ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวในการประชุม Forbes Global CEO Conference ณ โรงแรมแชงกรี-ลา สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า แนวทางของสิงคโปร์ต่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือการสร้างความมั่นใจว่า ผลประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีมาใช้จะกระจายอย่างทั่วถึง และมุ่งเน้น “การปกป้องแรงงานทุกคน มากกว่าการปกป้องทุกตำแหน่งงาน”
โดยสิงคโปร์สามารถทำสิ่งนี้ได้ เนื่องจากมีความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐ นายจ้าง และสหภาพแรงงานที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน เพื่อมุ่งผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันแก่ทุกฝ่าย
ในการสนทนากับ สตีฟ ฟอร์บส์ ประธานและบรรณาธิการบริหารของ Forbes Media เกี่ยวกับประเด็นการแย่งงานจากการเปลี่ยนผ่านสู่โลก AI นายกฯ หว่อง ระบุว่า สิงคโปร์มอง ‘สหภาพแรงงาน’ เป็นพันธมิตรสำคัญในการร่วมผลักดันเทคโนโลยี พร้อมกล่าวถึงประเด็นการลดพนักงานว่า “นี่ไม่ได้หมายความว่า บริษัทจะไม่สามารถเลิกจ้างพนักงานได้เลย เพราะการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ อาจทำให้ตำแหน่งงานบางส่วนสูญหายไป”
นายกฯ หว่อง ได้ย้ำข้อเรียกร้องต่อภาคธุรกิจว่า “สิ่งที่เราขอคือ ความยุติธรรมจากบริษัทต่างๆ โดยขอให้เลือกการเลิกจ้างเป็นทางเลือกสุดท้าย และหากจำเป็นต้องเลิกจ้างจริงๆ ก็ต้องปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็นธรรม จ่ายเงินชดเชย แจ้งล่วงหน้า และแจ้งต่อสหภาพแรงงาน เพื่อให้สหภาพสามารถทำงานเคียงข้างแรงงาน ช่วยฝึกอบรมทักษะใหม่ และช่วยให้พวกเขาได้งานทำในที่สุด”
ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สิงคโปร์รักษาอัตราการเติบโตของ GDP ที่ระดับ 5% ติดต่อกัน 3 ปี จากความต้องการชิปเฉพาะทางของบริษัทรายใหญ่อย่าง GlobalFoundries และ Micron ท่ามกลางกระแสความนิยม AI และระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งนายกฯ หว่อง กล่าวเสริมว่า “กระแสความนิยม AI ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับแค่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่เรายังเห็นผลเชิงบวกที่ส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น โลจิสติกส์และบริการระดับมืออาชีพอีกด้วย”
อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ความรุ่งเรืองนี้ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป สิงคโปร์จึงต้องใช้โอกาสนี้สร้างขีดความสามารถใหม่และสร้างงานที่ดียิ่งขึ้นให้ประชาชน
สำหรับกรอบการกำกับดูแล AI นายกฯ หว่อง มองว่า มีความปลอดภัย 2 มิติ คือความเสี่ยงระดับรุนแรงจากระบบอัตโนมัติขั้นสูงที่อาจหลุดจากการควบคุม ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรฐานสากล เช่น ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ (UN) และมิติการประยุกต์ใช้งานในระดับภาคส่วน เช่น การทดสอบรถยนต์ไร้คนขับที่ต้องทำควบคู่กับการจัดการผลกระทบต่อกลุ่มผู้ขับขี่เดิม โดยเขาระบุว่า “นั่นคือแนวทางโดยรวมของเราในระดับภาคส่วน มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ AI แต่ต้องมั่นใจว่า เราทำอย่างมีความรับผิดชอบและปลอดภัย รวมถึงทำให้ AI สร้างประโยชน์แก่กำลังแรงงานในวงกว้าง”
นายกฯ หว่อง กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้หลายประเทศจะมีแนวโน้มสร้างกำแพงกีดกันทางการค้ามากขึ้น แต่สิงคโปร์มุ่งมั่นที่จะเปิดกว้างและเป็นสะพานเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับโลกต่อไป โดยมีแผนขยายความร่วมมือไปยังภูมิภาคใหม่อย่างลาตินอเมริกาและแอฟริกา เมื่อเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2027 พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ว่า “เราหวังว่าจะเป็นเหมือนแสงสว่างบนยอดเขา ที่ส่องประกายสดใสท่ามกลางโลกอันมืดมน”
แฟ้มภาพ: Hilary Wardhaugh / Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.straitstimes.com/singapore/politics/spore-to-ensure-gains-from-ai-rollout-are-shared-widely-pm-wong
- https://www.channelnewsasia.com/singapore/lawrence-wong-forbes-dialogue-6441711