BCP ผนึก THAI ใช้ SAF ผลิตในไทยครั้งแรก ดันกำลังผลิต 1 ล้านลิตร/วัน

Published on 16 ก.ค. 2026

กลุ่มบริษัทบางจาก และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานและการบินไทย โดยนำเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนประเภท HEFA-SPK SAF ที่ผลิตในประเทศไทยมาให้บริการแก่เที่ยวบินของการบินไทยเป็นครั้งแรก

เชื้อเพลิงดังกล่าวถูกนำมาใช้กับเที่ยวบิน TG409 เส้นทางกรุงเทพฯ–สิงคโปร์ ซึ่งออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สะท้อนความพร้อมของภาคธุรกิจไทยในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน และเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero

สำหรับ HEFA-SPK SAF ที่ให้บริการแก่เที่ยวบินดังกล่าว ผลิตจากหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF แบบ Stand Alone แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ภายในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง และดำเนินการโดยบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด หรือ BSGF

โรงงานดังกล่าวเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 มีกำลังการผลิตเริ่มต้นประมาณ 1 ล้านลิตรต่อวัน โดยใช้น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเป็นวัตถุดิบหลัก ภายใต้กระบวนการผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISCC CORSIA และ ISCC EU

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดย SAF ถือเป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่ทยอยบังคับใช้ในหลายประเทศ

ทั้งนี้ SAF ที่ผลิตจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตได้สูงสุดประมาณ 80% เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยานแบบดั้งเดิม ความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัทบางจากและการบินไทยจึงไม่เพียงเป็นการนำ SAF ที่ผลิตในประเทศไทยมาใช้กับสายการบินแห่งชาติเป็นครั้งแรก แต่ยังสะท้อนศักยภาพของประเทศในการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมการบินคาร์บอนต่ำ

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การขยายตัวของตลาด SAF จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนของภาคเอกชนควบคู่กับนโยบายและกรอบเวลาที่ชัดเจนจากภาครัฐ เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถประเมินความต้องการของตลาด ขณะที่สายการบินและผู้ใช้มีความมั่นใจด้านปริมาณ ราคา และเงื่อนไขในการใช้เชื้อเพลิง

สำหรับประเทศไทย การกำหนดเป้าหมายและกรอบเวลาการใช้ SAF ที่ชัดเจน จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ รวมถึงสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่ผลิตภายในประเทศให้เพิ่มขึ้น

กลุ่มบริษัทบางจากจะเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศ SAF ร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ สนับสนุนการนำวัตถุดิบหมุนเวียนมาใช้ เพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ตลอดจนสร้างการจ้างงาน เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และขยายโอกาสทางธุรกิจควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

ด้านนายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THAI กล่าวว่า การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตพลังงาน ผู้ให้บริการด้านการบิน หน่วยงานกำกับดูแล สายการบิน และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง

การนำเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่ผลิตในประเทศไทยมาใช้ในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศในการร่วมพัฒนาระบบนิเวศด้านพลังงานและการบินให้มีความเข้มแข็ง พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมการบินไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน

สำหรับกระบวนการจัดส่ง HEFA-SPK SAF จากโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง ไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินการผ่านระบบท่อส่งน้ำมันของบริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด หรือ BPT ก่อนส่งเข้าสู่คลังน้ำมันอากาศยานของบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS

จากนั้นเชื้อเพลิงจะเข้าสู่ระบบเติมเชื้อเพลิงอากาศยานตามมาตรฐานเดียวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป ครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การจัดเก็บ การบริหารจัดการเชื้อเพลิง ไปจนถึงการให้บริการแก่เที่ยวบินพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศการบินยั่งยืนของประเทศไทยอย่างครบวงจร