ครม. เห็นชอบ AOTGA ร่วมลงทุน 2 โปรเจกต์สุวรรณภูมิ “บริการภาคพื้น-คลังสินค้า”

Published on 8 ก.ย. 2026

ครม. ไฟเขียว AOTGA ร่วมลงทุน 2 โปรเจกต์สุวรรณภูมิ “บริการภาคพื้น-คลังสินค้า” รายที่ 3 ด้าน ทอท. จ่อลงนามสัญญา เผยเพิ่มขีดความสามารถ รองรับผู้โดยสาร-เที่ยวบิน-ปริมาณสินค้าเติบโตต่อเนื่อง

วันที่ 8 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนและเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุน 2 โครงการสำคัญของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ได้แก่ 

1. โครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 3 

2. โครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 3 ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 โดยทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รองรับการเติบโตของปริมาณผู้โดยสาร การขนส่งสินค้า และการจราจรทางอากาศในอนาคต พร้อมยกระดับสุวรรณภูมิให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาคอย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 3 นั้น ครม. ได้เห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชน รวมถึงเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุน ตามที่คณะกรรมการคัดเลือกฯ ในการประชุมครั้งที่ 25/2568 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOTGA เป็นผู้ผ่านการประเมินสูงสุด และได้รับการคัดเลือกให้เข้ามาร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าว

ทั้งนี้ โครงการบริการภาคพื้นฯ มีเป้าหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านการให้บริการภาคพื้นของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้เพียงพอต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต โดยบริการหลักจะครอบคลุมตั้งแต่การให้บริการอุปกรณ์สนับสนุนอากาศยาน การขนถ่ายและเคลื่อนย้ายกระเป๋า สัมภาระ สินค้า และไปรษณียภัณฑ์ ตลอดจนงานสนับสนุนต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อการให้บริการเที่ยวบินอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่บริการอื่นๆ จะครอบคลุมการจัดการทั่วไปด้านภาคพื้น การให้บริการด้านการบิน พิธีการบิน ตลอดจนการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับลูกเรือ

อย่างไรก็ตาม ภายหลัง ครม. มีมติเห็นชอบแล้ว ทอท. จะสามารถดำเนินการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท AOTGA และเดินหน้าดำเนินโครงการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับการเติบโตของการเดินทางทางอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเที่ยวบินและการให้บริการภาคพื้น ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการผลักดันให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญของภูมิภาค

ส่วนโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 3 นั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า ครม. ได้มีมติเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนและเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุน ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 เช่นเดียวกัน ตามที่ ทอท. และกระทรวงคมนาคมเป็นผู้เสนอ โดยมีมติเห็นชอบให้บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOTGA เป็นผู้ผ่านการประเมินสูงสุด

ทั้งนี้ ภายหลัง ครม. ให้ความเห็นชอบ ทอท. จะสามารถลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท AOTGA และเดินหน้าโครงการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบโลจิสติกส์ทางอากาศของไทย เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณสินค้าในอนาคต และสนับสนุนการเชื่อมโยงการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่างๆ

สำหรับขอบเขตการให้บริการของโครงการคลังสินค้าฯ จะครอบคลุมการให้บริการคลังสินค้าหลายประเภท เพื่อรองรับรูปแบบการขนส่งทางอากาศที่มีความหลากหลายมากขึ้น ประกอบด้วย คลังสินค้าขาเข้า หรือ Import คลังสินค้าขาออก (Export) คลังสินค้าถ่ายลำ (Transit) รวมถึงการรองรับสินค้าเน่าเสียง่าย ตลอดจนสินค้าเร่งด่วนและสินค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ การค้าออนไลน์ และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

นายพิพัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในทุกมิติ ทั้งด้านผู้โดยสาร การให้บริการภาคพื้น และการขนส่งสินค้า การเปิดให้มีผู้ประกอบการรายที่ 3 ในทั้ง 2 โครงการจะช่วยเพิ่มการแข่งขัน ยกระดับคุณภาพการให้บริการ และเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในระยะยาว เพื่อผลักดันให้สุวรรณภูมิก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาค.