินกู้ยืมที่ลดลง
อันดับ 4 บริษัท เอเซีย เมทัล จำกัด (มหาชน) หรือ AMC ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 88.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 10.34 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 754.39% คิดเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้น 77.97 ล้านบาท
เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 18.30% จาก 4.64% ในไตรมาส 2/68 จากราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นและการบริหารต้นทุนวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ แม้รายได้จากการขายสินค้าและให้บริการลดลง 47.13% เหลือ 955.61 ล้านบาท จากปริมาณขายที่ลดลงและการส่งมอบวัตถุดิบ Slab ล่าช้า ขณะที่ต้นทุนขายลดลง 54.71% เหลือ 780.74 ล้านบาท และต้นทุนทางการเงินลดลง 38.46% จากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้น นอกจากนี้ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมลดลงเหลือ 14.41 ล้านบาท จาก 22.06 ล้านบาทในปีก่อน ช่วยลดแรงกดดันต่อผลประกอบการ
อันดับ 5 บริษัท ฟังก์ชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ FTI ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 99.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 11.73 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 747.26% คิดเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้น 87.69 ล้านบาท
เนื่องจากรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น 14.95% อยู่ที่ 228.75 ล้านบาท รวมถึงรับรู้รายได้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ 78.65 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจากการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนนำเข้าสินค้า อีกทั้งต้นทุนทางการเงินลดลง 75.36% เหลือ 0.17 ล้านบาท จากการบริหารสภาพคล่องและสินค้าคงเหลือที่ดีขึ้น

ส่วนบริษัท เอ็นเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ NFC ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 174.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 21.66 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 706.68% คิดเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้น 153.03 ล้านบาท เนื่องจากกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 37.74 ล้านบาท หรือ 30.13% ขณะที่รายได้อื่นพุ่งขึ้น 159.41 ล้านบาท จากการรับรู้รายได้จากการขายธุรกิจสุทธิ 154.30 ล้านบาท รวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งค่าใช้จ่ายรวมลดลง 15.92% และต้นทุนทางการเงินลดลง 1.64%
ขณะเดียวกัน รายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 33.01% เป็น 734.59 ล้านบาท จากรายได้ขายผลิตภัณฑ์เคมีที่เพิ่มขึ้น 42.24% โดยเฉพาะกรดกำมะถันที่มีราคาขายเฉลี่ยต่อตันเพิ่มขึ้น 112.84% และแอมโมเนียที่ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 38.77% ขณะที่กำไรขั้นต้นธุรกิจเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้น 38.69% และธุรกิจบริการเพิ่มขึ้น 21.25%
บริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน) หรือ NNCL ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 335.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 42.78 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 684.06% คิดเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้น 292.62 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ในระดับสูง จากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร ส่งผลให้รายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 1,007.20 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 781.94 ล้านบาท คิดเป็น 78% ของรายได้รวม และมีอัตรากำไรขั้นต้น 50.8% ขณะที่ธุรกิจให้บริการสาธารณูปโภคยังสร้างรายได้ประจำต่อเนื่อง โดยมีรายได้ 177.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน
บริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 63.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 8.46 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 652.33% คิดเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้น 55.19 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 715.70 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 240.91% จากปีก่อน ส่งผลให้รายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 722.52 ล้านบาท หรือ 217.58% ขณะที่กำไรจากกิจกรรมดำเนินงานเพิ่มขึ้น 599.38% เป็น 83.29 ล้านบาท
ปัจจัยหนุนหลักมาจากธุรกิจก่อสร้าง Data Center ซึ่งบริษัทรับรู้รายได้จากโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่ได้งานมาในไตรมาส 4/68 ส่งผลให้รายได้และกำไรขั้นต้นจากธุรกิจดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น โดยงวด 6 เดือนปี 69 มีรายได้จาก Data Center อยู่ที่ 1,038.93 ล้านบาท และกำไรขั้นต้น 170.39 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 321.28 ล้านบาท และกำไรขั้นต้น 42.09 ล้านบาท
บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 566.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 77.07 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 635.03% คิดเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้น 489.42 ล้านบาท เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยของถุงมือยางทุกผลิตภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ช่วยชดเชยต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และต้นทุนอื่นที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 6,114.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากปีก่อน และกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 100.9% เป็น 1,040.9 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 17.0% จาก 8.6% ในปีก่อน
นอกจากนี้ ต้นทุนขายลดลง 7.4% จากปีก่อนตามปริมาณขายที่ลดลง ขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลง 33.7% จากการทยอยชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืมบางส่วน จึงช่วยหนุนความสามารถในการทำกำไรให้แข็งแกร่งขึ้น
บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BKGI ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 30.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4.30 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 619.37% เนื่องจากรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการเติบโตแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเครื่องมือห้องปฏิบัติการและน้ำยา รวมถึงผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) ขณะที่ธุรกิจตรวจคัดกรองทางพันธุกรรม โดยเฉพาะ NIPT ยังเติบโตต่อเนื่อง ช่วยขยายฐานรายได้และหนุนความสามารถในการทำกำไร
นอกจากนี้ บริษัทยังบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้รวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อน Operating Leverage ที่ดีขึ้นตามการขยายตัวของรายได้
ด้านบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 352.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 54.25 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 549.50%
เนื่องจากรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 83.4% เป็น 8,652.3 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น 115.6% จากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า XPENG และ ZEEKR ที่เติบโต ขณะที่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 120.2% เป็น 1,005.6 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 11.6% จาก 9.6% จากการเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า XPENG
นอกจากนี้ กำไรจากกิจกรรมดำเนินงานเพิ่มขึ้น 372.9% เป็น 530.5 ล้านบาท พร้อมรับรู้ผลการดำเนินงานของ Neo Mobility Asia (NEO) ในฐานะบริษัทย่อยทางอ้อมเต็มจำนวน หลังเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 99.99% รวมถึงการบริหารกระแสเงินสดที่ดีขึ้น ช่วยลดดอกเบี้ยจ่ายจากเงินกู้ยืมเงินทุนหมุนเวียน หนุนกำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
ส่งผลให้มีบริษัทถึง 11 แห่งที่กำไรเติบโตมากกว่า 500% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่บริษัทที่มีกำไรเติบโตโดดเด่นในลำดับถัดมา ได้แก่ ITEL โต 499.72%, FPT โต 471.35%, ASEFA โต 414.13%, AMATAV โต 378.06%, ASP โต 371.40%, TKC โต 341.51% และ PROUD โต 322.69%
สำหรับหุ้นขนาดใหญ่ที่ติดโผกำไรเติบโตเกิน 100% ได้แก่ TRUE มีกำไรสุทธิ 6,554.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 222.68% จากปีก่อนที่มีกำไร 2,031.15 ล้านบาท ขณะที่ BJC มีกำไรสุทธิ 2,881.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 191.07%
ด้าน PTT มีกำไรสุทธิสูงสุดในกลุ่มที่รวบรวม จำนวน 52,524.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 143.93% จากปีก่อนที่มีกำไร 21,532.88 ล้านบาท ส่วน SCGP มีกำไรสุทธิ 2,303.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128.15% และ PTTEP มีกำไรสุทธิ 27,197.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 101.23% จากปีก่อนที่มีกำไร 13,515.26 ล้านบาท
ทั้งนี้ ผลประกอบการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งสามารถสร้างการเติบโตของกำไรได้อย่างโดดเด่นในไตรมาส 2/2569 โดยนอกจากหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีอัตราการเติบโตสูงจากฐานเดิมแล้ว ยังพบหุ้นขนาดใหญ่หลายบริษัทที่มีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อทิศทางกำไรของตลาดหุ้นไทยในปี 2569