ถ้าพูดถึงธุรกิจโรงแรม ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงอาจเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ เชนโรงแรมที่มีหลายสิบหรือหลายร้อยสาขา และต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก
แต่ Blu Monkey เลือกเริ่มจากอีกด้านหนึ่ง
แบรนด์นี้เริ่มต้นจากภูเก็ต โดยมีพื้นฐานมาจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก่อนจะเข้ามาทำโรงแรมขนาดเล็ก และลงมือพัฒนาและบริหารโรงแรมของตัวเองจริงๆ
วันนี้ Blu Monkey มีโรงแรมที่บริษัทลงทุนและบริหารเอง 4 แห่ง และมีโรงแรมเปิดให้บริการแล้ว 14 สาขาใน 6 จังหวัด
จากเดิมที่ขยายตัวไม่เกิน 3 สาขาต่อปี วันนี้บริษัทกำลังตั้งเป้าเปิดโรงแรมใหม่เฉลี่ย 10 แห่งต่อปี เป็นเวลา 5 ปี หรือประมาณ 50 แห่ง
คำถามจึงน่าสนใจว่า โรงแรมไซส์เล็กของ Blu Monkey ทำอะไรต่างจากคนอื่น และที่ผ่านมาเอาตัวรอดมาได้อย่างไร
Blu Monkey ดำเนินงานภายใต้ บริษัท แอทติจูดสเตย์ จำกัด โดยมีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ Attitude Club ในภูเก็ต
ก่อนจะมาทำ Blu Monkey บริษัทผ่านงานพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาหลายรูปแบบ ทั้งวิลล่า คอนโดมิเนียม พูลวิลล่า และเคยมีประสบการณ์บริหารโรงแรม Foto Hotel
จึงพูดได้ว่า Blu Monkey ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนที่เริ่มต้นทำโรงแรมเป็นครั้งแรก แต่เกิดจากการนำประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์มาลองตอบคำถามว่า ถ้ามีที่ดินหรืออาคารอยู่แล้ว จะทำอย่างไรให้สินทรัพย์นั้นสร้างรายได้จากธุรกิจโรงแรมได้
บริษัทเลือกเริ่มจากโรงแรมขนาดเล็ก เพราะมองว่าเหมาะกับตลาดที่ต้องการความคล่องตัว และไม่จำเป็นต้องลงทุนกับทุกอย่างเหมือนโรงแรมขนาดใหญ่
ปัจจุบันโรงแรมที่ Blu Monkey ลงทุนและบริหารเองมี 4 แห่ง ได้แก่ Blu Monkey Hub & Hotel Phuket และ Blu Monkey Boutique Samkong Phuket ในภูเก็ต ส่วนกระบี่มี Blu Monkey Pooltara Krabi Hotel and Villas และ Blu Monkey Phi Phi Island
โรงแรมทั้ง 4 แห่งนี้จึงเป็นจุดสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่บริษัททำเองตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงการ การออกแบบ การคุมต้นทุน หรือการบริหารโรงแรม

โรงแรมเล็ก จุดแข็งอยู่ที่ “ความคล่องตัว”
พศิน มณีศรี ผู้บริหาร Blu Monkey มองว่า การทำโรงแรมขนาดเล็กมีข้อดีตรงที่ไม่ต้องแบกโครงสร้างใหญ่เกินความจำเป็น การตัดสินใจทำได้เร็วกว่า โครงการใช้เวลาพัฒนาไม่ยาวมาก และสามารถควบคุมงบลงทุนได้ง่ายขึ้น
อีกเรื่องคือสินทรัพย์ที่นำมาพัฒนาไม่จำเป็นต้องเป็นที่ดินเปล่าอย่างเดียว อาคารเก่า หรือตึกที่มีอยู่แล้ว ก็สามารถนำมาปรับปรุงให้กลายเป็นโรงแรมได้
เมื่อทำได้ถูกวิธี โรงแรมจึงกลายเป็นอีกทางเลือกในการนำสินทรัพย์มาสร้างกระแสเงินสด แทนที่จะปล่อยให้ที่ดินหรืออาคารไม่ได้สร้างรายได้เต็มที่
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าขนาด คือการรู้ว่าจะ “ใส่อะไร” ลงไปในโรงแรม
Blu Monkey ไม่ได้พยายามทำให้โรงแรมมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกอย่าง แต่เลือกให้ความสำคัญกับสิ่งที่ลูกค้าใช้จริง เช่น เครื่องนอนที่มีคุณภาพ หรือขนมและเครื่องดื่มที่มีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
มุมมองของบริษัทคือ ลูกค้าไม่ได้ตัดสินว่าโรงแรมคุ้มค่าจากคำว่าแพงหรือถูกเพียงอย่างเดียว แต่ดูว่าสิ่งที่ได้รับเหมาะสมกับเงินที่จ่ายหรือไม่
จาก 4 โรงแรม สู่ 14 สาขา
หลังจากพัฒนาและบริหารโรงแรมของตัวเองมาเรื่อยๆ Blu Monkey ก็เริ่มมีคนเข้ามาสนใจโมเดลมากขึ้น ที่ผ่านมาบริษัทไม่ได้ขยายเร็วมาก การเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ไม่เกิน 3 สาขาต่อปี ส่วนใหญ่เกิดจากการแนะนำและการบอกต่อ
วันนี้ Blu Monkey มีโรงแรมเปิดให้บริการแล้ว 14 สาขาใน 6 จังหวัด โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้และภาคตะวันออก แต่จากนี้บริษัทกำลังจะเร่งมากขึ้น
เป้าหมายคือเปิดโรงแรมใหม่ประมาณ 10 แห่งต่อปีในช่วง 5 ปี หรือรวมประมาณ 50 แห่ง โดยตอนนี้มีโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมาย
พื้นที่ที่จะเห็นการขยายตัวมีทั้งกระบี่ ภูเก็ต ระยอง และกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นตลาดใหม่ของ Blu Monkey โดยวางไว้ในย่านบางนาและมีนบุรี

แล้วคนตัวเล็กอยู่รอดได้อย่างไร?
คำตอบของ Blu Monkey ไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่คือการพยายามไม่สร้างต้นทุนที่ตัวเองไม่จำเป็นต้องมี
เรื่องแรกคือคน บริษัทใช้ระบบ Multi-skill ให้พนักงานหนึ่งคนทำงานได้หลายหน้าที่ เพื่อให้ทีมไม่ใหญ่เกินไปและควบคุมต้นทุนคงที่
เรื่องที่สองคือการออกแบบ บริษัทมีทีม Branding และสถาปนิกเข้ามาช่วยตั้งแต่ต้น เพื่อดูว่าพื้นที่ส่วนไหนจำเป็น ส่วนไหนไม่จำเป็น และจะใช้พื้นที่อย่างไรให้คุ้มที่สุด
เรื่องที่สามคือการเลือกว่าจะลงทุนกับอะไร โดย Blu Monkey ไม่ได้ต้องการทำโรงแรมที่มีทุกอย่าง แต่เลือกใช้เงินกับจุดที่ลูกค้ารู้สึกได้จริง
ส่วนเรื่องการตลาด บริษัทมีทีม Sales & Marketing ทำงานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงใช้วิธี Barter หรือแลกเปลี่ยนทรัพยากรกับพันธมิตรในบางกรณี เพื่อลดค่าใช้จ่าย
ทั้งหมดนี้ทำให้โครงสร้างของโรงแรมเล็กลง และเมื่อโครงสร้างเล็ก การเปลี่ยนแปลงก็ทำได้ง่ายขึ้น บริษัทใช้ Design Thinking เข้ามาช่วยด้วย โดยเริ่มจากดูว่าปัญหาคืออะไร ทดลองแก้ แล้วดูผลก่อนนำไปใช้จริง
นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Blu Monkey สามารถอยู่ในตลาดมาได้ แม้จะไม่ได้มีขนาดหรือเงินลงทุนเท่ากับผู้ประกอบการรายใหญ่

เมื่อทำเองมาถึงจุดหนึ่ง ก็ต้องคิดว่าจะโตอย่างไร
การมีโรงแรมของตัวเอง 4 แห่งทำให้ Blu Monkey ได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ถ้าต้องการขยายจาก 14 สาขาไปถึง 50 สาขา การลงทุนและบริหารเองทุกแห่งก็อาจใช้เงินและเวลาไม่น้อย
ตรงนี้จึงเป็นที่มาของการนำ แฟรนไชส์ เข้ามาใช้เป็นช่องทางขยายธุรกิจ Blu Monkey มองว่าตัวเองมีสิ่งที่พร้อมนำไปช่วยผู้ประกอบการรายอื่น ตั้งแต่ทีม Branding ทีมออกแบบ ทีม Operation และทีม Sales & Marketing
เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่การขายชื่อ Blu Monkey แต่ต้องการเข้าไปช่วยเจ้าของที่ดินหรืออาคารที่อยากทำโรงแรม ตั้งแต่การดูตลาด ออกแบบโครงการ ไปจนถึงการบริหารโรงแรม
บริษัทวางรูปแบบไว้ 3 โมเดล ได้แก่ Blu Monkey Hub & Hotel สำหรับการสร้างใหม่, Blu Blue สำหรับการนำอาคารเดิมมารีโนเวต และ Blu Experience สำหรับทำเลที่มีเอกลักษณ์ เช่น ชายหาดหรือเชิงเขา ขนาดที่บริษัทแนะนำอยู่ที่ประมาณ 79 ห้อง พื้นที่อาคารรวมไม่เกิน 4,000 ตารางเมตร และความสูงไม่เกิน 7 ชั้น
จากจุดเริ่มต้นที่ภูเก็ต วันนี้ Blu Monkey จึงไม่ได้มองตัวเองแค่ในฐานะคนทำโรงแรมอีกต่อไป แต่กำลังพยายามนำสิ่งที่เรียนรู้จากโรงแรมของตัวเองมาทำเป็นระบบ เพื่อให้คนอื่นนำไปใช้ต่อได้
และเป้าหมาย 50 สาขาใน 5 ปี จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า โมเดลโรงแรมไซส์เล็กที่เริ่มต้นจากภูเก็ต จะสามารถเดินทางไปได้ไกลแค่ไหนในตลาดทั่วประเทศ
