สิบปีก่อนหน้า สมพจน์ ชิตเกสรพงศ์ เคยขมวดชีวิตและสังคมการเมืองไทยตลอดทศวรรษ ออกมาเป็นหนังสารคดี ‘หมอนรถไฟ’ (2016) ที่ตั้งกล้องถ่ายผู้โดยสารบนขบวนรถไฟไทย นับตั้งแต่ชั้นหนึ่งไปถึงชั้นสาม ความเปลี่ยนแปลงของผู้คนและความไม่เปลี่ยนแปลงของขบวนรถไฟ กระทั่งประกาศการรัฐประหารในขวบปีใดขวบปีหนึ่งระหว่างถ่ายทำ
ในลักษณะเดียวกัน เราก็อาจจะอ่านได้ว่า ‘9 วัด สู่สวรรค์’ (2026) หนังยาวลำดับล่าสุดของเขาที่ได้รับเลือกให้เข้าฉายสาย Director’s Fortnight ของเทศกาลหนังเมืองคานส์ที่ผ่านมา บอกเล่าสังคมไทยผ่านการเดินทางไปทำบุญของครอบครัวหนึ่ง สกล (สุรชัย นิงสานนท์) ลูกชายคนโตที่เป็นเสมือนผู้นำของบ้าน ตั้งใจจะพาแม่ (อมรา รามณรงค์) ทำบุญให้ครบเก้าวัดเพื่อต่ออายุ หลังจากผู้ใหญ่ที่เขาเคารพทักว่าชะตาชีวิตคุณแม่ของเขากำลังขาด และด้วยเงื่อนไขนี้ เขาก็ชักชวนสมาชิกคนอื่นๆ ของบ้านให้ร่วมออกเดินทางไปทำบุญด้วยกัน

เส้นเรื่องที่พูดถึงการอยู่ร่วมกันเพื่อทำภารกิจของครอบครัวใหญ่ ดูจะง่ายดายทีเดียวหากจะบิดมันให้กลายเป็นหนังดราม่า เต็มไปด้วยข้อพิพาทของคนระหว่างรุ่น ซึ่งทำท่าจะคุกรุ่นมาตั้งแต่ต้นเรื่องเมื่อ ต่อ (สมภพ ทรงกำพล) หลานชายคนโตมาร่วมพิธีทำบุญสาย มากกว่านั้นยังมีทีท่าต่อต้านและรำคาญใจอย่างเห็นได้ชัด หากแต่เมื่อความขัดแย้งเหล่านี้อยู่ในมือของสมพจน์ ก็น่าสนใจที่เขาเลือกถ่ายทอดมันด้วยสายตาประนีประนอม เข้าอกเข้าใจ มองหาจุดวางสมดุลระหว่างหัวหน้าครอบครัวที่ทำทุกทางเพื่อให้แม่ยังมีชีวิตอยู่ต่อ และหลานชายที่มองเห็นความเหนื่อยล้าของย่าเป็นเรื่องสำคัญกว่าความเชื่อ
สิ่งที่น่าสนใจคือ หนังเปิดเรื่องด้วยงานศพและเสียงประกาศของเจ้าหน้าที่ในวัด ไล่เรียงประวัติ ชื่อสกุลของผู้ตาย ก่อนจะตัดสลับไปยังเส้นเรื่องก่อนหน้านั้น ที่พูดถึงการเดินทางของครอบครัวหนึ่งที่มุมานะพาแม่ไปทำบุญต่ออายุ สกลเป็นหัวเรือจัดแจงการเดินทาง เขามองข้ามเสียงประท้วงของแม่ผู้เหนื่อยล้าจากการต้องตื่นเช้า ขึ้นรถลงรถวันละหลายครั้ง ด้วยความเชื่อว่าหากพาแม่ไปทำบุญ กรวดน้ำด้วยมือของแม่เองแล้วนั้น ผลบุญจะส่งผลโดยตรงและจะต่ออายุของแม่ผู้เป็นที่รักให้ยืนยาวขึ้น หากแต่ความมุ่งมั่นของเขาก็เริ่มสั่นคลอนเมื่อแม่เริ่มหมดแรง สมาชิกในบ้านต่อรองให้แม่ขอพรกับสังฆทานเสียโดยไม่ต้องลงจากรถตู้ หน้าที่ในการถวายพระและกรวดน้ำเป็นของลูกหลานที่ยังแข็งแรงกว่า หากแต่สกลก็ไม่แน่ใจว่า วิธีนี้จะทำให้ ‘บุญ’ ไปถึงแม่ของเขาได้จริงหรือไม่ และย้ำคิดย้ำทำถึงขั้นที่พระรูปหนึ่งต้องปรามเขาว่า “กรวดน้ำให้คนตายยังทำได้เลย แม่โยมอยู่ในรถตู้ตรงนี้เอง บุญจะไม่ถึงได้อย่างไร”
มองในภาพใหญ่ สิ่งที่สกลกำลังรับมืออยู่คือความไม่ชัดเจน เขาไม่แน่ใจว่ากระบวนการหรือระบบตรรกะของสิ่งที่เรียกว่า ‘บุญ’ นี้ทำงานอย่างไร ขั้นตอนเป็นแบบไหนแน่ พระบางรูปจากบางวัดแนะให้เขาพาแม่นั่งรถเข็น ขึ้นลิฟต์ไป ‘รับบุญ’ ได้โดยตรง ขณะที่บางรูปก็ง่ายดายด้วยการบอกว่าให้สมาชิกในบ้านลงมือทำแทนได้ กล่าวอีกอย่างคือราวกับว่าแม้แต่ในหมู่พระด้วยกันเอง ก็ดูจะไม่ได้ยึดถือกระบวนการหรือหลักในการทำบุญแบบเดียวกันนัก และสกลก็กลัวถึงขีดสุดว่าหากทำพลาดแม้แต่ประการเดียว อายุขัยของคุณแม่ก็อาจจะหดสั้นลง การตัดสินใจของสกลจึงวางอยู่บนความไม่รู้ ไม่มั่นคงและหวาดกลัวเป็นหลัก โดยที่ก็นำพาสมาชิกทุกคนให้เดินตามเขาไปด้วย

หนังฉายให้เห็นบทสนทนาทางโทรศัพท์คร่าวๆ ระหว่างสกลกับผู้ใหญ่ที่ทำนายทายทักเขาเรื่องแม่ แม้จะไม่อนุญาตให้คนดูได้ยินเสียงอีกฝ่าย หากแต่วัดจากทีท่าพินอบพิเทาของสกล ที่อาจจะเกินกว่าที่เจ้านายกับลูกน้องคุยกัน ก็อนุมานได้ว่าปลายสายน่าจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่เขาขัดไม่ได้ และแม้แต่สมาชิกในบ้านเองก็ไม่รู้ว่าผู้ใหญ่ที่สกลนับถือคนนี้เป็นใคร พวกเขากระซิบกระซาบถามข้อมูลกัน แต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ชัด กลายเป็นว่าพวกเขาต้องทำตามสกล ซึ่งรับคำสั่งมาจาก ‘ใครก็ไม่รู้’ ที่บงการอยู่อีกทีหนึ่งโดยปราศจากการตั้งคำถาม มองในแง่นี้แล้วก็อดเทียบสมการอย่างคร่าวๆ ไม่ได้ว่า ลูกชายคนโตของบ้านที่เป็นผู้นำการเดินทางในการปฏิบัติภารกิจนี้ ก้มหน้าก้มตารับฟังคำสั่งโดยไร้เงื่อนไข และนำพาทุกคนในครอบครัวให้ออกเดินตามคำสั่งของเขาอีกทีหนึ่งอย่างมืดบอด ทั้งยังคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่หนังแทบไม่เฉลยตัวตนของผู้ใหญ่คนนี้ให้คนดูได้เห็น หากแต่มองจากด้านหลัง จากทรงผมและจากแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ก็พออนุมานได้คร่าวๆ ว่าพวกเขาทำงานทำการประเภทใด และนั่นก็อาจอธิบายการที่ต่อถูกลากเข้าไป ‘ฝากเนื้อฝากตัว’ ในงานศพช่วงท้ายเรื่อง
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็อาจมองได้ว่า ‘9 วัด สู่สวรรค์’ คือภาพสะท้อนของสังคมไทย ในเหลี่ยมมุมที่ว่า สิ่งที่ปกคลุมและห่อหุ้มสมาชิกทุกคนไว้คือความหวาดกลัว ความเอาแน่เอานอนไม่ได้ ความไม่รู้แน่ชัดว่าต้องทำอย่างไรและแบบไหนจึงจะถูกต้อง หรือกระทั่งการที่ทุกคนต้องทำตามผู้นำซึ่งก็นำด้วยการรับคำสั่งโดยไม่ตั้งคำถาม โดยที่คนสั่งก็หาได้เป็นสมาชิกในบ้าน หรือแม้แต่ไม่ได้มองตัวเองอยู่ในระนาบเดียวกันกับสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ และแน่นอนว่าสมาชิกในบ้านเองก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครแน่ แต่ทุกคนปล่อยให้เขามีอิทธิพลในการออกคำสั่งเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะสกลซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวบอกเช่นนั้น แม้จะมีความเห็นขัดแย้งบ้าง หากแต่มันก็ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร รถตู้คันนี้ยังมุ่งหน้าไล่ทำบุญให้ครบเก้าวัดตามคำสั่ง มีแค่คนหนุ่มกับคุณย่าซึ่งอ่อนล้าหมดแรงแล้วเท่านั้นที่แยกตัวออกมา
อีกประเด็นหนึ่งที่หนังพาสำรวจโดยอ้อม คือการที่สมาชิกทั้งบ้านเป็นคนไทยเชื้อสายจีน จากประวัติที่เจ้าหน้าที่วัดอ่านคร่าวๆ ในงานศพ ก็พอเห็นภาพว่าแท้จริงแล้วคุณแม่เป็นลูกคนจีนอพยพ และเข้าสู่การกลืนกลายเป็น ‘ไทย’ ด้วยการเปลี่ยนนามสกุล และหนึ่งใน ‘ความเป็นไทย’ ที่ครอบครัวนี้โอบรับโดยปราศจากการตั้งคำถามใดๆ คือความเชื่อเรื่องเลข 9 ที่อยู่กับตัวละครมาตลอดทั้งเรื่อง (แม้คนหนุ่มจะบ่นให้ได้ยินว่า หากเป็นเลขอื่นที่จำนวนน้อยกว่านี้ พวกเขาคงเหนื่อยน้อยลง หากแต่ไม่มีใครตั้งคำถามไปไกลกว่านั้นว่า ทำไมต้องเป็นเลข 9) คล้ายว่านี่คือการกลืนกลายเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตั้งแต่คนรุ่นโล้สำเภามาจนถึงรุ่นเล็กสุดอย่างหลานทั้งสองคนในเรื่อง
หากเล่าในเหลี่ยมมุมที่บิดหรือไม่แม่น ‘9 วัด สู่สวรรค์’ ก็อาจกลายเป็นหนังที่วิพากษ์ศาสนา หรือมีทีท่าของการพิพากษาความเชื่อใดความเชื่อหนึ่ง (หรือกระทั่ง ‘ความไม่เชื่อ’ เองก็ตาม) แต่ก็ด้วยน้ำหนักมือและการหาจุดสมดุลของผู้กำกับ ตัวหนังที่ตลอดทั้งเรื่องอาบล้อมไปด้วยฉากวัดวาอาราม หากแต่หนังไม่ได้มีท่าทีหรือสายตาของการยกย่อง เชิดชูศาสนา แม้จะมีฉากที่ว่าด้วยการใช้เงินจำนวนมากทำบุญอยู่บ้าง หากแต่เงินก้อนโตนั้นก็มาจากการตัดสินใจอันวิตกจริตของสกลมากกว่าจะมาจากพระ หรือกระทั่งวิธีที่หนังจับจ้องไปยังพิธีกรรมต่างๆ ก็ไม่ได้เป็นสายตาของการตัดสิน มันแต่เพียงพาคนดูจับจ้องไปยังน้ำที่ตัวละครกรวด มือที่พวกเขาแตะศอกกันและกัน ตลอดจนชุดสังฆทาน หากจะมีสักอย่างที่ไกลกว่าสายตาของการจับจ้องอยู่บ้าง คือการที่หนังเล่าอย่างอ้อมๆ ถึงชีวิตของการเป็นพระผ่านบทสนทนา ทั้งพระหนุ่มที่เสนอตัวรับงาน พระที่สนใจเรียนหนังสือ หรือพระที่กระตือรือร้นให้พวกเขาพาคุณแม่นั่งลิฟต์เก้าชั้นเพื่อไปถึงสวรรค์

และท่ามกลางเส้นเรื่องที่ด้านหนึ่งแล้วดูเป็นหนัง road trip ตัวละครออกเดินทางไม่ได้หยุดนิ่ง หนังก็อนุญาตให้ทั้งตัวละครและคนดูได้พักด้วยฉาก ‘ท้องฟ้า’ อันน่าอัศจรรย์ และราวกับนั่นเป็นจุดตัดของตัวละครและหนังทั้งเรื่อง เพราะนับตั้งแต่นั้นก็ดูคล้ายว่า คุณย่ากับลูกหลานของเธออยู่กันคนละเวลา คนละสถานที่ การโอบล้อมด้วยภาพดำมืดให้ความรู้สึกขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่หลานชายบอกเธอว่า นี่ยังไม่ตกกลางคืน สภาวะของคุณย่าในเวลานั้นจึงอยู่ในตำแหน่งแห่งหนอื่น อาจจะเป็นในอดีตเมื่อเธอเป็นห่วงหลานชายตัวน้อย ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเด็กหนุ่มที่กำลังจะได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ และอาจจะเป็นในอดีตอีกครั้ง เมื่อเธอเล่าถึงสามีที่เป็นช่างตัดผมของเธอ
อย่างไรก็ดี ในแง่ของความเป็นภาพยนตร์เรื่องแต่ง สิ่งที่โอบอุ้มหนังไว้ตลอดเวลาคือกลุ่มนักแสดงที่ตรึงคนดูไว้ตลอดสองชั่วโมงครึ่ง ไม่ว่าจะด้วยกระบวนการใดหรือเงื่อนไขไหน แต่สมพจน์ทำให้การแสดงของนักแสดงจำนวนมากที่ต้องเข้าฉากพร้อมๆ กัน ไหลลื่นออกมาเป็นเนื้อเดียวกันอย่างน่าจับตา เพราะด้านหนึ่ง การที่หนังค่อยๆ ห่มล้อมด้วยบรรยากาศความขัดแย้งของคนในบ้าน มันก็ง่ายดายหากว่านักแสดงจะหลุดหรือเล่นใหญ่ เล่นน้อยกว่าสมาชิกนักแสดงคนอื่นในกลุ่ม และการรักษาน้ำหนักมือของการแสดงให้เท่ากันตลอดทั้งเรื่องเช่นนี้ ก็นับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หนังประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง
‘9 วัด สู่สวรรค์’ ขยับไปไกลกว่าการเป็นหนังที่ว่าด้วยการออกเดินทางไปทำบุญของครอบครัว แต่ด้วยสายตา ด้วยภาษาของตัวภาพยนตร์ที่ทิ้งให้คนดูอยู่กับความนิ่ง เฝ้ามองการเคลื่อนผ่านของกลุ่มเมฆ การไหลผ่านและแตกดับของสรรพสิ่ง รวมทั้งฉากท้ายๆ ของหนังที่ความมืดกลืนกินตัวละครหนุ่มในวัด หรือการไม่ปรากฏตัวของสกล มันก็ชวนคนดูสำรวจเหลี่ยมมุมเรื่องความตายและความเปราะบางของชีวิตอย่างน่าชื่นชม
9 Temples to Heaven (2026) 9 วัด สู่สวรรค์ สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์
เรื่อง: พิมพ์ชนก พุกสุข
ฝันอยากไปดู โคบี ไบรอันต์ ลงเล่นในลีก NBA แต่จนไบรอันต์รีไทร์ไปแล้วก็มีเงินติดตัวเดินทางไปได้ไม่ถึงสุวรรณภูมิ