
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเริ่มได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น หลังจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดแรงขายสุทธิต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้านที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับตลาดทุนไทย
ทั้งนี้ ความผันผวนของตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะตลาดในเอเชียเหนืออย่างเกาหลีใต้ ที่เผชิญแรงขายทำกำไร ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติบางส่วนโยกเงินลงทุนมายังตลาดหุ้นไทยในฐานะแหล่งพักเงิน ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)ไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการลงทุนภายในประเทศและเสถียรภาพทางการเมืองที่เอื้อต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีจุดเด่นจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ ทำให้เป็นอีกปัจจัยที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยในปัจจุบันเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นมีมากกว่าตลาดตราสารหนี้
นางสาวรุ่ง กล่าวอีกว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้มั่นใจว่า กระแสเงินทุนต่างชาติจะยังคงทยอยไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสเห็นนักลงทุนต่างชาติกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในระดับพันล้านบาท จากการตอบรับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและแนวโน้มเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับช่วงหลังการเปิดประเทศภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นไทยอย่างคึกคักในปี 2565 ขณะที่การไหลกลับของเงินทุนในปีนี้อาจไม่ได้มีขนาดใหญ่เทียบเท่า แต่เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากการกลับมาซื้อสุทธิในช่วงเดือนที่ผ่านมารวมถึงในเดือนปัจจุบัน และเชื่อว่าแนวโน้มดังกล่าวจะดำเนินต่อเนื่องในระยะยาว หากปัจจัยพื้นฐานของไทยยังคงแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นางสาวรุ่ง กล่าวว่า ตลาดการเงินโลกพยายามหันเหจุดสนใจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปสู่แนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงเปราะบางตามกลยุทธ์การเจรจาและจะกระทบบรรยากาศการลงทุนอยู่เป็นระยะก็ตาม ทั้งนี้ เฟดภายใต้การนำของประธานเควิน วอร์ช ตั้งใจปฎิรูปการสื่อสารและลดการให้สัญญาณชี้นำล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย ในภาวะเช่นนี้ ราคาสินทรัพย์ต่างๆ จะมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้นเมื่อมีการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ หรือในช่วงที่การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ใกล้เข้ามา ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงมีท่าทีระมัดระวัง แต่คาดว่าจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินเยนต่อไป
สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินบาทซึ่งอ่อนค่าลงในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนยอดนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นจากการบริหารความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า มีปัจจัยประคองค่าเงินบาทอยู่บ้าง ได้แก่ ราคาน้ำมันตลาดโลกที่แม้ผันผวนสูงแต่ซื้อขายห่างจากจุดสูงสุดของรอบอยู่พอสมควร รวมถึงกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้า ขณะที่ภาวะขาดดุลแฝดของไทยอาจบรรเทาลงแม้ต้องใช้เวลา โดยกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์มองว่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยและแกว่งตัวในกรอบ 32-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 หากเฟดคงดอกเบี้ยตามสมมติฐานหลัก และดุลการค้าของไทยปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ทิศทางเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อประมาณการค่าเงิน นอกจากนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะถูกตรึงไว้ที่ 1.00% ในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า ตราบใดที่แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่าในบริบทที่เงินเฟ้อด้านต้นทุนสูงขึ้นเพียงชั่วคราว คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะให้น้ำหนักกับภาวะอุปสงค์ และเสถียรภาพภายในประเทศมากกว่าแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก
Back to top button