
มิติหุ้น-BGRIM หรือ บมจ. บี.กริม เพาเวอร์ โดยแหล่งข่าวธุรกิจพลังงาน ระบุ “มิติหุ้น” ว่า หลังนายกฯ และรัฐบาลเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่ผ่านมานั้นทาง บริษัทสามารถเข้าเจรจากับทางการออสเตรเลียเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งโครงการวินด์ฟาร์และโซลาร์เซลล์ คาดว่าจะขยับกำลังการผลิตขึ้นไปแตะ 1,000 -2,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันมีดำเนินการอยู่แล้ว 72 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมีทั้งร่วมลงทุนและการขอใบอนุญาต ส่วนของนิวซีแลนด์ที่ยังไม่มีพอร์ตเลยสามารถเจรจาเพิ่มโอกาสทั้งโครงการวินด์ฟาร์และโซลาร์เซลล์เช่นกันแต่จำนวนเมกะวัตต์ จะน้อยกว่าอยู่ราวๆ 200-300 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้ง 2 ประเทศมีระบบเทคโนโลยีรองรับการเชื่อมโยงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) แบบ peer- to- peer ได้เลย
อัพกำลังผลิตแผนปี 70
ทั้งนี้โครงการต่างยังต้องเตรียมเข้าหารือภายในบอร์ดบริษัทเพื่อพิจารณาเห็นชอบ ทั้งการลงทุนและผลตอบแทน เพื่อบรรจุเป็นแผนลงทุนและเพิ่มกำลังการผลิตของบริษัทในปี 70 ซึ่งเม็ดเงินลงทุนจะอยู่บนการพิจารณาผลตอบแทนระดับ 10-12 % ขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่บริษัทชักชวนบริษัทที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจเข้ามาลงทุนในไทย เช่น กลุ่ม Aurecon เป็นที่ปรึกษาและวิศวกรรมระดับโลกของออสเตรเลีย เพราะสนใจด้านทำแบตเตอรี่ และมีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยี ซึ่งการเดินทางเยือนในครั้งนี้ทางภาครัฐของไทยสามารถลดอุปสรรคและเพิ่มโอกาสให้ภาคธุรกิจในการเปิดทางลงทุนไปด้วยเป็นอย่างดี
PDP ปลดล็อกการเติบโตรอบใหม่
ด้าน บล .เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุ คงคําแนะนํา “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายปี 70 ที่23.50 บาท( DCF: WACC ที่5.5%) BGRIM ยังคงเป็นหุ้น High-Risk, High-Reward สูงสุดในกลุ่ม จากงบดุลที่ค่อนข้างตึงตัวและเป้าการเติบโตที่เชิงรุกแม้นักลงทุนยังชั่งน้ำหนักความเสี่ยง แต่คาดว่าแนวโน้มกําไรจะชัดเจนขึ้นเมื่อราคาก๊าซลดลง การเริ่มทยอยเดินเครื่องโครงการ Nakwol 1 & 2 และปัจจัยหนุนใหม่จากกลุ่ม Data Center รวมถึงการประมูลโรงไฟฟ้า
สำหรับแผน PDP 69 และ Direct PPA จะปลดล็อควัฏจักรเติบโตรอบใหม่คาดว่าการอนุมัติ ภายในปีนี้จะเปิดโอกาสทางธุรกิจในโครงการชุมชนโซล่าร์ขนาด 300–500MW, Direct PPA รวมถึง capacity ใหม่ทั้งจากโรงไฟฟ้าพลังงานแบบดั้งเดิมและพลังงานหมุนเวียน (RE) โดยที่ BGRIM ได้จัดหาที่ดินรองรับโครงการ Direct PPA แล้วเพื่อ capacity 500–600MW ขณะที่การขายสินทรัพย์ (จะชัดเจนขึ้นปี 69) อาจช่วยเพิ่มวงเงินรองรับการลงทุนให้แก่บริษัทจากการวิเคราะห์ sensitivity พบว่า capacity พลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 100MW อาจเพิ่มกําไรต่อปีได้ราว 150–200 ลบ. และเพิ่มราคาเป้าหมายของเราราว 0.20–0.25บาท/หุ้นขณะที่กําลังการผลิต DC ที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 100MW อาจเพิ่มกําไรและราคาเป้าหมายได้ราว 1.5 พันลบ. และ 3.5บาท/หุ้นตามลําดับ
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon