
นายกมลยศ สุขุมสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ความกังวลเกี่ยวกับ AI Bubble ที่เกิดขึ้นในตลาดไม่ได้ไร้เหตุผล เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กลุ่ม Hyperscaler เร่งลงทุนใน Data Center, Semiconductor และ AI Infrastructure ส่งผลให้งบลงทุน (CapEx) เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงทุน รวมถึงความเสี่ยงจากกระแสเงินสด หนี้สิน และโครงสร้างการจัดหาเงินทุนที่ซับซ้อนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การประเมินว่า AI กำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่หรือไม่ ไม่ควรพิจารณาจากราคาหุ้นหรือขนาดของ CapEx เพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบย้อนกลับไปยัง Demand ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ คำสั่งซื้อและกำลังการผลิตใน Supply Chain, การเปลี่ยนคำสั่งซื้อเป็นรายได้ และความสามารถทางการเงินของผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI
“หากการลงทุน AI ในรอบนี้เกิดจากการสั่งซื้อเกินความต้องการจริง สัญญาณแรกที่ควรเห็นคือการยกเลิกหรือเลื่อนคำสั่งซื้อ การชะลอการเพิ่มกำลังการผลิตหรือสินค้าคงคลังที่เริ่มสูงขึ้น แต่ข้อมูลที่เราเห็นในปัจจุบันยังไม่สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน ตรงกันข้าม หลายส่วนของ Supply Chain ยังมีคำสั่งซื้อและสัญญาระยะยาวรองรับอยู่ในระดับสูง” นายกมลยศ กล่าว
นายกมลยศ กล่าวว่า ในส่วนของต้นน้ำ อย่างบริษัท ASML ผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยี AI และเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรม Semiconductor มียอดขาย 9.3 พันล้านยูโร สูงกว่าที่ตลาดคาด พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ทั้งปี และมีคำสั่งซื้อรองรับเกือบทั้งหมดสำหรับปี 2027 ขณะที่บริษัท TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของไต้หวัน มีรายได้ 40.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 33% จากปีก่อน โดยธุรกิจ High Performance Computing (HPC) มีสัดส่วนถึง 66% ของรายได้รวม พร้อมปรับเพิ่มงบลงทุนปี 2026 เป็น 60–64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในขณะเดียวกันกลุ่ม Memory ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคอขวดสำคัญของ AI Infrastructure ยังคงมีความต้องการสูง โดย บริษัท Micron ระบุว่ากำลังการผลิต HBM ในปี 2026 ถูกจองเต็มแล้วภายใต้สัญญาระยะยาว ในส่วนของบริษัท SK Hynix เริ่มส่งมอบ HBM4 ในปริมาณมากและมีข้อตกลงระยะยาวกับลูกค้าหลายราย สะท้อนว่าความต้องการในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากการคาดการณ์เพียงอย่างเดียว แต่มี Contractual Commitments รองรับ
นายกมลยศ กล่าวว่า อีกสิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ คำสั่งซื้อเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้จริงได้หรือไม่ ซึ่งผลประกอบการล่าสุดของบริษัทในห่วงโซ่ AI เริ่มให้คำตอบในเชิงบวก อย่างบริษัท NVIDIA มีรายได้ไตรมาสล่าสุด 96.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 106% จากปีก่อน ขณะที่รายได้ Data Center อยู่ที่ 89.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับ Broadcom บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ มีรายได้ 29.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 86% โดยรายได้จากชิป AI เพิ่มขึ้น 221% มาอยู่ที่ 16.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน กลุ่ม Hyperscaler เริ่มสร้างรายได้จาก AI และ Cloud ได้อย่างชัดเจน สะท้อนจากการเติบโตของ Microsoft Azure, AWS และ Google Cloud รวมถึง Meta ที่นำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจโฆษณา อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องจับตาสำหรับ AI ในระยะถัดไป ไม่ได้อยู่เพียงว่า Demand มีอยู่จริงหรือไม่ แต่คือเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าเพียงใด เนื่องจากการเร่งลงทุน (CapEx) เริ่มกดดันกระแสเงินสด
ขณะที่ต้นทุนทางการเงินยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) มีความสำคัญมากขึ้น โดยกลุ่ม AI Infrastructure และ AI Labs ที่พึ่งพาเงินทุนภายนอกสูง มีความเสี่ยงจากต้นทุนทางการเงินและความผันผวนของ Demand มากกว่ากลุ่ม Hyperscaler ที่มีฐานะการเงินและกระแสเงินสดแข็งแกร่ง
นายกมลยศ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลปัจจุบัน เรายังเห็นความต้องการที่เกิดขึ้นจริงตลอดห่วงโซ่อุปทาน AI แต่สิ่งที่ต้องจับตาในระยะต่อไป คือ เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลจะสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ กระแสเงินสด และผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างคุ้มค่าเพียงใด โดยเฉพาะในภาวะที่ต้นทุนเงินทุนยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตไปกับ AI ได้อย่างยั่งยืน
โดยภาพรวม บลจ.แอสเซท พลัส ยังคงมองว่า AI เป็นแนวโน้มการลงทุนสำคัญในระยะยาว แต่การลงทุนจากนี้ควรให้น้ำหนักกับ “คุณภาพของการเติบโต” และเลือกบริษัทที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนโอกาสจาก AI ให้เป็นผลประกอบการที่แข็งแกร่งและยั่งยืน