‘จุฬาภรณ์’ เปิดนวัตกรรม CAR-T cell รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชูทางเลือกผู้ป่วยโรคกลับซ้ำ-ไม่ตอบสนองการรักษา

Published on 23 ก.ย. 2026

‘จุฬาภรณ์’ เปิดนวัตกรรม CAR-T cell รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชูทางเลือกผู้ป่วยโรคกลับซ้ำ-ไม่ตอบสนองการรักษา

เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นพ.ดำรงค์ สุกิจปัญญาโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพประชาชน เนื่องใน “วันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก” (World Lymphoma Awareness Day) ประจำปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “Stronger Together, Brighter Tomorrow : พลังแห่งความหวัง เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำโดย พญ.เอมวิภา ลือประสิทธิ์สกุล หัวหน้างานอายุรกรรมโลหิตวิทยาโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และทีมแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมโลหิตวิทยาและสหสาขา ร่วมให้ความรู้และถ่ายทอดแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

นพ.ดำรงค์ กล่าวว่า ในอดีตมะเร็งอาจถูกมองว่าเป็น “โรคแห่งความสิ้นหวัง” แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทั้งเทคโนโลยีการวินิจฉัยที่มีความแม่นยำและรวดเร็ว รวมถึงนวัตกรรมด้านการรักษา ทำให้มะเร็งไม่ได้หมายถึงข่าวร้ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นโรคที่มีความหวังในการรักษา โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับชนิดของโรค เพราะการเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงทีเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรคและผลลัพธ์การรักษา

“การให้ความรู้แก่ประชาชนจึงมีความสำคัญ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้เท่านั้น แต่ต้องช่วยกันถ่ายทอดต่อไปยังครอบครัว ญาติพี่น้อง และคนรอบข้าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความตระหนักเกี่ยวกับโรค นำไปสู่การสังเกตความผิดปกติและเข้ารับการรักษาได้อย่างรวดเร็ว” นพ.ดำรงค์ กล่าว

ด้าน พญ.เอมวิภา กล่าวว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นมะเร็งทางโลหิตวิทยาที่พบได้บ่อยที่สุดกลุ่มหนึ่ง โดยในภาพรวมของมะเร็งทางโลหิตวิทยา ถือเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อย ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับมะเร็งทุกชนิดที่พบในประเทศไทย มะเร็งต่อมน้ำเหลืองอยู่ในกลุ่มมะเร็งที่พบได้บ่อยประมาณอันดับ 8 ปัจจุบันมีผู้ป่วยประมาณ 4-5 แสนราย ทั้งนี้ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองไม่ได้เป็นโรคเพียงชนิดเดียว แต่ประกอบด้วยหลายชนิดและหลายกลุ่มย่อย ซึ่งมีลักษณะการดำเนินโรค ความรุนแรง การตอบสนองต่อการรักษา และพยากรณ์โรคแตกต่างกัน

พญ.เอมวิภา กล่าวว่า ความแตกต่างของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแต่ละชนิดมีความสำคัญต่อการรักษาอย่างมาก โดยบางชนิดเป็นกลุ่มที่มีความรุนแรงและมีการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยอาจมีก้อนโตขึ้นอย่างรวดเร็วและมีอาการเปลี่ยนแปลงภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน จึงจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและเข้าสู่การรักษาโดยเร็ว ขณะที่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดมีการแบ่งตัวช้า ผู้ป่วยอาจมีโรคอยู่เป็นเวลานานโดยแทบไม่มีอาการ หรืออาจสังเกตเห็นเพียงต่อมน้ำเหลืองโตเล็กน้อย ก่อนที่โรคจะค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นจนเริ่มแสดงอาการชัดเจน

“แม้มะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะเป็นโรคที่พบได้บ่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกรายจะมีอาการหรือความรุนแรงเหมือนกัน การประเมินชนิดของมะเร็งและอัตราการแบ่งตัวของเซลล์จึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะมีผลโดยตรงต่อการเลือกสูตรยาและแนวทางการรักษา รวมถึงการพิจารณานวัตกรรมการรักษาในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้” พญ.เอมวิภา กล่าว

พญ.เอมวิภา กล่าวว่า สำหรับประชาชน อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ การพบก้อนหรือต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ โดยเฉพาะก้อนที่โตต่อเนื่องหรือไม่ยุบลง รวมถึงอาการน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ และอาการผิดปกติอื่นๆ ที่เป็นต่อเนื่อง หากพบความผิดปกติควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุและวินิจฉัยให้ชัดเจน เนื่องจากการวินิจฉัยโรคได้เร็วจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาที่เหมาะสมได้เร็วขึ้น

“ถ้าพบว่ามีต่อมน้ำเหลืองโตหรือมีก้อนผิดปกติที่ไม่หายไป ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม ส่วนการตรวจเลือด ปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำให้ใช้การตรวจเลือดหรือค่ามะเร็งเฉพาะเพื่อคัดกรองมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในคนทั่วไปโดยตรง แต่การตรวจสุขภาพประจำปียังมีประโยชน์ เพราะมะเร็งบางชนิดอาจทำให้พบความผิดปกติของผลเลือด และนำไปสู่การตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม” พญ.เอมวิภา กล่าว

พญ.เอมวิภา กล่าวว่า ปัจจุบันแนวทางการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีความก้าวหน้ามากขึ้น ทั้งยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด และการรักษาด้วย CAR-T cell แต่การเลือกวิธีรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ระยะของโรค และข้อบ่งชี้ของผู้ป่วยแต่ละราย

พญ.เอมวิภา กล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ในการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด จะเริ่มจากการให้ยากระตุ้นเพื่อเพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์ จากนั้นเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดของผู้ป่วยไว้ ก่อนให้ยาเคมีบำบัดเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่ แล้วจึงนำสเต็มเซลล์ที่เก็บไว้กลับเข้าสู่ร่างกาย เพื่อช่วยให้ระบบสร้างเม็ดเลือดฟื้นตัว ส่วน CAR-T cell เป็นนวัตกรรมการรักษาที่นำเซลล์ T ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยมาแยกและผ่านกระบวนการดัดแปลงพันธุกรรม เพื่อให้สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้ ก่อนนำกลับเข้าสู่ร่างกาย โดยปัจจุบันมีการใช้ในผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ เช่น ผู้ป่วยที่โรคกลับเป็นซ้ำหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน

พญ.เอมวิภา กล่วว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดสามารถตอบสนองต่อการรักษาได้ดีและเข้าสู่ภาวะโรคสงบได้ ขณะที่บางชนิดอาจมีโอกาสกลับเป็นซ้ำ จึงจำเป็นต้องติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง โดยแพทย์จะประเมินแนวทางการรักษาและการติดตามให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

พญ.เอมวิภา กล่าวว่า การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองจึงไม่ใช่การรักษาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งสำหรับผู้ป่วยทุกคน แต่ต้องพิจารณาตามชนิดและพฤติกรรมของโรคเป็นสำคัญ ดังนั้น การรู้จักสังเกตอาการผิดปกติและเข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาที่เหมาะสมได้เร็วขึ้น