AWC จับมือ Universal ผุด “โรงแรมธีม DreamWorks” แห่งแรกในไทย ดันพัทยาสู่เดสติเนชันระดับโลก

Published on 6 ก.ย. 2026
                     <ol>
  • หน้าหลัก 
  • เศรษฐกิจ-ธุรกิจ 
  • ข่าวธุรกิจการตลาด 
  • AWC จับมือ Universal ผุด “โรงแรมธีม DreamWorks” แห่งแรกในไทย ดันพัทยาสู่เดสติเนชันระดับโลก

    เผยแพร่: 6 ก.ย. 2569 13:18   ปรับปรุง: 6 ก.ย. 2569 13:18   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



    ผู้จัดการออนไลน์ - AWC แท็กทีม Universal Destinations & Experiences ผุด “โรงแรมธีม DreamWorks” แห่งแรกของไทย เสริมทัพสวนน้ำ Aquatique Pattaya หวังใช้ Global IP ดึงตลาดครอบครัว ยกระดับโรงแรมจากที่พักสู่ Destination ท่ามกลางการแข่งขันของโรงแรมธีมและรีสอร์ตสวนน้ำ ขณะที่บริษัทเดินหน้าตามแผน 5 ปี ขยายพอร์ตสู่ 12,000 ห้อง และสินทรัพย์ดำเนินงาน 3 แสนล้านบาท

    บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เดินหน้าอีกขั้นกับ Aquatique Pattaya เตรียมพัฒนา “โรงแรมธีม DreamWorks Animation แห่งแรกของประเทศไทย” โรงแรมระดับลักชัวรี 300 ห้อง กำหนดเปิดให้บริการไตรมาส 1 ปี 2576 พร้อมสวนน้ำธีม DreamWorks Animation ทั้งในร่มและกลางแจ้ง เชื่อมโยงประสบการณ์ระหว่างโรงแรมและพื้นที่ความบันเทิง

    โครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดความร่วมมือระหว่าง AWC และ Universal Destinations & Experiences หลังจากก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายประกาศแผนพัฒนา DreamWorks-themed Water Park ริมชายหาดพัทยา ครั้งนี้ AWC ขยับจาก “สวนน้ำ” สู่ “โรงแรมธีม” โดยนำตัวละครและเรื่องราวจาก DreamWorks Animation มาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ตั้งแต่ห้องพัก ร้านอาหาร กิจกรรม สวนน้ำ ไปจนถึงพื้นที่พักผ่อน

    นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า จาก Jurassic World ที่เอเชียทีคเดอะริเวอร์ฟร้อนท์เดสติเนชั่นสู่ Aquatique ที่ AWC ร่วมกับ Universal Destinations & Experiences เรากำลังนำเรื่องราวและประสบการณ์ระดับโลกที่ผู้คนชื่นชอบมาสร้างจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของประเทศที่ Aquatique ด้วยการนำโรงแรม ธีมDreamWorks Animation แห่งแรกของประเทศไทยซึ่งจะเข้ามาเติมเต็ม Aquatique ให้กลายเป็นการสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่สวนน้ำเชื่อมต่อจากห้องพักด้วยธีม DreamWorks ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานสู่ร้านอาหารริมชายหาด เวลเนสและพื้นที่กิจกรรม ความประทับใจ ตลอดการเข้าพัก ความร่วมมือกับ Universal Destinations & Experiences ในครั้งนี้ Aquatique จะเป็นจุดหมายปลายทางที่ครอบครัวและนักท่องเที่ยวทั่วโลก จะได้มาใช้เวลาร่วมกันรวมถึงได้สร้างคุณค่าให้กับชุมชนพัทยาในระยะยาว และร่วมผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายการท่องเที่ยวระดับโลกด้านความบันเทิงสำหรับครอบครัวอีกด้วย

    DreamWorks Hotel แห่งแรกไทย เดิมพัน Global IP
    จุดขายของโครงการไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มห้องพัก 300 ห้อง แต่คือการสร้างโมเดลโรงแรมที่มี Water Park, Entertainment, F&B และ Retail ให้เชื่อมโยงเป็น Destination เดียวกัน เป้าหมายสำคัญคือการดึงกลุ่มครอบครัวให้เข้ามาใช้เวลาใน Aquatique มากขึ้น โดยเด็กสามารถสัมผัสตัวละครและเรื่องราวที่คุ้นเคยจากภาพยนตร์ผ่านกิจกรรมและพื้นที่ต่าง ๆ ขณะที่ผู้ปกครองสามารถพัก รับประทานอาหาร และทำกิจกรรมภายในโครงการได้โดยไม่ต้องเดินทางออกไปยังสถานที่อื่น

    ดังนั้นโมเดลนี้จะเปิดโอกาสให้ AWC สร้างรายได้จากหลายช่องทาง ทั้งค่าห้องพัก อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าที่ระลึก กิจกรรม และสวนน้ำ แทนการพึ่งพารายได้จากห้องพักเพียงอย่างเดียว

    สำหรับมูลค่าการลงทุนเฉพาะโรงแรม DreamWorks ทาง AWC ยังไม่ได้เปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อพิจารณาจากโรงแรมระดับลักชัวรีขนาด 300 ห้อง ประกอบกับสวนน้ำและองค์ประกอบด้าน Entertainment ภายใต้ Global IP จึงมีโอกาสอยู่ในระดับหลายพันล้านบาท โดยโอกาสสำคัญของโครงการอยู่ที่การใช้ DreamWorks ซึ่งมีฐานผู้ชมครอบครัวทั่วโลกเป็นแม่เหล็กดึงนักท่องเที่ยว ขณะที่พัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักและมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ แต่ความท้าทายคือการควบคุมต้นทุนก่อสร้าง ค่าใช้สิทธิ์ IP และต้นทุนดำเนินงาน รวมถึงการพิสูจน์ว่าแบรนด์ DreamWorks จะสามารถสร้าง Demand ให้เกิดขึ้นจริงทั้งในช่วงเปิดตัวและระยะยาวได้หรือไม่

    เปิดศึกคู่แข่ง “Theme Hotel + Water Park”
    แม้ประเทศไทยยังไม่มี DreamWorks Hotel โดยตรง แต่ตลาดโรงแรมที่ใช้ Theme และ Water Entertainment เป็นจุดขายเริ่มมีผู้เล่นชัดเจน โดยคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดคือ Grande Centre Point Space Pattaya ซึ่งวางธีมอวกาศเป็นแกนหลักของโรงแรม พร้อม Space Water Park ขนาดประมาณ 12,000 ตารางเมตร และกิจกรรมสำหรับครอบครัว

    อีกรายคือ Centara Grand Mirage Beach Resort Pattaya รีสอร์ต 555 ห้อง ที่ใช้ธีม Lost World เชื่อมกับ Water Park, Adventure Land และ Kids Club โดยวาง Positioning เจาะตลาดครอบครัวอย่างชัดเจน

    ส่วนคู่แข่งทางอ้อมไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงแรม แต่รวมถึง Family Resort โรงแรมที่มีสวนน้ำหรือ Kids Club รวมถึงสวนน้ำและสวนสนุกต่าง ๆ ที่แย่งทั้งเวลาและงบประมาณการท่องเที่ยวของครอบครัว การแข่งขันจึงไม่ได้วัดกันเพียงราคาห้องพัก แต่เป็นการแย่ง “เวลาพัก” และ “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” ของลูกค้า

    ทั้งนี้ประเทศไทยมีโรงแรมที่ผนวก Water Park หรือ Water Entertainment อยู่หลายแห่ง แต่ยังไม่มีฐานข้อมูลกลางที่กำหนดจำนวนอย่างเป็นทางการ เนื่องจากแต่ละแห่งมีรูปแบบและขนาดแตกต่างกัน ตัวอย่างที่เห็นชัด ได้แก่

    Grande Centre Point Space Pattaya — Space Theme + Water Park
    Centara Grand Mirage Beach Resort Pattaya — Lost World + Water Park
    Holiday Inn Resort Vana Nava Hua Hin — เชื่อมกับ Vana Nava Water Jungle
    Pamookkoo Resort Phuket — Family Resort + Water Park
    Ananta Burin Resort Krabi — Family Resort + สระและสไลเดอร์

    ภาพรวมสะท้อนว่าโมเดล Theme + Water + Family เริ่มได้รับการพิสูจน์ในตลาดไทยแล้วว่ามีโอกาสเติบโต ซึ่งยังมีช่องว่างสำคัญอยู่ คือ การนำ Global IP ที่มีฐานแฟนระดับโลกเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน Destination

    ทิศทางตลาดจึงมีแนวโน้มขยับจากการขาย “ห้องพัก” ไปสู่การขาย Experience โดยรวมโรงแรม สวนน้ำ Entertainment ร้านอาหาร รีเทล และกิจกรรมไว้ในพื้นที่เดียวกัน ส่งผลให้พัทยา หัวหิน และภูเก็ตจึงยังมีโอกาสเติบโตในตลาดนี้ แต่การแข่งขันในอนาคตอาจไม่ได้อยู่ที่ใครมีสวนน้ำใหญ่ที่สุด แต่อยู่ที่ใครสามารถสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างจนลูกค้า “ตั้งใจเดินทางมา” โดยเฉพาะ

    อย่างไรก็ตามพบว่า ต่างประเทศยังไม่มี DreamWorks Hotel เต็มรูปแบบ มีเพียง แต่การนำ DreamWorks IP มาผนวกกับ Hospitality และ Entertainment เช่น ในมาเก๊า โรงแรม Sheraton Macao และ Holiday Inn Macao Cotai Central เคยจัด DreamWorks Experience ทั้ง Character Breakfast, Meet & Greet และห้องพัก Family Suite ธีม DreamWorks โดย Sheraton เคยมี Family Suite ธีม DreamWorks 33 ห้อง

    ส่วนสหรัฐฯ กำลังเห็นโมเดลที่ใหญ่ขึ้นจาก Universal Kids Resort ที่ Frisco, Texas ซึ่งเปิดให้บริการในปี 2569 ภายในมีพื้นที่ธีมจาก DreamWorks เช่น Shrek, Trolls และ Puss in Boots พร้อมโรงแรมประมาณ 300 ห้อง ซึ่งโรงแรมดังกล่าวไม่ใช่ “DreamWorks Hotel” โดยตรง แต่เป็นโรงแรมที่อยู่ภายใน Universal Kids Resort และเชื่อมโยงกับหลาย IP ขณะที่ Universal Orlando Resort มี DreamWorks Land รวม Shrek, Trolls และ Kung Fu Panda ไว้ในพื้นที่เดียวกัน สะท้อนทิศทางการขยาย DreamWorks จากภาพยนตร์สู่ Location-Based Entertainment

    กล่าวได้ว่า AWC กำลังนำแนวคิด DreamWorks + Hotel + Water Entertainment เข้ามาพัฒนาในไทยในระดับที่แตกต่างจากรูปแบบห้องพักธีมทั่วไป ซึ่งการพัฒนา DreamWorks Hotel ทั้งนี้เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีของ AWC ที่ต้องการขยายธุรกิจ Hospitality และ Destination อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทตั้งเป้าภายในปี 2572 เพิ่มมูลค่า Operating Assets เป็น 300,000 ล้านบาท และเพิ่มจำนวนห้องพักรวมประมาณ 12,000 ห้อง

    จากก่อนหน้านี้ AWC ระบุกรอบการลงทุน 5 ปี ไว้ที่ 126,000 ล้านบาท ครอบคลุมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ Destination หลายกลุ่มธุรกิจ ไม่ใช่เฉพาะธุรกิจโรงแรม โดยในปี 2568 AWC มีพอร์ตทรัพย์สินรวม 218,740 ล้านบาท ซึ่งธุรกิจโรงแรมและบริการสร้างรายได้ 12,813 ล้านบาท โดยมีเปิดโรงแรมใหม่ 3 แห่งในพัทยาและกรุงเทพฯ

    ส่วนปี 2569 นี้บริษัทยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโรงแรมและ Destination อย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการใน Aquatique Pattaya ทั้ง Moxy Pattaya The Aquatique และ The Ritz-Carlton Pattaya รวมถึง DreamWorks Hotel ที่กำลังเข้ามาเติมตลาด Family Entertainment

    เกมของ AWC จึงไม่ใช่แค่การสร้างโรงแรมธีม แต่คือการเปลี่ยน DreamWorks จาก IP บนจอให้กลายเป็น Traffic และรายได้บนพื้นที่จริง หากดึงครอบครัวทั่วโลกมาพัทยาได้สำเร็จ Aquatique ก็จะกลายเป็น Destination ใหม่ ที่โรงแรมไม่ใช่ “ที่พัก” แต่เป็น “เหตุผลของการเดินทาง”.