ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นขุมทองใหม่ของธุรกิจประกัน เบี้ยจ่อแตะ 9.87 แสนล้านบาทต่อปีภายในปี 2030

Published on 8 ก.ย. 2026

การแข่งขันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.90 ล้านล้านบาท) ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ตอนนี้ ได้เปิดโอกาสก้อนใหญ่ให้กับธุรกิจประกันภัยไปพร้อมกัน โดยอุตสาหกรรมนี้มองว่าเป็นจังหวะที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในรุ่นที่จะสร้างรายได้เพิ่มได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์

  • เบี้ยประกันจ่อโตเป็น 4 เท่าของตลาดประกันการบิน
  • ทอร์นาโดคือภัยที่น่ากังวลที่สุด
  • ไม่มีบริษัทประกันรายใดรับไหวคนเดียว

รายงานของ Swiss Re บริษัทรับประกันภัยต่อ คาดการณ์ว่าเบี้ยประกันสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกมีแนวโน้มแตะระดับ 20,000-30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 6.58-9.87 แสนล้านบาท ภายในปี 2030

เบี้ยประกันจ่อโตเป็น 4 เท่าของตลาดประกันการบิน

ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นการเติบโตที่รวดเร็วมาก เพราะเท่ากับอย่างน้อย 2 เท่าของเบี้ยประกันใหม่ที่ดาต้าเซ็นเตอร์จะสร้างได้ในปีนี้ ซึ่งอยู่ที่ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.29 แสนล้านบาท) ตามข้อมูลของบริษัทจัดอันดับเครดิต S&P Global

หากเทียบกับตลาดใหญ่อีกแห่ง ตัวเลขนี้ยังเท่ากับ 4 เท่าของตลาดประกันภัยการบินทั่วโลกที่มีขนาด 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 1.65 แสนล้านบาท)

เจโรม เฮเกลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มบริษัท Swiss Re ระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ น่าจะเป็นหนึ่งในโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดของธุรกิจประกันภัยเชิงพาณิชย์ในรอบหลายทศวรรษ

เหตุผลอยู่ที่มูลค่าของทรัพย์สิน เพราะดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ละแห่งจัดอยู่ในกลุ่มทรัพย์สินที่ทำประกันด้วยวงเงินสูงที่สุดในโลก โดยมักมีมูลค่าตั้งแต่ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.58 แสนล้านบาท) ขึ้นไปต่อแห่ง ซึ่งมากกว่าสะพาน, อุโมงค์ และตึกระฟ้า

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่าบริษัทเทคโนโลยีมักลังเลที่จะจ่ายเงินซื้อความคุ้มครองเต็มจำนวน และเลือกแบกรับความเสี่ยงก้อนใหญ่ไว้ในงบดุลของตัวเองแทน

จิม บิชาร์ด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Lloyd’s of London ตลาดกลางประกันภัย มองว่าขนาดของการรับความเสี่ยงเองดังกล่าวคือโอกาสมหาศาลของอุตสาหกรรมประกัน

ปัจจุบันบริษัทประกันและนายหน้าจึงกำลังพัฒนาโครงสร้างใหม่ๆ รวมถึงการดึงเงินทุนจากแหล่งภายนอก เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการประกันภัยเฉพาะทางของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่

แม้กระแสต่อต้านการบูมของ AI จากทั้งสองขั้วการเมืองอาจทำให้การเติบโตช้ากว่าที่คาดไว้ แต่ธุรกิจนี้ก็ยังน่าดึงดูดสำหรับบริษัทประกัน เพราะมีเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ถูกทุ่มลงไปกับการก่อสร้างแล้ว โดยเฮเกลีระบุว่าไม่ว่านักลงทุนจะตัดสินใจอย่างไรในอนาคต โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างไปแล้วก็ไม่ได้หายไปไหน

ทอร์นาโดคือภัยที่น่ากังวลที่สุด

ข้อจำกัดสำคัญที่สุดของขุมทองนี้คือความเสี่ยง เพราะดาต้าเซ็นเตอร์เผชิญภัยคุกคามได้หลากหลายรูปแบบทั้งช่วงก่อสร้างและช่วงเปิดใช้งาน ตั้งแต่สภาพอากาศสุดขั้ว, ไฟฟ้าดับ, ระบบไอทีล่ม ไปจนถึงการก่อการร้าย

ปัญหาที่ซ้อนขึ้นมาคือการกระจุกตัวของอาคารในพื้นที่เดียวกัน อย่างย่านที่เรียกว่า Data Center Alley ในรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งทำให้เหตุการณ์เดียวอย่างพายุทอร์นาโดสามารถทำให้เกิดการเรียกร้องค่าสินไหมก้อนใหญ่พร้อมกันหลายราย

บิชาร์ดจาก Lloyd’s of London ระบุว่าความเสี่ยงเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะขนาดของมันใหญ่กว่าที่เคยเห็นในตลาดแบบดั้งเดิมมาก

ต้นตอส่วนหนึ่งมาจากวิธีเลือกทำเล เพราะบริษัทเทคโนโลยีมักเลือกที่ตั้งจากราคาที่ดินที่จับต้องได้และการเข้าถึงไฟฟ้าที่ง่าย ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ไปลงเอยในรัฐที่เสี่ยงภัยพิบัติอย่างเท็กซัส

ข้อมูลของ Swiss Re ระบุว่ากำลังการให้บริการของดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ มากกว่า 1 ใน 3 หรือราว 40% ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงเกิดทอร์นาโด และมากกว่า 1 ใน 4 อยู่ในพื้นที่ที่เกิดพายุลูกเห็บขนาดใหญ่ ขณะที่น้ำท่วมฉับพลันก็เป็นอีกภัยสำคัญที่คาดการณ์ได้ยาก

ความเสี่ยงบางอย่างหลบเลี่ยงได้ เช่น การเลือกไม่สร้างบนแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหวหรือในพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง แต่ภัยบางอย่างกลับเลี่ยงได้ยากกว่านั้นมาก

คาเรน คลาร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสร้างแบบจำลองความเสี่ยง Karen Clark & Co. ระบุว่าภัยที่น่ากังวลที่สุดคือทอร์นาโด

เธออธิบายว่าผู้พัฒนาไม่สามารถป้องกันสินทรัพย์จากทอร์นาโดระดับรุนแรงที่สุดได้ ทำได้เพียงอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่าโอกาสที่ทอร์นาโดจะพัดถล่มจุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะนั้นต่ำมาก ซึ่งเท่ากับเป็นการเดิมพันกับความน่าจะเป็น

อีกโจทย์ที่ทำให้บริษัทประกันปวดหัวคือยังไม่มีใครรู้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่รุ่นใหม่รับมือเหตุร้ายได้ดีแค่ไหน ทั้งที่แต่ละแห่งเก็บทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ไว้ เพราะแทบไม่เคยถูกทดสอบจริง

นั่นหมายความว่าการรับประกันเกิดขึ้นโดยไม่มีสถิติการเรียกร้องค่าสินไหมย้อนหลังยาวนานมาช่วยกำหนดอัตราเบี้ยและเงื่อนไข ซึ่งคลาร์กระบุว่าผลลัพธ์คือเบี้ยประกันพุ่งสูงมากในเวลาอันสั้น ตามวิธีตั้งราคาที่ใช้กันมาจนถึงตอนนี้

ไม่มีบริษัทประกันรายใดรับไหวคนเดียว

รายงานของ S&P ในปีนี้ระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอาจมีทรัพย์สินที่ต้องทำประกันรวมกัน 20,000-30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.58-9.87 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขของศูนย์แห่งเดียว ไม่ใช่ทั้งตลาด

บางแห่งยังใหญ่กว่านั้นอีก อย่างศูนย์ของ Meta Platforms ในรัฐลุยเซียนาตอนตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะมีต้นทุนมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.65 ล้านล้านบาท) โดยศูนย์เพียงแห่งเดียวสามารถเก็บเซิร์ฟเวอร์ได้หลายพันเครื่อง พร้อมระบบพลังงานและระบบระบายความร้อนที่มีมูลค่าสูง

S&P ระบุว่าบริษัทประกันรายใหญ่ที่สุดบางแห่งยินดีรับความเสี่ยงในระดับหลักพันล้านดอลลาร์ต้นๆ สำหรับศูนย์แต่ละแห่ง พร้อมสรุปว่าไม่มีบริษัทประกันรายใดที่สามารถรับความเสี่ยงทั้งหมดได้เพียงลำพัง

รายงานฉบับเดียวกันยังระบุด้วยว่าความเสี่ยงบางประเภท เช่น ความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี มีแนวโน้มว่าเจ้าของจะยังคงรับความเสี่ยงไว้เองหรือได้รับความคุ้มครองเพียงบางส่วนเท่านั้น

ภาพ: alexgo.photography / Shutterstock

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.90 บาท ณ วันที่ 7 กันยายน 2569

อ้างอิง:

ABOUT THE AUTHOR

ถนัดกิจ จันกิเสน

Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ