สรุปทุกอย่างจาก Apple Event 2026: ซีอีโอคนใหม่ของ Apple พร้อม iPhone จอพับ กล้องปรับรูรับแสงได้ และนาฬิกาที่วัดหัวใจทุก 5 วินาที

Published on 10 ก.ย. 2026

เวทีคีย์โน้ต 'Surprise and Shine' ที่ Apple Park รอบนี้ต่างจากงานประจำปีครั้งก่อน ๆ เพราะเป็นการขึ้นเวทีครั้งแรกของ John Ternus ในฐานะซีอีโอคนใหม่ ต่อจาก Tim Cook ที่ขยับไปนั่งเก้าอี้ประธานกรรมการบริหาร และการส่งไม้ต่อครั้งนี้มาพร้อมไลน์อัปที่ Apple ยกเครื่องใหม่แทบทุกหมวด ตั้งแต่สมาร์ตโฟน นาฬิกา หูฟัง ไปจนถึงซอฟต์แวร์ที่ค้างคามาตั้งแต่ปีก่อน

หัวใจของงานคือ iPhone Duo มือถือจอพับได้รุ่นแรกของบริษัท ซึ่งคุณ John เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของ iPhone นับตั้งแต่รุ่นแรก นอกจากนี้ยังมี iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ที่มาพร้อมชิปสมาร์ตโฟนตัวแรกของโลกบนกระบวนการผลิต 2 นาโนเมตร, Apple Watch Series 12 และ Apple Watch Ultra 4 ที่เปลี่ยนระบบเซนเซอร์สุขภาพใหม่ทั้งชุด, AirPods 5 ที่ยกระบบตัดเสียงรบกวนลงมาให้รุ่นเริ่มต้น รวมถึงกำหนดปล่อย iOS 27 และ Siri เวอร์ชัน AI ที่เลื่อนมานาน จุดที่หลายคนอาจสะดุดคือปีนี้ไม่มี iPhone 18 รุ่นมาตรฐาน เพราะ Apple ย้ายรุ่นราคาย่อมเยาไปเปิดตัวช่วงต้นปี 2027 แทน

iPhone Duo: จอพับที่ Apple ใช้เวลานานที่สุดกว่าจะยอมทำ

iPhone Duo ใช้ดีไซน์พับแบบสมุด กางออกได้จอด้านใน 7.6 นิ้ว Super Retina XDR ซึ่งใหญ่กว่าจอของ iPhone 18 Pro Max ราว 50% ส่วนจอด้านนอกขนาด 5.4 นิ้ว มีพื้นที่แสดงผลราว 90% ของ iPhone 18 Pro หมายความว่าตอนพับอยู่ก็ยังใช้งานได้เหมือนมือถือปกติ ทั้งสองจอรองรับอัตรารีเฟรชแปรผัน (ProMotion), การแสดงผลตลอดเวลา (Always On), ความสว่างสูงสุด 3,000 นิต และผิวเคลือบลดแสงสะท้อน (Nano-texture) โดยวางสัดส่วนจอให้ตรงกัน เนื้อหาจึงขยายจากจอนอกไปจอในได้พอดี

ตัวเครื่องเป็นไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงา บานพับประกอบจากชิ้นส่วนกว่า 100 ชิ้น กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 ที่ความลึก 6 เมตรนาน 30 นาที และเคลือบกระจก Ceramic Shield 2 ที่ทนรอยขีดข่วนขึ้น 3 เท่า Apple ระบุว่านี่คือ iPhone ที่บางที่สุดเมื่อกางออก กล้องด้านหลังเป็นกล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล Fusion ที่ซูมได้ 2 เท่า คู่กับกล้องมุมกว้างพิเศษ 48 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าฝั่งจอด้านในซ่อนอยู่ใต้หน้าจอ ทำให้ได้พื้นที่แสดงผลเต็มโดยไม่มีรอยเจาะ

แบตเตอรี่แยกเป็นสองก้อนฝั่งละก้อน ดูวิดีโอได้สูงสุด 31 ชั่วโมงบนจอด้านใน และ 44 ชั่วโมงบนจอด้านนอก ชาร์จถึง 50% ในราว 20 นาทีผ่านสาย ตัวเครื่องใช้ชิป A20 Pro ตัวเดียวกับรุ่น Pro และมาพร้อม iOS 27 ที่ปรับให้ใช้จอใหญ่ได้จริง ทั้งการแบ่งหน้าจอทำงานสองแอปพร้อมกัน (Split View) และ Dynamic Island ที่ออกแบบใหม่

ราคาเริ่มต้นในสหรัฐฯ อยู่ที่ 1,999 ดอลลาร์สำหรับความจุ 256GB (79,900 บาท) มีให้เลือกสองสีคือ star white และ night sky ความจุสูงสุด 2TB เปิดพรีออร์เดอร์ 16 ตุลาคม และวางจำหน่าย 23 ตุลาคม ในกว่า 70 ประเทศ

iPhone 18 Pro: ชิป 2 นาโนเมตรตัวแรก และกล้องที่ปรับรูรับแสงได้จริง

จุดขายหลักของ iPhone 18 Pro และ Pro Max คือกล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล Fusion ที่ใส่รูรับแสงปรับได้ (Variable Aperture) เข้ามา ใช้ใบบังแสงตัดด้วยเลเซอร์ 6 ใบ ปรับได้ 4 ระดับตั้งแต่ ƒ/1.48 ไปจนถึง ƒ/4 แปลว่าผู้ใช้ควบคุมความชัดลึกของภาพได้จากฮาร์ดแวร์จริง ไม่ใช่การประมวลผลจำลองอย่างเดียว ในแอปกล้องยังเพิ่มชุดควบคุมระดับมืออาชีพ (Pro Controls) ให้ปรับรูรับแสง ความเร็วชัตเตอร์ และสมดุลแสงขาวได้เอง พร้อมดูกราฟการกระจายแสง (Histogram)

อีกฟีเจอร์ที่น่าจับตาคือ Apple Reference Image ซึ่งสร้างไฟล์ภาพต้นฉบับที่แก้ไขไม่ได้และเซ็นรับรองจากพิกเซลของเซนเซอร์โดยตรง ใช้ยืนยันว่าภาพนั้นถ่ายจริงจากกล้อง ไม่ได้ผ่านการดัดแปลงหรือสร้างขึ้นมา ฟีเจอร์นี้ยังไม่เปิดในสหภาพยุโรปและจีนตั้งแต่วันแรก

เบื้องหลังคือชิป A20 Pro ที่ผลิตบนกระบวนการ 2 นาโนเมตร มีหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) 6 คอร์ที่ฝังตัวเร่งการประมวลผล AI ไว้ในคอร์ หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) 7 คอร์ที่เร็วขึ้นถึง 40% จาก A19 Pro และหน่วยประมวลผลด้าน AI (Neural Engine) แบบคู่รวม 32 คอร์ ให้กำลังประมวลผล AI เป็นสองเท่าของรุ่นก่อน มาพร้อมโมเด็ม C2 รุ่นใหม่ที่รองรับ Wi-Fi 7 และ Bluetooth 6 ส่วนการระบายความร้อนใช้ห้องระบายความร้อนด้วยไอ (Vapor Chamber) เจเนอเรชันใหม่ที่มีพื้นที่ผิวมากกว่า iPhone 17 Pro ถึง 3 เท่า ช่วยให้รีดประสิทธิภาพต่อเนื่องได้เพิ่มขึ้น 40%

แบตเตอรี่เป็นอีกจุดที่ Apple เคลมแรง iPhone 18 Pro Max ดูวิดีโอได้สูงสุด 45 ชั่วโมง ซึ่งบริษัทระบุว่ายาวที่สุดเท่าที่ iPhone เคยทำได้ ส่วนรุ่น Pro อยู่ที่ 36 ชั่วโมง โดยรุ่นที่ใช้ eSIM อย่างเดียวจะได้แบตเตอรี่เพิ่มอีกราวสองชั่วโมงจากพื้นที่ที่เคยเป็นถาดซิม

ทั้งสองรุ่นมี 4 สีคือ black, silver, glacier และ burgundy ความจุตั้งแต่ 256GB ถึง 2TB ราคาเริ่มต้น 1,199 ดอลลาร์สำหรับรุ่น Pro (48,900 บาท) และ 1,299 ดอลลาร์สำหรับ Pro Max (52,900 บาท) ซึ่งขยับขึ้นจากปีก่อนราว 100 ดอลลาร์ในรุ่นเริ่มต้น 

Apple Watch Series 12 และ Ultra 4: เปลี่ยนระบบเซนเซอร์สุขภาพใหม่ทั้งชุด

นาฬิกาทั้งสองรุ่นใช้ชิป S11 และระบบเซนเซอร์สุขภาพชุดใหม่ (Health Sensing System) ที่รวมเซนเซอร์วัดหัวใจแบบแสงและแบบไฟฟ้าเข้าด้วยกัน Apple ระบุว่าให้ความแม่นยำในการวัดอัตราการเต้นหัวใจสูงที่สุดในบรรดาอุปกรณ์สวมใส่ จากการทดสอบกับผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน โดยวัดชีพจรทุก 5 วินาทีตลอดวัน และวัดความแปรปรวนของการเต้นหัวใจ (Heart Rate Variability หรือ HRV) ถี่ขึ้นถึง 24 เท่าจากเดิม

ข้อมูลที่ละเอียดขึ้นถูกแปลงเป็นฟีเจอร์ชื่อ Readiness ที่ให้คะแนนความพร้อมของร่างกายในแต่ละวันเป็นสเกล 0 ถึง 10 พร้อมคำแนะนำสี่ระดับตั้งแต่ให้พักฟื้นไปจนถึงลุยเต็มที่ โดยประมวลจากกิจกรรม ปริมาณการฝึก สัญญาณชีพ และการนอน อีกชุดที่เพิ่มเข้ามาคือ Audio Intelligence ซึ่งมีการรู้จำเสียงสำคัญอย่างไซเรนหรือกริ่งประตู, Live Rewind ที่ย้อนฟังบทสนทนา 15 วินาทีก่อนหน้า และ Siri Recap ที่สรุปบทสนทนาให้ ทั้งหมดประมวลผลบนตัวเครื่องในฮาร์ดแวร์แยกส่วนเพื่อความเป็นส่วนตัว

Series 12 มีขนาด 42 และ 46 มิลลิเมตร วัสดุอะลูมิเนียม ไทเทเนียม และเซรามิกที่กลับมาอีกครั้ง แบตเตอรี่ใช้งานทั้งวันได้ 24 ชั่วโมง และใช้ออกกำลังกายได้ 10 ชั่วโมง ราคาเริ่มต้น 399 ดอลลาร์ (14,900 บาท) ส่วน Ultra 4 ดันแบตเตอรี่ขึ้นไปถึง 50 ชั่วโมงในการใช้งานทั่วไป และ 84 ชั่วโมงในโหมดประหยัดพลังงาน ตัวเรือนไทเทเนียมสีธรรมชาติและสีดำ ราคา 799 ดอลลาร์ (29,900 บาท) 

AirPods 5: ยกระบบตัดเสียงรบกวนลงมาให้รุ่นเริ่มต้น

AirPods 5 คือรุ่นทรงเปิด (Open-ear) ที่ไม่ต้องยัดจุกเข้าไปในหู แต่รอบนี้ได้ระบบตัดเสียงรบกวน (Active Noise Cancellation) มาด้วย โดย Apple เคลมว่าตัดเสียงได้มากกว่า AirPods 4 ถึง 50% ผ่านโครงสร้างอะคูสติกแบบหลายช่องและอัลกอริทึมเสียงเชิงคำนวณ พร้อมโหมด Adaptive Audio ที่สลับระหว่างการตัดเสียงกับโหมดฟังเสียงรอบข้างตามสภาพแวดล้อม และ Conversation Awareness ที่ลดเสียงลงอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้เริ่มพูด

ฟีเจอร์ฝั่ง AI ที่เพิ่มเข้ามาคือการเรียก Siri แบบไม่ต้องใช้มือ การตอบรับหรือปฏิเสธด้วยการพยักหน้าและส่ายหน้า และการแปลภาษาแบบสด (Live Translation) รุ่นมาตรฐานราคา 129 ดอลลาร์ (4,790 บาท) ส่วนรุ่นที่มาพร้อมเคสชาร์จไร้สายราคา 149 ดอลลาร์ (5,490 บาท)ให้เวลาฟัง 5 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเมื่อเปิดการตัดเสียง และรวมกับเคสได้ 22 ชั่วโมง 

แอป Health โฉมใหม่ และตัวเลขที่ชื่อว่า Health Age

Apple รื้อแอป Health บน iPhone และ iPad ใหม่ โดยดึง Apple Intelligence เข้ามาแปลข้อมูลชีวภาพให้เป็นคำแนะนำที่อ่านรู้เรื่อง แท็บ Insights รวมข้อมูลหัวใจ การนอน ความพร้อมของร่างกาย สัญญาณชีพ และรอบเดือนไว้ในที่เดียว ส่วนแท็บ Longevity วิเคราะห์ข้อมูลระยะยาวทั้งสุขภาพหัวใจ สุขภาพจิต การเคลื่อนไหว ระบบเผาผลาญ การได้ยิน และโภชนาการ

ตัวเลขที่น่าจะถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Health Age ซึ่งเทียบว่าตัวชี้วัดสุขภาพของผู้ใช้อยู่ในระดับเดียวกับคนอายุเท่าไร โดยคำนวณจากอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดขณะออกกำลังกาย (VO2 Max) อัตราการเต้นหัวใจขณะพัก การนอน และค่า HRV นอกจากนี้ยังมีการประเมินการเคลื่อนไหว (Movement Evaluations) ที่ใช้กล้อง iPhone คู่กับ Apple Watch วัดความยืดหยุ่น ความแข็งแรง และการทรงตัวที่บ้าน โดยประมวลผลบนเครื่องทั้งหมดและไม่มีการบันทึกวิดีโอ

Apple ยังเปิดให้ผู้ใช้ในสหรัฐฯ นัดตรวจแล็บที่วัดตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) กว่า 50 รายการในราคา 119 ดอลลาร์ ผ่านสาขาของ Quest Diagnostics ราว 2,000 แห่ง และเพิ่มการติดตามภาวะก่อนหมดประจำเดือนและวัยหมดประจำเดือนใน iOS 27 ส่วนแอป Health โฉมใหม่จะทยอยเปิดให้ใช้ภายในปีนี้ เริ่มจากภาษาอังกฤษในสหรัฐฯ ก่อน

iOS 27 มา 14 กันยายน แต่ Siri เวอร์ชัน AI ยังเป็นเบต้า

iOS 27, iPadOS 27, watchOS 27, tvOS 27, visionOS 27 และ macOS Golden Gate ปล่อยให้อัปเดตพร้อมกันวันที่ 14 กันยายน โดยของใหม่ที่คนรอมากที่สุดคือ Siri เวอร์ชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งยังมาในสถานะเบต้า รองรับภาษาอังกฤษก่อน แล้วจะเพิ่มภาษาฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี โปรตุเกส และสเปนในเดือนตุลาคม

เงื่อนไขที่ต้องอ่านให้ละเอียดคือฟีเจอร์ที่ประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์จะมีโควตาการใช้งานรายวัน ซึ่งแปรผันตามความซับซ้อนของคำสั่งและปริมาณผู้ใช้ในขณะนั้น และ Apple ระบุว่าเตรียมเปิดแพ็กเกจแบบเสียเงินสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานเกินโควตาในอนาคต ด้านความพร้อมใช้งานรายภูมิภาค Siri เวอร์ชันนี้ยังไม่เปิดในจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนในสหภาพยุโรปเปิดเฉพาะบน Mac และ Apple Vision Pro โดยยังไม่รวม iPhone, iPad และ Apple Watch

iOS 27 ยังเพิ่มฟีเจอร์ iPhone Handoff ที่ให้สลับใช้งาน iPhone สองเครื่องด้วยเบอร์เดียวกัน ซึ่งช่วงแรกรองรับเฉพาะบางเครือข่ายอย่าง T-Mobile และ Deutsche Telekom

สิ่งที่เปลี่ยนไปในไลน์สินค้าและบริการ

นอกจากสินค้าใหม่ Apple ปรับราคาขึ้นในหลายรุ่นของไลน์อัปเดิม ทั้ง iPhone 16, iPhone 17, iPhone Air และ iPhone 17e โดยมีปัจจัยจากราคาหน่วยความจำที่ตึงตัว ขณะที่ iPhone 17 Pro และ Pro Max ถูกถอดออกจากไลน์อัปตามธรรมเนียมการเปลี่ยนรุ่น Pro ประจำปี

ฝั่งบริการมี AppleCare One Family ที่คุ้มครองอุปกรณ์ทุกชิ้นของสมาชิกในกลุ่ม Family Sharing ได้สูงสุด 6 คนในราคาเดียวคือ 49.99 ดอลลาร์ต่อเดือน ครอบคลุมทั้งความเสียหายจากอุบัติเหตุ การเปลี่ยนแบตเตอรี่ และการสูญหายหรือถูกขโมยสำหรับอุปกรณ์ที่เข้าเงื่อนไข เคลมได้รวม 6 ครั้งต่อปี และเพิ่มอุปกรณ์ที่ซื้อใหม่เข้าแผนอัตโนมัติโดยไม่คิดเงินเพิ่ม เริ่มให้สมัคร 14 กันยายน นอกจากนี้ Apple ยังขยายเวลาให้ผู้ใช้ iPhone 14, 15 และ 16 ใช้ฟีเจอร์เชื่อมต่อดาวเทียมได้ฟรีต่อไป

ที่มา: Apple Newsroom