AWC จับมือ MONA ผุดเคเบิ้ลคาร์ข้ามเจ้าพระยา-พิพิธภัณฑ์ศิลปะ

Published on 11 ก.ค. 2026

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ MONA (Museum of Old and New Art) จากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลและได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อร่วมพัฒนาโครงการแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ภายใต้พันธกิจ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” (Building Better Future) มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

การพัฒนาครั้งนี้ประกอบด้วย 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ “โครงการเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร” และ “MONA Bangkok” พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิมเมอร์ซีฟรูปแบบใหม่ระดับโลก ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น สู่การเป็น World-Class Sustainable Tourism and Lifestyle Destination พร้อมสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับไฮไลต์สำคัญคือ “เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” ซึ่งนับเป็นธีมเคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำแห่งแรกของโลก (World’s First Sustainable Cross-River Themed Cable Car) และเป็นแห่งแรกที่ได้การรับรองมาตรฐานระดับโลก ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานสูงสุดที่ประหยัดพลังงาน โดยได้รับการออกแบบให้ไม่มีเสารับกลางแม่น้ำ เชื่อมโยงเอเชียทีคฯ เข้ากับโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) แห่งใหม่ของ AWC บนถนนเจริญนครอย่างไร้รอยต่อ โครงการนี้ไม่เพียงเป็นระบบการเดินทางอย่างยั่งยืน แต่ยังถูกออกแบบให้เป็นศิลปะเคลื่อนไหว (Kinetic Art) ที่เปลี่ยนการเดินทางข้ามแม่น้ำให้กลายเป็นประสบการณ์ Immersive Journey อันเต็มเปี่ยมด้วยศิลปะ แสง สี เสียง เทคโนโลยี ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรม โดยจะเชื่อมต่อโดยตรงเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ MONA Bangkok

ด้าน MONA ณ เมืองโฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย ก่อตั้งโดยนายเดวิด วอลช์ ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว (Private Museum) ที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2554 จัดแสดงคอลเลกชันศิลปะทั้งโบราณ สมัยใหม่ และร่วมสมัย ความโดดเด่นของ MONA คือการนำเสนอประสบการณ์ที่ผสานศิลปะ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกัน โดยมีการใช้เทคโนโลยี “The O” ในการนำชมแทนการติดป้ายอธิบายผลงาน นอกจากนี้ MONA ยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สร้างสรรค์ “DarkLab” ที่มุ่งพัฒนาโปรเจกต์ทางวัฒนธรรมหลากหลายมิติ ทั้งเทศกาล ‘Dark Mofo’ การบริหารโรงละคร ‘Odeon Theatre’ ไปจนถึงศูนย์รวมศิลปวัฒนธรรม ‘In The Hanging Garden’

สำหรับการพัฒนา “MONA Bangkok” จะเป็นการนำจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญด้านศิลปะของ MONA มาสู่บริบททางวัฒนธรรมไทย โดยไม่ได้มุ่งจำลองพิพิธภัณฑ์จากโฮบาร์ตมาไว้ที่กรุงเทพฯ แต่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนคุณค่าศิลปะและอัตลักษณ์ของไทย ภายใต้แนวคิดแพลตฟอร์มแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยและระดับโลกได้สร้างสรรค์ผลงานสู่เวทีนานาชาติ ทั้งสองโครงการนี้จะร่วมกันสร้างแลนด์มาร์กใหม่ พร้อมกำหนดมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกด้านศิลปะร่วมสมัย

การประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้ มีบุคคลสำคัญร่วมเป็นสักขีพยานอย่างคับคั่ง นำโดย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นาย Jeremy Rockliff มุขมนตรีแห่งรัฐแทสเมเนีย, นาย Pablo Kang ว่าที่เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารจาก MONA และผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วน

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ที่ส่งมอบคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการสร้างประสบการณ์ระดับโลกที่ผสานนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน การผสาน “MONA Bangkok” เข้ากับ ‘เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา’ จะเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และการเดินทางให้แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก เพื่อร่วมเสริมศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้านศิลปะและวัฒนธรรมระดับโลก

ขณะที่ นายไมเคิล ฮาริท หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล AWC ระบุว่า เคเบิ้ลคาร์นี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง แต่เป็นการเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างเอเชียทีคฯ และ MONA Bangkok ให้กลายเป็นเดสติเนชั่นเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ สะท้อนพลังของความร่วมมือระหว่างพันธมิตรระดับโลก เพื่อร่วมสร้างมาตรฐานใหม่ของประสบการณ์การท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ด้าน นายเดวิด วอลช์ ผู้ก่อตั้ง MONA เปิดเผยว่า ตลอดกว่า 25 ปีที่ทุ่มเทพัฒนาแนวคิดใหม่ในการสร้างประสบการณ์พิพิธภัณฑ์ ความร่วมมือกับ AWC ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำองค์ความรู้มาสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์ศิลปะรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก ทางด้าน นายลีห์ คาร์ไมเคิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DarkLab และหัวหน้าโครงการ MONA Bangkok กล่าวทิ้งท้ายว่า MONA Bangkok จะนำเสนอผลงานจากศิลปินชั้นนำระดับสากล ควบคู่กับการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดระหว่างศิลปินไทยและผู้ชม โดยมีเรื่องของ “แสง” เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างประสบการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ พร้อมตั้งตารอคอยที่จะได้ร่วมงานกับนักสร้างสรรค์ชาวไทยในเมกะโปรเจกต์นี้