แชร์ :

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่ผ่านมาหนึ่งในแคมเปญที่สร้างแรงกระแสให้ตลาดร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ถูกพูดถึงในหมู่ผู้บริโภคและนักสะสมคือการที่ เบอร์เกอร์คิง (Burger King) หยิบเอาอนิเมะนินจาขวัญใจมหาชนอย่าง “นารูโตะ” มาสร้างปรากฏการณ์จนยอดขายและขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างถล่มทลาย
ล่าสุด “เบอร์เกอร์คิง” ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมาด้วยการเดินหน้าตอกย้ำกลยุทธ์ Pop Culture Marketing อย่างต่อเนื่อง ด้วยการประกาศ Collaboration ครั้งใหญ่กับ IP ระดับตำนานที่ถูกจัดให้อยู่ใน Top 5 อนิเมะที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก (และยอดนิยมของคนไทย) อย่าง “ดราก้อนบอล” (Dragon Ball) เพื่อปลุกพลังซูเปอร์ไซย่าในตัวผู้บริโภคอีกครั้ง
คุณอานัส นลินวิลาวัณย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เบอร์เกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่เบอร์เกอร์คิงให้ความสำคัญ คือการทำให้แบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความสนใจและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับรสชาติและประสบการณ์ด้านอาหารในทุกเมนู ที่ผ่านมาเบอร์เกอร์คิงจึงมีกลยุทธ์ Collaboration กับแบรนด์พันธมิตรและ Pop Culture ที่หลากหลาย โดยเฉพาะการนำ Global IP และคาแรกเตอร์ที่ได้รับความนิยมในระดับโลกมาเชื่อมโยงกับเมนูและประสบการณ์ของเบอร์เกอร์คิง

ไม่ว่าจะเป็น NARUTO, Star Wars Mandalorian, Looney Tunes และ Paw Patrol ซึ่งแต่ละความร่วมมือสามารถเชื่อมโยงกับความสนใจของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ตั้งแต่กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ไปจนถึงกลุ่มครอบครัวและเด็ก ช่วยสร้างความสดใหม่ให้กับแบรนด์ พร้อมเปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้แบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสนุกผ่านคาแรกเตอร์ที่ชื่นชอบร่วมกัน ขณะเดียวกันยังช่วยให้เบอร์เกอร์คิงสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ และต่อยอดความสัมพันธ์กับผู้บริโภคให้เกิดการกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง”
ทำไมต้อง “ดราก้อนบอล” เปิด 3 ปัจจัยเบื้องหลังหมัดเด็ดเบอร์เกอร์คิง
การเลือก “ดราก้อนบอล” ผลงานชิ้นเอกของอาจารย์ “อากิระ โทริยามา” ที่โลดแล่นในวงการมาตั้งแต่ปี 1984 สยายปีกไปกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ถูกแปลไปแล้วกว่า 50 ภาษา เกิดจากการวิเคราะห์กลยุทธ์มาอย่างดีผ่าน 3 ปัจจัยหลัก
- แฟนคลับไทย เหนียวแน่น: จากความสำเร็จของงาน Dragon Ball Asia Tour ที่ไอคอนสยามที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เข้าชมและร่วมกิจกรรมอย่างล้นหลาม เป็นเครื่องยืนยันว่าฐานแฟนคลับในไทยมีพลังการซื้อสูงและพร้อมสนับสนุนแบรนด์ที่ดึงไอคอนนี้มาใช้
- ต่อยอดความสำเร็จจาก “นารูโตะ Model”: แคมเปญนารูโตะในปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นว่า พลังของแอนิเมะช่วยดันตัวเลขยอดขายรวมให้โตขึ้นถึง 10% และขยายฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 12-13% เบอร์เกอร์คิงจึงใช้สูตรความสำเร็จเดิมแต่เพิ่มดีกรีความยิ่งใหญ่ด้วย IP ที่มีฐานแฟนกว้างกว่าเดิม
- เชื่อมโยง Nostalgia สู่ความทรงจำวัยรุ่น: กลุ่มลูกค้าหลักของเบอร์เกอร์คิงคือ Gen Y (30-45 ปี) ซึ่งเป็นเจเนอเรชันที่เติบโตมาพร้อมกับการเฝ้าหน้าจอรอชมดราก้อนบอล การทำแคมเปญนี้จึงไม่ใช่แค่การขายอาหาร แต่คือการขาย “ประสบการณ์ที่ดีในวัยเยาว์” ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
จากเมนูสู่ของสะสม เมื่อ “วอปเปอร์” กลายร่างเป็น “ซูเปอร์ไซย่า”
ความพิเศษของแคมเปญนี้คือการทำ New Product Development (NPD) ที่หยิบเอกลักษณ์และพลังจากโลกของ DRAGON BALL มาตีความเป็น เมนูพิเศษครบครันทั้งคาวและหวาน นำโดย 3 เมนูเบอร์เกอร์ ประกอบด้วย
- ดราก้อนบอล ซูเปอร์ วอปเปอร์ จูเนียร์ เบอร์เกอร์ สีส้มจากผงปาปริก้า เสิร์ฟพร้อมเนื้อย่างไฟ ซอสชิลลี่มาโยญี่ปุ่น และเบคอนชีสคอยน์ 3 ชิ้น
- คาเมฮาเมฮา ดับเบิลชีสเบอร์เกอร์ ที่จัดเต็มเนื้อย่าง 2 ชิ้น อเมริกันชีส 2 แผ่น และซอสชิลลี่มาโยญี่ปุ่น
- ซูเปอร์ไซย่า วอปเปอร์ ที่มาพร้อมเนื้อย่างขนาด 5 นิ้ว เบคอนกรอบ อเมริกันชีส และซอสชิลลี่มาโยญี่ปุ่น พร้อมเสริมทัพด้วยเมนูทานเล่นอีกมากมาย

นอกจากเมนูอาหารแล้ว หัวใจสำคัญที่ทำให้เหล่านักล่าดราก้อนบอลต้องรีบพุ่งตัวไปที่ร้านคือ ฟิกเกอร์ลิขสิทธิ์แท้ 6 คาแรกเตอร์ ทั้ง Goku, Piccolo, Vegeta, Beerus และเวอร์ชัน Super Saiyan Blue ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นของสะสมระดับ Limited Edition ที่หาไม่ได้จากที่อื่นตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน – 18 ตุลาคม 2569

การจับมือครั้งนี้เบอร์เกอร์คิงวางเป้าหมายในการสร้าง “Engagement” และ “Frequency” โดยตั้งเป้าในการช่วยเพิ่มความถี่ จากเดิมลูกค้าเข้าร้านเฉลี่ย 2.3 ครั้งต่อเดือน เบอร์เกอร์คิงตั้งเป้าให้แคมเปญนี้ดันตัวเลขขึ้นอีก 15% หรือมากกว่า 3 ครั้งต่อเดือน ตลอดช่วง 6 สัปดาห์ของแคมเปญ พร้อมเพิ่มยอดจับจ่ายต่อบิลเพิ่มเป็น 300 บาทต่อบิล จากช่วยปกติที่มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 285 บาทต่อบิล นอกจากนี้ยังเป็นการใช้พลังของความชอบใน Pop Culture เป็นแม่เหล็กดึงลูกค้าที่ห่างหายไปนานให้กลับมาเห็นว่า “เบอร์เกอร์คิงในวันนี้เปลี่ยนไปและสนุกกว่าที่เคย”
คุณอานัส ยังบอกอีกว่า Insight ที่น่าสนใจจากปีที่ผ่านมาพบว่า กลุ่ม Gen Y ซึ่งเป็นฐานลูกค้าใหญ่สุด เริ่มมีครอบครัวและมีลูกเล็ก (อายุราว 1-3 ขวบ) แคมเปญอย่างดราก้อนบอลจึงกลายเป็น “สะพานเชื่อม” ที่ทำให้พ่อแม่ได้แชร์ความชอบของตัวเองให้ลูกๆ ได้สัมผัส กลายเป็นกิจกรรมครอบครัวที่เกิดขึ้นในร้านเบอร์เกอร์คิงทั้ง 107 สาขาทั่วประเทศ
แชร์ :
