
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ส.ค. 69) ราคาหุ้น บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ณ เวลา 11:27 น. อยู่ที่ระดับ 20.00 บาท บวก 1.20 บาท หรือ 6.38% สูงสุดที่ระดับ 20.10 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 18.90 บาท

BGRIM เดินหน้าวางยุทธศาสตร์รับมือความผันผวนของราคาพลังงาน โดยมุ่งปรับสูตรราคาซื้อขายไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนก๊าซที่แท้จริง เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและเสริมความแข็งแกร่งของ EBITDA Margin พร้อมเดินหน้าขยายกำลังการผลิตสู่เป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากกว่า 50% ขณะที่ธุรกิจ Data Center และการพัฒนา 3 ธุรกิจใหม่ หรือ New S-Curve จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตระยะยาว
ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง BGRIM ได้ปรับสูตรการซื้อขายไฟฟ้า หรือ New Tariff Formula ให้สะท้อนต้นทุนก๊าซจริง โดยดำเนินการแล้วมากกว่า 50% ของกลุ่มลูกค้านิคมอุตสาหกรรม ขณะที่บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนเครื่องยนต์การเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยตั้งเป้าการเติบโต 4-5% และเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนใหม่อีก 400-500 เมกะวัตต์
หนึ่งในโครงการสำคัญคือโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol ขนาด 365 เมกะวัตต์ในเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและเตรียมเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ หรือ COD ตามแผนที่กำหนดไว้
นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม BGRIM เปิดเผยถึงโอกาสจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนโครงการพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น โดยมองว่าจะเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนรอบใหม่ ตั้งแต่โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ไปจนถึงกลไกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า หรือ Direct PPA ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้
BGRIM ได้เตรียมความพร้อมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศไว้ประมาณ 2,000-3,000 เมกะวัตต์ ผ่านยุทธศาสตร์ 3 ระยะ โดยระยะแรกเป็น Quick Win บริษัทจะใช้กำลังการผลิตที่มีอยู่ประมาณ 200-300 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับกลุ่ม Data Center และภาคอุตสาหกรรมได้ทันที
ระยะที่สอง บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 400-500 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของลูกค้า ส่วนระยะที่สามมุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม หรือ Industrial Private Substation (IPS) ขนาดประมาณ 600-700 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับธุรกิจที่ต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center
สำหรับการขยายการลงทุนในต่างประเทศ BGRIM อยู่ระหว่างศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบ IPP ขนาด 1,500 เมกะวัตต์ในมาเลเซีย โดยบริษัทมีแผนถือหุ้นไม่เกิน 49% และคาดว่าจะสามารถลงนามสัญญาได้ในช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้ยังเตรียมขยายการลงทุนในโครงการโซลาร์ลอยน้ำและโซลาร์บนดินในฟิลิปปินส์รวมมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ภายในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า
ในระยะยาว BGRIM อยู่ระหว่างทบทวนแผนการเติบโตเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายกำลังการผลิต 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 พร้อมเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากกว่า 50% ควบคู่กับการผลักดัน 3 ธุรกิจใหม่ หรือ New S-Curve เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานในยุคดิจิทัล
ธุรกิจแรกคือ Data Center ซึ่ง BGRIM ร่วมทุนกับกลุ่ม EDGE จากสิงคโปร์ พัฒนาโครงการขนาด 96 เมกะวัตต์ในจังหวัดชลบุรี ขณะที่ธุรกิจที่สองคือ Energy Infrastructure ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาแพลตฟอร์ม Third Party Access ร่วมกับ 3 การไฟฟ้า เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าเสรีในอนาคต
ส่วนธุรกิจที่สามคือ Industrial Solution โดย BGRIM ร่วมมือกับบริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคและคาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานภายในโรงงาน
สำหรับธุรกิจ Data Center บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่าเป็นปัจจัยที่มีศักยภาพสร้าง Upside ต่อผลประกอบการในระยะกลาง โดยโครงการ Data Center ขนาด 96 เมกะวัตต์ของ BGRIM ยังคงดำเนินตามแผน และคาดว่าเฟส 1 และเฟส 2 จะเริ่ม COD ในช่วงต้นปี 2570 และไตรมาส 2/2570 ตามลำดับ
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุประเด็นสำคัญสำหรับการลงทุนในหุ้นบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM โดยมองว่าปัจจัยกดดันในระยะสั้นยังคงอยู่ที่ต้นทุนก๊าซ ขณะที่แนวโน้มการลดลงของต้นทุนก๊าซ การทยอยรับรู้กำไรจากโครงการ Nakwol และการเติบโตของธุรกิจ Data Center จะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการในระยะกลางถึงระยะยาว
สำหรับต้นทุนก๊าซ คาดว่าในไตรมาส 3/2569 จะอยู่ที่ประมาณ 370-380 บาท/MMBtu ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ราว 340 บาท/MMBtu ในไตรมาส 4/2569 ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่ออัตรากำไรของบริษัท โดยคาดว่าผลกระทบจากต้นทุนก๊าซที่อยู่ในระดับสูงจะได้รับการชดเชยบางส่วนจากการกำหนดราคาขายไฟที่เชื่อมโยงกับต้นทุนก๊าซ หรือ Gas-linked Pricing ซึ่งครอบคลุมสัญญากับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม หรือ IU ประมาณ 50% ขณะที่การทยอยเพิ่มกำลังการผลิตของโครงการ Nakwol 1 จะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนกำไร
ด้านธุรกิจ Data Center บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ มองว่ามีศักยภาพในการสร้าง Upside ต่อผลประกอบการอย่างชัดเจนในระยะกลาง โดยโครงการ Data Center ขนาด 96MW ของ BGRIM ยังคงดำเนินไปตามแผน และคาดว่าเฟส 1 และเฟส 2 จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ หรือ COD ในช่วงต้นปี 2570 และไตรมาส 2/2570 ตามลำดับ
โครงการดังกล่าวมีศักยภาพสร้างส่วนแบ่งกำไรให้ BGRIM ประมาณ 300-500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอได้รวมไว้ในประมาณการแล้ว คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.5 บาทต่อหุ้น นอกจากนี้ BGRIM ตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิต Data Center เป็น 300MW และมีกำลังการผลิตสำรองในกลุ่มลูกค้า IU มากกว่า 100MW ทำให้ธุรกิจ Data Center มีโอกาสเป็นแหล่งอุปสงค์ใหม่ที่มีความชัดเจนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การอนุมัติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2569 รวมถึงนโยบาย Direct PPA คาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดรอบการเติบโตใหม่ของ BGRIM โดยหาก PDP2569 ได้รับการอนุมัติภายในปีนี้ จะเปิดโอกาสให้บริษัทเข้าร่วมโครงการใหม่ ทั้งโครงการโซลาร์ชุมชนขนาด 300-500MW โครงการ Direct PPA ตลอดจนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแบบดั้งเดิมและพลังงานหมุนเวียน
สำหรับ Direct PPA นั้น BGRIM ได้จัดเตรียมที่ดินเพื่อรองรับโครงการแล้ว โดยตั้งเป้าหมายกำลังการผลิตประมาณ 500-600MW ขณะที่การขายสินทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในปี 2569 อาจช่วยเพิ่มเงินทุนสำหรับรองรับการลงทุนของบริษัทในอนาคต