พลิกวิกฤตเป็นโอกาส! จากฟาร์มเล็ก สู่แบรนด์ AKARA อาณาจักรไข่ไก่ครบวงจร มาตรฐานสากล - เทคโนโลยีชาวบ้าน

Published on 19 ก.ค. 2026

ในโลกของการทำเกษตรที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวน ต้นทุนที่ผันผวน และราคาผลผลิตที่ขึ้นลงตามกลไกตลาด เรื่องราวของ คุณอรรณพ อัครนิธิยานนท์ ประธานกรรมการบริหาร เครือแสงทอง–อัครา คือภาพสะท้อนของ “ความกล้า” ที่เปลี่ยนชีวิตจากศูนย์ให้กลายเป็นอาณาจักรธุรกิจปศุสัตว์ครบวงจร และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทำเกษตรไทยในยุคใหม่ได้อย่างทรงพลัง

คุณอรรณพ เล่าว่า ชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากความพร้อม แต่เริ่มจาก “ความไม่มี” อย่างแท้จริง เพราะเติบโตมาในครอบครัวคนจีนย่านบางซื่อ ที่ต้องดิ้นรนทำมาหากินตั้งแต่ยังเด็ก จากการช่วยครอบครัวทำสวนฝรั่ง ไปจนถึงช่วยแม่ขายเส้นก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัวที่สืบทอดมาจากรุ่นบรรพบุรุษในประเทศจีน ร้าน “เซ่งท้ง” ไม่เพียงเป็นแหล่งรายได้ แต่ยังเป็นแหล่งบ่มเพาะทักษะชีวิต โดยเฉพาะ “วิชาการขาย”

คุณอรรณพ อัครนิธิยานนท์ ประธานกรรมการบริหาร เครือแสงทอง–อัครา

ภาพของเด็กชายที่ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืด พายเรือขายกาแฟและขนมไปตามคลองบางซื่อ พร้อมน้องชายคนรอง โดยตั้งชื่อเรือว่า “แสงทอง” และ “กรุงทอง” อาจดูเป็นเพียงเรื่องเล่าธรรมดา แต่แท้จริงแล้ว นั่นคือรากฐานของความเป็นผู้ประกอบการที่แข็งแกร่ง เพราะคุณอรรณพได้เรียนรู้การอ่านคน เข้าใจลูกค้า ฝึกการเจรจา และซึมซับความอดทนจากชีวิตจริง สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้กลายเป็นคนที่มีทักษะสูง และมองเห็นโอกาสในทุกวิกฤต โดยเชื่อมั่นใน “ความจริงใจ” มากกว่ากลยุทธ์ใดๆ

“สมัยก่อนผมมีความมานะตั้งใจประกอบอาชีพธุรกิจมาก เรียกง่ายๆ ว่า อยากรวยกับเขาบ้าง ผมถือได้ว่าผ่านการทำงานมาหลากหลาย ทั้งการทำสวนทำไร่ตั้งแต่อยู่กับครอบครัว ต่อมาพอผมสร้างครอบครัวแล้ว มองไปถึงอนาคตของลูก ก็เลยมีโอกาสได้ทำฟาร์มไก่ไข่กับภรรยาขึ้นมา” 

เริ่มทั้งที่ไม่รู้ แต่ไปจนสำเร็จ! 

กับเส้นทางเกษตรที่ไม่มีคำว่าถอย

เมื่อชีวิตก้าวสู่ช่วงของการสร้างครอบครัว คุณอรรณพ เล่าว่า ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยแนวคิดที่ว่า “ต้องมีอาชีพที่เลี้ยงครอบครัวได้” การแต่งงานกับ คุณสุนิสา อัครนิธิยานนท์ ทำให้ต้องย้ายจากกรุงเทพฯ ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่จังหวัดนครนายก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่เส้นทางเกษตรกรรม ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ใดๆ มาก่อน

โอกาสแรกในชีวิตมาพร้อมกับคำชักชวนให้เลี้ยงไก่ คุณอรรณพตัดสินใจคว้าไว้ทันทีด้วยคติที่ว่า “นาทีทอง มีแค่ 60 วินาทีเท่านั้น” จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในระบบเลี้ยงไก่เนื้อแบบประกัน ทำให้ได้ค่อยๆ เรียนรู้ ลงมือทำ และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่มีทุน แต่มีความมุ่งมั่น มานะ อดทน และขยันเป็นทุนของชีวิตที่สะสมมา

เมื่อเกิดวิกฤตไข้หวัดนกระบาดในช่วงปี 2547-2548 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย หลายฟาร์มต้องล้มเลิกกิจการ แต่คุณอรรณพกลับมองเห็น “โอกาสในวิกฤต” และตัดสินใจปรับโมเดลธุรกิจจากไก่เนื้อที่ควบคุมยาก ไปสู่ฟาร์มไก่ไข่ที่สามารถบริหารจัดการได้เองทั้งหมด นี่คือจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานธุรกิจแบบครบวงจร

“พอผมได้เข้ามาทำธุรกิจ สิ่งที่ผมยึดไว้เสมอคือคำสอนของคุณแม่ ที่ให้ผมมีความซื่อสัตย์ ไม่คดโกง และมีความขยันอดทน” 

โตทั้งห่วงโซ่! “แสงทอง-อัครา” 

เกษตรครบวงจร จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ

คุณอรรณพ เล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อทำจนสำเร็จจึงได้ต่อยอดจากฟาร์มเล็กๆ ขยายธุรกิจจนกลายเป็น “อาณาจักรแสงทอง-อัครา” ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ ฟาร์มสุกร ไปจนถึงโรงคัดแยกและแปรรูปสินค้า ทุกขั้นตอนถูกควบคุมด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าทุกชิ้นมีคุณภาพสูงสุดก่อนถึงมือผู้บริโภค

ความสำเร็จของ “แสงทอง-อัครา” ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่เกิดจากความเข้าใจลึกในสิ่งที่ทำ เพราะคุณอรรณพมองว่าประสบการณ์ไม่ใช่แค่ระยะเวลา แต่คือความเข้าใจในทุกจังหวะของธุรกิจ ตั้งแต่การจัดการปัญหาไข่ล้นตลาด ไปจนถึงภาวะขาดแคลน ซึ่งคุณอรรณพเน้นย้ำเสมอว่า เกษตรกรต้องมีวินัยทางการเงิน ต้องรู้จักเก็บออมในวันที่ดี เพื่อรับมือกับวันที่ยาก เพราะวิกฤตอาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ และอาจยาวนานเกินกว่าที่คาดคิด

“ในทุกความสำเร็จของธุรกิจวันนี้ ต้องบอกว่าลูกน้องหรือพนักงานของเรา มีดีมากกว่าไม่ดี ถ้าเกิดคนที่มาอยู่กับเราไม่ดี แสงทอง-อัคราคงไม่สามารถมาถึงได้ทุกวันนี้ เพราะครอบครัวเราคงทำกันเองไม่ได้ ต้องขอบคุณสายงานต่างๆ ที่อยู่กันมายาวนาน ทุกคนเหมือนลูกเหมือนหลานกันไปแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าอนาคตจะเกิดวิกฤตอะไร บริษัทเราก็สามารถผ่านมาได้และเติบโตต่อไป” 

ไอเดียจากหัวลำโพง! พลิกโรงเรือนไก่หลังคาโค้ง

สู้พายุ-ลดร้อน-เพิ่มผลผลิต

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่สะท้อนความเป็นนักคิดนอกกรอบของคุณอรรณพ คือการออกแบบโรงเรือนเลี้ยงไก่แบบ “หลังคาโค้ง” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสถานีรถไฟหัวลำโพง จากการสังเกตว่าโครงสร้างดังกล่าวสามารถต้านทานแรงลมได้ดี จึงนำมาประยุกต์ใช้กับฟาร์มของตนเอง แม้จะมีต้นทุนสูงกว่า แต่เมื่อคำนวณในระยะยาวกลับช่วยลดความเสียหายจากพายุ ลดความเครียดของไก่ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างชัดเจน

นี่คือบทพิสูจน์ว่า “นวัตกรรม” ไม่จำเป็นต้องมาจากห้องแล็บเสมอไป แต่อาจเกิดจากการสังเกตสิ่งรอบตัวอย่างลึกซึ้ง และกล้าที่จะทดลองในสิ่งใหม่ ทำให้โรงเรือนเลี้ยงไก่ที่สร้างมาในทั้งหมดแม้จะผ่านมากี่ทศวรรษก็ยังสามารถใช้งานได้ดี 

“มีครั้งหนึ่งผมเดินทางไปกรุงเทพฯ และสังเกตเห็นว่าสถานีรถไฟหัวลำโพงเป็นทรงโค้ง เราเห็นมาตั้งแต่เด็กทำไมมันก็ไม่เคยเสียหายเลย สวยคลาสสิกแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เราเกิด เลยทำให้ฉุกคิดได้ว่า หลังคาโค้งนี่แหละ น่าจะเป็นสถาปัตยกรรมที่จะมาช่วยเราแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องลดแรงปะทะของพายุจากลมได้แล้ว ยังช่วยลดอุณหภูมิภายในโรงเรือน การระบายอากาศดีขึ้น ช่วยลดความเครียดให้ไก่ เหมาะกับสภาพอากาศร้อนในประเทศไทย และช่วยประหยัดพลังงานได้มาก” 

จากฟาร์มสู่ห้าง “AKARA” ปั้นไข่ไทยติดแบรนด์ 

โตแรงด้วยคุณภาพระดับสากล

เมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดหนึ่ง คุณอรรณพไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็น “ผู้ผลิต” แต่ก้าวสู่การเป็น “ผู้สร้างแบรนด์” ภายใต้ชื่อ “AKARA” ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งจากนามสกุลของครอบครัว และตัวอักษร A ทั้ง 3 ตัว เปรียบเสมือนลูกสาวทั้งสามคน ที่ตั้งใจสร้างภูเขาแห่งความมั่นคงให้เป็นมรดกส่งต่อไปยังรุ่นถัดไป

การสร้างแบรนด์ไม่ใช่แค่เรื่องของการตลาด คุณอรรณพ เล่าว่า แต่คือการสร้างตัวตนให้ผู้บริโภคจดจำ จากเดิมที่ขายไข่หน้าฟาร์มจึงได้ค่อยๆ พัฒนาไปสู่การติดแบรนด์ วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ และต่อยอดผลิตภัณฑ์จนมีมากกว่า 100 รายการ ไม่ว่าจะเป็นไข่ออร์แกนิก ไข่เสริมโอเมก้า 3 วิตามินอี หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างเต้าหู้ไข่ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

“จุดเริ่มต้นที่เราสร้างแบรนด์ มาจากเมื่อก่อนเราก็ขายไข่ไก่สดหน้าฟาร์ม มีล้ง หรือโรงงานคัดขนาดไข่ ชื่อว่า “แสงทอง” แต่เมื่อถึงวันที่ลูกสาวคนโต เริ่มกลับมาทำที่บ้าน ลูกสาวบอกผมว่าเราต้องสร้างความแตกต่าง สร้างเอกลักษณ์ สร้างตัวตนของเราเอง ทำให้ผลิตภัณฑ์ในเครือ ถูกถ่ายทอดผ่านแบรนด์หลักอย่าง AKARA” 

คุณอรรณพ อัครนิธิยานนท์ และลูกสาว

ความโดดเด่นของแบรนด์ “อัครา” (AKARA) ซึ่งมุ่งเน้นการผลิตไข่อนามัยคุณภาพสูงที่ได้รับรองมาตรฐานการผลิตระดับสากล ทั้ง GAP, GMP และ ISO 22000 รวมถึงการเป็นหนึ่งในฟาร์มของไทยที่ได้รับการรับรองไข่ออร์แกนิกจากกรมปศุสัตว์ ซึ่งไก่ไข่ที่เลี้ยงใช้แม่ไก่สายพันธุ์โลห์มันน์ (Lohmann) จากประเทศเยอรมนี และพัฒนาสายพันธุ์ “ทรัพย์ใหญ่บราวน์” ที่แข็งแรงเหมาะกับสภาพแวดล้อมไทย

“แม่ไก่ที่ฟาร์มของเราคัดมาอย่างดี ได้รับการเลี้ยงดูในโรงเรือนระบบปิด (EVAP) ที่ทันสมัยและมีการควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม พร้อมมาตรการป้องกันโรคที่เข้มงวด โดยใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์นำเข้าจากยุโรป เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ตรงตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งยังได้ตอบสนองความต้องการของตลาดอินทรีย์ ผลิตไข่ออร์แกนิก 100% จากแม่ไก่ที่มีความสุข ในระบบปล่อยอิสระ (Free-range) ซึ่งสามารถออกไปรับแสงแดดและอากาศบริสุทธิ์ในทุ่งหญ้าสีเขียวได้ตามธรรมชาติ ภายในแบรนด์ Akara Eggology อีกด้วย”   

กตัญญูคือพลัง! สร้างธุรกิจเกษตร 

พร้อมคืนกำไรให้แผ่นดิน

จากเบื้องหลังความสำเร็จทางธุรกิจ คุณอรรณพ กล่าวในช่วงท้ายว่า ที่มาจนถึงทุกวันนี้ได้นั้นยังคงยึดมั่นใน “ความกตัญญู” ที่คุณแม่เคยสอนไว้ และเมื่อมีมากพอสิ่งที่ต้องทำต่อไปนั้นก็คือ การให้คืนสู่สังคมเพราะประเทศไทยคือแผ่นดินที่ให้โอกาส จึงตั้งใจตอบแทนผ่านการสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน สนับสนุนโรงพยาบาล ศาสนา และหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงานและเรียนรู้จากสถานการณ์จริง

เรื่องราวของ คุณอรรณพ อัครนิธิยานนท์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสำเร็จทางธุรกิจ แต่คือบทเรียนชีวิตของ “คนที่ไม่ยอมแพ้” ต่อข้อจำกัด ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า การทำเกษตรในยุคนี้ไม่ใช่แค่การผลิต แต่ต้องคิดเป็นระบบ มองเป็นธุรกิจ และพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง

สำหรับคนที่กำลังเริ่มต้น หรือกำลังเผชิญความยากลำบากในเส้นทางเกษตร เรื่องราวนี้อาจเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า “ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับจุดเริ่มต้น แต่อยู่ที่การตัดสินใจลงมือทำในวินาทีนั้น” เพราะบางครั้ง “นาทีทอง” ที่เปลี่ยนชีวิต อาจมีเพียง 60 วินาทีจริงๆ และคนที่คว้าไว้ได้เท่านั้น…ที่จะเป็นผู้กำหนดอนาคตของตัวเอง

ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 02 เมษายน 2569

Tags

Related Posts

ในโลกของการทำเกษตรที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวน ต้นทุนที่ผันผวน และราคาผลผลิตที่ขึ้นลงตามกลไกตลาด เรื่องราวของ คุณอรรณพ อัครนิธิยานนท์ ประธานกรรมการบริหาร เครือแสงทอง–อัครา คือภาพสะท้อนของ “ความกล้า” ที่เปลี่ยนชีวิตจากศูนย์ให้กลายเป็นอาณาจักรธุรกิจปศุสัตว์ครบวงจร และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทำเกษตรไทยในยุคใหม่ได้อย่างทรงพลัง คุณอรรณพ เล่าว่า ชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากความพร้อม แต่เริ่มจาก “ความไม่มี” อย่างแท้จริง เพราะเติบโตมาในครอบครัวคนจีนย่านบางซื่อ ที่ต้องดิ้นรนทำมาหากินตั้งแต่ยังเด็ก จากการช่วยครอบครัวทำสวนฝรั่ง ไปจนถึงช่วยแม่ขายเส้นก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัวที่สืบทอดมาจากรุ่นบรรพบุรุษในประเทศจีน ร้าน “เซ่งท้ง” ไม่เพียงเป็นแหล่งรายได้ แต่ยังเป็นแหล่งบ่มเพาะทักษะชีวิต โดยเฉพาะ “วิชาการขาย” ภาพของเด็กชายที่ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืด พายเรือขายกาแฟและขนมไปตามคลองบางซื่อ พร้อมน้องชายคนรอง โดยตั้งชื่อเรือว่า “แสงทอง” และ “กรุงทอง” อาจดูเป็นเพียงเรื่องเล่าธรรมดา แต่แท้จริงแล้ว นั่นคือรากฐานของความเป็นผู้ประกอบการที่แข็งแกร่ง เพราะคุณอรรณพได้เรียนรู้การอ่

19 กรกฎาคม 2569

ปัจจุบัน ปลากราย ได้มีการนำมาเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายมากขึ้น เพราะปัจจุบันปลากรายในแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มมีจำนวนลดน้อยลง แต่จำนวนผู้บริโภคยังมีความต้องการบริโภคเนื้อปลาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดของปลากรายสามารถจำหน่ายได้เสมอ การเลี้ยงเพื่อเป็นการค้าจึงเริ่มมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้มีเกษตรกรบางรายฝึกการเพาะพันธุ์ปลากรายจนประสบผลสำเร็จ และสร้างรายได้ดีไม่น้อยทีเดียว คุณวิทยา สาเพิ่มทรัพย์ อยู่บ้านเลขที่ 163 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่ชื่นชอบปลากรายมาตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด จึงทำให้สัตว์น้ำจืดชนิดนี้เป็นเหมือนแรงบันดาลใจที่อยากจะทดลองเพาะพันธุ์ด้วยสองมือของเขาเอง ซึ่งจากความพยายามไม่ได้นำมาแต่ความสำเร็จ แต่สามารถเป็นงานที่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวให้กับเขาได้ดีอีกด้วย คุณวิทยา เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีมีอาชีพทำงานเกี่ยวกับเครื่องกลอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาประมาณ ปี 2543 มีเหตุต้องย้ายมาอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี จึงยึดอาชีพเพาะพันธุ์ปลา เพื่อเป็นอาชีพในขณะนั้นด้วย เพราะภายในบริเวณบ้านมีพื้นที่บ่อน้ำอยู่ จึงเป็นจุดเริ

19 กรกฎาคม 2569

ในยุคที่ภาคการเกษตรกำลังปรับตัวเข้าสู่ “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) เทคโนโลยีการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำ (Fertigation) กลายเป็นหนึ่งในแนวทางที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพผลผลิตได้อย่างชัดเจน การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ (Fertigation) คือ วิธีการให้ปุ๋ยอีกวิธีหนึ่ง เป็นการให้ปุ๋ยร่วมกับการให้น้ำในระบบเดียวกัน โดยผสมปุ๋ยที่ละลายน้ำได้หมดลงไปในระบบน้ำ ตั้งแต่การให้น้ำในระบบน้ำหยด (Drip Irrigation) หรือ ระบบมินิสปริงเกลอร์ (Mini Sprinkler) เมื่อพืชได้รับน้ำก็จะเป็นตัวนำพาธาตุอาหารไปยังรากพืชโดยตรง จึงทำให้ต้นพืชได้รับทั้งน้ำและธาตุอาหารในปริมาณที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสามารถใส่สารเคมีป้องกันศัตรูพืชลงไปในระบบนี้ได้ด้วยเช่นกัน   การใหัปุ๋ยในระบบน้ำ (Fertigation) ดียังไง? คำตอบคือระบบนี้เป็นการผสมผสานระหว่างการให้น้ำและการให้ปุ๋ยในคราวเดียวกัน ผ่านระบบน้ำหยดหรือมินิสปริงเกลอร์ ช่วยให้พืชได้รับน้ำและธาตุอาหารในปริมาณที่แม่นยำ สม่ำเสมอ และสอดคล้องกับช่วงการเจริญเติบโต ซึ่งไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซ

19 กรกฎาคม 2569

สถานการณ์มะพร้าวแกงในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก กลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของภาคเกษตรไทย เมื่อแรงกดดันด้านอุปทานทำให้ราคามะพร้าวปรับตัวลดลง และเกษตรกรบางพื้นที่เผชิญปัญหาการระบายผลผลิตไม่ทันจังหวะตลาด กระทรวงพาณิชย์จึงขยับมาตรการเชิงรุก ทั้งการติดตามการรับซื้อในพื้นที่แหล่งผลิต การประสานล้งและโรงงานแปรรูปให้เข้ารับซื้อเพิ่มเติม การขอความร่วมมือให้ชะลอการนำเข้า และการดึงผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าช่วยดูดซับผลผลิต เพื่อพยุงราคาหน้าสวนและลดสต็อกคงค้างในระบบ ล้ง-โรงงานเข้าซื้อ สต็อกหน้าลานลด นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับรายงานจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี ถึงผลการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์รับซื้อมะพร้าวผลแก่ หรือมะพร้าวแกง หลังกรมการค้าภายในและกรมการค้าต่างประเทศประสานล้งและโรงงานเข้ารับซื้อเพิ่มเติม ผลการติดตามพบว่า ล้งในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานียังเข้าไปรับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อระบายผลผลิตไปยังโรงงานปลายทาง ทำให้สต็อกคงเหลือหน้าลานลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้

19 กรกฎาคม 2569

จังหวัดตรัง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยเกษตรกรมีการปลูกยางพาราเป็นพืชหลัก รองลงมาคือการปลูกปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชผัก และพืชอื่นๆ แต่เกษตรกรมักประสบปัญหาความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรหรือราคาตกต่ำในช่วงเวลาที่สินค้าเกษตรทยอยออกสู่ตลาดปริมาณมาก อีกทั้งยังมีต้นทุนการผลิตสูง จากปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมีที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ไม่มั่นคง นอกจากนี้ การที่เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวเป็นเวลานานอาจจะทำให้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในดินถูกทำลาย ดินเสื่อมสภาพ กลายเป็นดินที่แข็งแน่นทึบ การระบายถ่ายเทอากาศและนํ้าลดลง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของรากพืช การดูดกินน้ำ และธาตุอาหารจากดิน ถึงแม้จะมีธาตุอาหารอยู่ในดินเป็นจํานวนมาก รากพืชก็ดูดกินได้ไม่เต็มที่ เกิดการสูญเสียธาตุอาหารจากปุ๋ยที่ใส่ไปโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้ โดยทั่วไปเกษตรกรไม่ทราบ จึงไม่ได้ให้ความสําคัญเต็มที่ในการปรับปรุงสภาพทางกายภาพและทางเคมีของดินร่วมไปกับการใช้ปุ๋ยเคมี จึงทําให้ผลที่ได้จากการใช้ปุ๋ยเคมีไม่ได้ผลเต็มที่อย่างที่เคยได้รับอีกต่อไป เสมือนว่าเมื่อใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันนานปีเข้า ผลผลิตที่เพิ

18 กรกฎาคม 2569

ระยะเวลาปีเศษที่ผ่านมา สินค้าเกษตรหลายชนิดที่เคยเป็นสินค้าดาวรุ่ง ขายดี ทำกำไรสูง เช่น มะม่วง มะนาว มะพร้าวน้ำหอม กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ฯลฯ กลับตกอยู่ในทิศทางตลาดขาลง ทำให้หลายคนรู้สึกกังวลและงวยงงกับสถานการณ์ราคาตลาดว่า จะปลูกต่อดีหรือถอยไปปลูกพืชชนิดอื่นดี แม้หลายคนจะมองว่า ตลาดกล้วยน้ำว้า อยู่ในทิศทางขาลง แต่ อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช เจ้าของไร่พัชชา กลับยืนยันว่า ตลาดกล้วยน้ำว้ายักษ์ยังเติบโตต่อเนื่อง ขายดิบขายดี จนผลิตหน่อพันธุ์ไม่ทันกับความต้องการของตลาด ดังนั้น ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปค้นหาเสน่ห์ของ กล้วยน้ำว้ายักษ์ ที่ทำให้ขายดี ติดลมบนตลอดทั้งปีกันสักหน่อย กล้วยน้ำว้ายักษ์ มาจากไหน  อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช ปัจจุบัน ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 10 โหรหญิงดังยอดนิยม ผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือ ที่แบ่งเวลามาทำสวนเกษตร ชื่อว่า ไร่พัชชา ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลหนองปรือ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เบอร์โทร. 084-548-9000 และ 086-128-8000 อาจารย์พัชนี เล่าว่า การทำอาชีพเกษตรกรรมในวันนี้ มีจุดเริ่มต้นจากความชอบสะสมที่ดิน ที่ดินแปลงหนึ่งในจังหวัดราชบุรีที่ซื้อไว้ มีดินดี น้ำสมบูรณ์ จึงสนใจปลูกกล้วยน

18 กรกฎาคม 2569