
ปกรณ์ ประเดิมผ่านรายการ คุยกับ ครม.อนุทิน ถึงเวลาผ่าตัดระบบราชการลดรายจ่ายประจำสูงถึง 73% เพิ่มงบลงทุนจากร้อยละ 20 เป็น 30
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นคนแรกของคณะรัฐมนตรี เปิดเผยผ่านรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา 09.05 น. ถึงแนวคิด “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” เมื่อวันที่ 5 กันยายน โดยระบุถึงเหตุผลที่เลือกใช้คำว่า “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” แทนคำว่า “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะคำว่าปฏิรูปถูกใช้มายาวนานและมีภาพของความไม่สำเร็จติดอยู่ โจทย์สำคัญวันนี้คือการลงมือปรับกระบวนการทำงานให้เห็นผลจริงในอดีตมีความพยายามปฏิรูประบบราชการมาหลายครั้ง แต่มักจบลงที่การตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน การศึกษา และการจัดทำนโยบาย แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานของภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายปกรณ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งความผันผวนของการค้าโลก มาตรการกดดันระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ปัญหาสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินถล่ม อากาศร้อนจัดและไฟป่า ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างปรับโครงสร้างและวิธีบริหารภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อีกปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างงบประมาณของประเทศ มีรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 หากสามารถลดภาระรายจ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐได้ ก็จะมีโอกาสขยับสัดส่วนงบลงทุนจากประมาณร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ทำให้ประเทศมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาและรับมือความท้าทายในอนาคตมากขึ้น
นายปกรณ์ กล่าวว่า การพัฒนาระบบราชการไม่ควรเริ่มต้นจากการประกาศลดจำนวนข้าราชการ แต่ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้
“ผมไม่ได้บอกว่าเราจะลดคนไปเลย มันคือการพัฒนาประสิทธิภาพ” นายปกรณ์กล่าว พร้อมอธิบายว่า เทคโนโลยีควรถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนงานบางประเภท ไม่ใช่มองว่าเป็นการทดแทนคน เช่น การส่งเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบสารบรรณดิจิทัล แทนการใช้เจ้าหน้าที่เดินถือแฟ้มระหว่างหน่วยงาน
นายปกรณ์ยังได้กล่าวเสนอให้พิจารณาช่องทางบริการแบบฟาสท์ แทรค (Fast Track) ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอย่างถูกกฎหมายสำหรับผู้ต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบ และลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมาย โดยให้กฎหมายหลักกำหนดเฉพาะหลักการ ส่วนรายละเอียดควรอยู่ในกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้สามารถแก้ไขให้ทันต่อสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น
ด้านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “รัฐขนาดเล็ก คล่องตัว โปร่งใส” ว่า สำหรับมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด กลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และ 2.ผู้มีอายุ 40–49 ปี ซึ่งมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยเห็นชอบหลักการกำหนดเงินก้อนสูงสุดของทั้งสองกลุ่มในอัตราเท่ากัน ไม่เกิน 12 เท่า พร้อมเงื่อนไขไม่กลับเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานประจำของหน่วยงานภาครัฐอีก ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้วางกรอบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐโดยควบคุมและตรึงอัตรากำลัง รวมถึงบริหารอัตราว่างและอัตราที่เกิดจากการเกษียณอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้จำนวนบุคลากรและภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น แนวทางดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมาย “ลดข้าราชการแบบเหมาเข่ง” แต่เป็นการใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงกำลังคนมาปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับภารกิจของรัฐในอนาคต ลดตำแหน่งหรืองานที่มีความจำเป็นน้อยลง และรักษากำลังคนไว้ในภารกิจที่ประชาชนยังต้องการบริการจากภาครัฐ