ธงปาเลสไตน์ ผู้อพยพ และการต่อรองอำนาจการต่อสู้นอกสนามของแฟนฟุตบอล Celtic F.C.

Published on 16 ก.ย. 2026

หากพูดถึงชีวิตแฟนฟุตบอล เป้าหมายสำคัญที่สุดคือต้องการให้ทีมรักประสบความสำเร็จหรือชนะการแข่งในสนาม เพียงแค่นี้ชีวิตเราก็มีความสุขสมหวัง ได้หยอกล้อกับเพื่อนๆ ที่เป็นแฟนทีมอื่นอย่างสนุกสนาน

แต่ชีวิตแฟนสโมสรฟุตบอลเซลติก (Celtic F.C.) ทีมยักษ์ใหญ่จากเมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ที่เพิ่งคว้าแชมป์ในฤดูกาลล่าสุดมาครองเป็นสมัยที่ 56 กลับมีเรื่องนอกสนามแข่งให้ต่อสู้อย่างเข้มข้น ทั้งเรื่องการเมืองระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสงครามและการเมือง ลามไปถึงปัญหาความสัมพันธ์ของแฟนบอลกับผู้บริหารสโมสร ซึ่งเป็นประเด็นท้าทายในโลกฟุตบอลสมัยใหม่

แล้วทำไมแฟนบอลต้องต่อสู้กับเรื่องนอกสนาม?

บทความนี้จึงพาทุกท่านไปรู้จักเรื่องราวของสโมสรฟุตบอลเซลติก เพื่อย้อนดูเส้นทางการต่อสู้นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของสโมสรที่เชื่อมโยงมาถึงปัจจุบัน

ทีมฟุตบอลเพื่อผู้อพยพ

กว่าจะมาเป็นทีมยักษ์ใหญ่ของฟุตบอลลีกสกอตแลนด์ในปัจจุบัน เซลติกมีจุดเริ่มต้นที่ย้อนแย้ง พวกเขาไม่ได้เกิดจากการรวมตัวกันของคนชาติสกอตแลนด์ แต่เกิดเพื่อผู้อพยพชาวไอร์แลนด์

นับตั้งแต่ยุคกลาง อังกฤษเริ่มแผ่ขยายอำนาจเข้าครอบครองไอร์แลนด์มาหลายศตวรรษ ก่อนจะเข้มข้นขึ้นในยุคราชวงศ์ทิวดอร์ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ด้วยการยึดที่ดิน และผลักดันให้ชาวไอริชหันมานับถือนิกายโปรเตสแตนต์ตามการปฏิรูปศาสนาของอังกฤษ ต่อมาในปี ค.ศ.1801 อังกฤษได้ออกกฎหมาย Act of Union เพื่อผนวกรวมไอร์แลนด์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ ‘สหราชอาณาจักร’ (United Kingdom) อย่างเป็นทางการ

หลังการเข้ายึดครอง ชาวไอริชที่นับถือศาสนาคาทอลิกต้องทนถูกกดขี่จากรัฐบาลอังกฤษ ทั้งการออกกฎหมายลงโทษชาวไอริชคาทอลิกที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา ด้วยการตัดสิทธิทางการเมือง ห้ามรับราชการ และที่สำคัญที่สุดคือการยึดที่ดินทำกินของชาวคาทอลิกไปมอบให้กับชาวโปรเตสแตนต์แทน

เมื่อถูกเอารัดเอาเปรียบทุกรูปแบบ ชาวไอริชจำนวนมากจึงตัดสินใจอพยพครอบครัวมาที่สกอตแลนด์เพื่อทำงานสร้างตัวและหวังว่าจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่

แต่พวกเขาก็คิดผิด เพราะที่สกอตแลนด์ ผู้อพยพชาวไอริชกลับมีชีวิตที่ลำบาก เปรียบเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง อาศัยอยู่ในที่แออัดและต้องเจอกับโรคระบาด ต้องเจอความเกลียดชังและเลือกปฏิบัติจากชาวสกอตบางกลุ่ม ซึ่งมองว่าชาวไอริชเข้ามาแย่งงาน

ท่ามกลางความทุกข์ที่ถาโถม กีฬาฟุตบอลก็เข้ามา

นักบวชคาทอลิก Brother Walfrid และกลุ่มผู้ก่อตั้งเห็นถึงชีวิตที่ยากลำบากของผู้อพยพไอริชที่อยู่ในเมืองกลาสโกว์ จึงก่อตั้งสโมสรฟุตบอลเซลติกอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 1887 เพื่อระดมทุนจัดหาอาหารช่วยเหลือผู้อพยพชาวไอริช มีสีประจำตัวสโมสรคือสีเขียวและขาว สีเขียวเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ของประเทศไอร์แลนด์และชุมชนชาวคาทอลิกดั้งเดิม ในขณะที่สีขาวเป็นตัวแทนของสันติภาพ ซึ่งทั้งสองสีนี้เป็นองค์ประกอบหลักบนธงชาติไอร์แลนด์ โดยโลโก้สโมสรในยุคแรกคือ ‘กางเขนสีเขียว’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ก่อนจะเปลี่ยนเป็นใบโคลเวอร์สี่แฉกในปัจจุบัน

ภาพโลโก้สโมสรเซลติก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ที่มาจาก Logos-World

จากยุคแรกที่ก่อตั้งเพื่อหาเงินช่วยค่าอาหาร แต่ต่อมาสโมสรแห่งนี้เดินทางไปไกลกว่านั้น ทุกครั้งที่นักเตะลงสนาม เหล่าแฟนบอลจะตะโกนเชียร์อย่างสุดเสียง เซลติกกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้อพยพไอริชที่เคยบอบช้ำและโดดเดี่ยวในแผ่นดินสกอตแลนด์

ผลงานในสนามของเซลติกทำได้ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งคว้าแชมป์สกอตติชคัพ (Scottish Cup) ได้เป็นครั้งแรกในปี 1892 และปีถัดมาก็คว้าแชมป์สูงสุดของสกอตแลนด์ (Scottish League Championship) สมัยแรก และก้าวสู่การเป็นทีมยักษ์ใหญ่ของสกอตแลนด์คู่กับทีมกลาสโกว์ เรนเจอร์ส (Rangers F.C.) จนถึงปัจจุบัน

จากศูนย์รวมจิตใจของผู้อพยพชาวไอริชในช่วงก่อตั้งสโมสร กลายเป็นอุดมการณ์ที่ติดตัวแฟนบอลเซลติกอย่างต่อเนื่อง และพวกเขานำความเจ็บปวดที่ได้รับในอดีต มาใช้เป็นแรงผลักดันในการต่อสู้กับคู่แข่งนอกสนาม

การต่อสู้นอกสนามและจุดยืนที่เปลี่ยนไม่ได้

บนอัฒจันทร์ในสนาม Celtic Park คือพื้นที่แสดงตัวตนและจุดยืนทางการเมืองเพื่อผู้ถูกกดขี่อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 1952 หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของสโมสรคือ เรื่อง ‘วิกฤตธงชาติไอริช’ (The Flag Flutter) ซึ่งมีที่มาจากการแข่งขันระหว่าง เซลติก และ เรนเจอร์ส ดาร์บี้นัดสำคัญของเมืองกลาสโกว์ที่แฟนบอลปะทะกันอย่างหนัก จนมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ส่งผลให้สมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์ซึ่งนำโดย จอร์จ เกรแฮม (George Graham) เลขาธิการสมาคม โดยเขามีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม Orange Order องค์กรของชาวโปรเตสแตนต์ที่ต่อต้านชาวคาทอลิก ออกคำสั่งให้เซลติกห้ามติดธงชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ในสนามเด็ดขาด และกำชับว่าหากไม่ทำตาม สโมสรจะถูกห้ามแข่งในลีกสกอตแลนด์อีกต่อไป

แทนที่จะยอมถอยเพื่อความอยู่รอด แต่เซลติกไม่ยอม เซอร์ รอเบิร์ต เคลลี (Sir Robert Kelly) ประธานสโมสรในขณะนั้น โต้แย้งว่า ธงชาติไอร์แลนด์คือธงชาติของรัฐอธิปไตยที่ได้รับการรับรองในระดับสากล และสนาม Celtic Park คือพื้นที่ส่วนบุคคล การประดับธงชาติไว้ในสนามจึงไม่ผิดกฎหมายข้อไหน และโต้กลับสมาคมว่า ทางสโมสรยอมออกจากลีกฟุตบอลสกอตแลนด์ดีกว่ายอมทรยศต่อรากเหง้าของแฟนบอล

คำขู่กลับทำให้สมาคมฯ และสโมสรอื่นในลีกต้องกังวลใจ เพราะเซลติกคือหนึ่งในสโมสรที่มีฐานแฟนบอลจำนวนมาก และมีส่วนในการสร้างรายได้ให้สโมสรอื่นจากการขายตั๋วแข่งขัน หากถอนตัวย่อมกระทบต่อวงการฟุตบอลสกอตแลนด์อย่างแน่นอน จนสุดท้าย ทางสมาคมก็ต้องยอมและระงับคำสั่งดังกล่าว ธงชาติไอร์แลนด์จึงได้โบกสะบัดในสนามฟุตบอล Celtic Park จนถึงปัจจุบัน

นอกจากเหตุการณ์นี้ แฟนบอลเซลติกยังแสดงออกทางการเมืองผ่านสนามฟุตบอลในหลายเหตุการณ์ ทั้งการต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ สนับสนุนขบวนการปลดแอกของชาวบาสก์ (Basque Country) ที่ต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากสเปน เนื่องจากเข้าใจถึงความรู้สึกของผู้ถูกกดขี่เหมือนที่ชาวไอริชโดนมาก่อน

รวมถึงมีกลุ่มแฟนบอล Green Brigade กลุ่มแฟนบอลระดับฮาร์ดคอร์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 เป็นกลุ่มกองเชียร์ที่สร้างสีสันในสนาม ทั้งการจุดพลุ ร้องเพลงเชียร์เสียงดังกระหึ่ม และการชูป้ายผ้าขนาดใหญ่ พวกเขามีจุดยืนในการต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์และการเหยียดเชื้อชาติอย่างชัดเจน ในสนาม Celtic Park มีการทาสีกำแพงและข้อความว่า “CREATED BY IMMIGRANTS REFUGEES WELCOME” (สโมสรที่สร้างโดยผู้อพยพ ยินดีต้อนรับผู้ลี้ภัย)

ด้วยอุดมการณ์ที่แข็งแกร่งของแฟนฟุตบอลเช่นนี้ ได้สร้างภาพลักษณ์ให้แฟนบอลทั่วโลกได้รับรู้ว่า ‘เซลติก’ คือสโมสรที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่ในเวลาต่อมา จุดยืนของแฟนฟุตบอลกลับสร้างปัญหาใหญ่ให้กับสโมสร

โดนลงโทษ เพราะแสดงจุดยืน

ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่มีมายาวนาน จากการแย่งชิงสิทธิเหนือดินแดน จนนำไปสู่การอพยพครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์ในปี 1948 หลังจากนั้น มีข่าวความขัดแย้งและสงครามเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับมุมมองของแฟนบอลเซลติก พวกเขาเลือกอยู่ฝั่งปาเลสไตน์ เพราะเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องพลัดพรากจากแผ่นดินเกิด

ในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ปี 2016 เซลติกเปิดบ้านพบกับฮาโปเอล เบียร์ เชวา (Hapoel Be’er Sheva) จากประเทศอิสราเอล กลุ่มแฟนบอล Green Brigade ชูธงชาติปาเลสไตน์นับร้อยผืนบนอัฒจันทร์ ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าพวกเขาคิดเห็นอย่างไรกับความขัดแย้งครั้งนี้ ซึ่งถือเรื่องปกติของแฟนบอลในสนามแห่งนี้

        แฟนบอล Green Brigade ชูธงชาติปาเลสไตน์ในสนามแข่งระหว่างเซลติกกับสโมสรจากอิสราเอล
ที่มาจาก The Sun

แต่หลังจบเกม เรื่องไม่ปกติก็เกิดขึ้น เพราะ UEFA หรือสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป มองว่าการชูธงชาติปาเลสไตน์ผิดกฎการแข่ง ห้ามการแสดงออกทางการเมือง และลงโทษปรับเงินประมาณ 8,616 ปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 380,000 บาท พร้อมย้ำว่าสโมสรต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมแฟนบอลอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษา ‘ความเป็นกลางทางการเมือง’

อย่างไรก็ตาม มีสื่อหลายสำนักได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า ความพยายามเป็นกลางของ UEFA นั้นดูไม่เป็นกลางจริง เพราะขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานของมหาอำนาจชาติตะวันตก พร้อมยกตัวอย่าง ‘วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน’ ที่องค์กรอย่าง UEFA และ FIFA ไม่เพียงอนุญาตให้ชูธงยูเครน แต่ยังสั่งแบนสโมสรจากรัสเซียอีกด้วย แต่กรณีของปาเลสไตน์และอิสราเอล UEFA กลับเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร และมุ่งลงโทษสโมสรที่แฟนบอลแสดงสัญลักษณ์สนับสนุนปาเลสไตน์แทน

สู้กลับ ยืนหยัดด้วยอุดมการณ์

หลังจากที่สโมสรจ่ายค่าปรับให้ UEFA ไปแล้ว กลุ่มแฟนบอล Green Brigade อยากสู้กลับและประกาศให้โลกได้รับรู้ว่า พวกเขาไม่ผิด และขอเดินหน้าช่วยเหลือผู้อพยพชาวปาเลสไตน์มากกว่าแค่โบกธงในสนาม

พวกเขาเปิดแคมเปญระดมทุนบนแพลตฟอร์ม GoFundMe ชื่อ #MatchTheFineForPalestine ซึ่งในตอนแรกพวกเขาตั้งเป้าหมายว่าจะระดมทุนให้ได้ยอดเงินเทียบเท่าค่าปรับที่ UEFA ปรับสโมสร แต่ยอดบริจาคกลับพุ่งทะลุถึง 176,076 ปอนด์ (ราว 7.74 ล้านบาท)

เงินที่ได้รับทางกลุ่มมอบให้แก่ Medical Aid for Palestinians (MAP) ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ในพื้นที่เปราะบางอย่างฉนวนกาซาและเลบานอน ส่วนที่สองมอบให้แก่ Lajee Center ซึ่งเป็นศูนย์วัฒนธรรมสำหรับเยาวชนในค่ายผู้ลี้ภัย

นอกจากนั้น ยังนำเงินไปก่อตั้งสโมสรฟุตบอลเยาวชนให้ผู้อพยพในชื่อ ‘Aida Celtic’ (ปัจจุบันคือ Lajee Celtic) ในปี 2019 เพื่อให้ชาวปาเลสไตน์ในค่ายผู้ลี้ภัยมีพื้นที่ในการเล่นกีฬา ผ่อนคลายจากความตึงเครียด รวมถึงเป็นความหวังท่ามกลางบรรยากาศสงครามที่โหดร้าย

การโดนค่าปรับเพราะโบกธงชาติในสนาม ได้กลายเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ช่วยเหลือผู้อพยพอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริงเพราะแฟนบอลเซลติกไม่อยากให้คนรุ่นหลังในโลกนี้ ไม่ว่าเชื้อชาติไหนก็ตามต้องมาเจอความรู้สึกเช่นเดียวกับพวกเขา โดยแคมเปญจบลงด้วยดี แต่การต่อสู้ของแฟนบอลยังไม่จบเพียงแค่นี้

เมื่อคู่ต่อสู้คือคนของสโมสร

เมื่อความขัดแย้งของอิสราเอลกับปาเลสไตน์ปะทุขึ้นอีกครั้งในปี 2023 เรื่องราวในสนาม Celtic Park ก็กลับมาเดือดอีกครั้ง

วันที่ 7 ตุลาคม 2023 ภายหลังเหตุการณ์กลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอล ในเกมที่เซลติกพบกับคิลมาร์น็อค (Kilmarnock F.C.) กลุ่ม Green Brigade ชูป้ายข้อความ “Free Palestine” และ “Victory to the Resistance” บนอัฒจันทร์เช่นเดิม แต่ครั้งนี้คนที่เดือดดาลไม่ใช่ UEFA แต่เป็นผู้บริหารสโมสร

ย้อนกลับไปปี 1994 สโมสรมีการเปลี่ยนรูปแบบการบริหาร โดย Fergus McCann นักธุรกิจชาวสกอต-แคนาดา ได้เข้ามาเทกโอเวอร์และปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ทั้งหมด โดยแปลงสภาพสโมสรให้กลายเป็นบริษัทมหาชนจำกัด (PLC – Public Limited Company) ที่มีการซื้อขายหุ้นเหมือนกับสโมสรอื่นๆ ตามยุคทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ ซึ่งต้องคำนึงถึงผลกำไรมากขึ้น รักษาความมั่นคงทางการเงิน และปกป้องภาพลักษณ์องค์กร

กลับมาที่ปัจจุบัน ด้วยโครงสร้างในโลกธุรกิจที่ต้องรักษาไว้ ทั้งเรื่องรายได้และความกดดันจากผู้ถือหุ้น ผู้บริหารสโมสรจึงไม่เห็นด้วยที่แฟนบอลกลุ่ม Green Brigade แสดงออกเคียงข้างปาเลสไตน์ จึงออกแถลงการณ์ประณาม พร้อมย้ำจุดยืนว่าสโมสรไม่ใช่พื้นที่ทางการเมือง และข้อความบนอัฒจันทร์ไม่ได้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ขององค์กร

ทว่า แฟนบอลก็ยังยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด วันที่ 25 ตุลาคม 2023 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกที่พบกับแอตเลติโก มาดริด แม้สโมสรจะออกจดหมายขอความร่วมมือล่วงหน้า ห้ามนำธงที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางเข้าสู่สนาม แต่แฟนบอลนับพันกลับชูธงชาติปาเลสไตน์เหมือนเดิม จนภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก

การโบกธงปาเลสไตน์ในนัดที่พบกับแอตเลติโก มาดริด
ที่มาจาก Reuters

เมื่อไม่ได้รับการตอบรับ สโมสรจึงประกาศระงับตั๋วปีของสมาชิกกลุ่ม Green Brigade กว่า 200 รายอย่างไม่มีกำหนด และชี้แจงว่า การลงโทษครั้งนี้ไม่ได้เป็นผลจากการชูธงปาเลสไตน์ แต่เป็นผลจากพฤติกรรมที่ไม่สามารถยอมรับได้ เช่น การจุดพลุ การพังประตูหนีไฟ การแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ฯลฯ ในขณะที่กลุ่มแฟนบอลโต้กลับว่า เป็นเพียงข้ออ้างของผู้บริหารที่ต้องการลงโทษจากการแสดงจุดยืนสนับสนุนชาวปาเลสไตน์มากกว่า

แม้ว่าหลังจากการเจรจาจบลง สโมสรจะตัดสินใจยกเลิกการแบนกลุ่ม Green Brigade ให้กลับเข้าสนามได้อีกครั้ง ในช่วงปลายปี 2023 แต่ความขัดแย้งระหว่างแฟนบอลกับผู้บริหารก็ฝังรากลึกไปมากกว่านั้น

สู้เพื่อทวงคืนอำนาจ

หลังจากประเด็นการเมือง แฟนบอลเริ่มขยับการต่อสู้เป็นเรื่องการบริหารสโมสร

ในช่วงปี 2025 แฟนบอลเปิดฉากวิจารณ์ฝ่ายบริหารเรื่องราคาบัตรเข้าชม โดยประกาศว่าสโมสรกำลังจะขึ้นราคาบัตรฤดูกาล 25/26 อย่างน้อย 5% ทั้งที่ราคาเดิมก็สูงเกินสมควรอยู่แล้ว พร้อมตั้งคำถามต่อกระบวนการจัดสรรตั๋วเข้าชมของสโมสรที่ไม่เป็นธรรม และไม่มีความโปร่งใสเลยว่าโควตาตั๋วถูกจัดสรรอย่างไร

ต่อมาเดือนตุลาคม 2025 นอกจากเรื่องราคาบัตรแล้ว ยังมีประเด็นการบริหารงานเรื่องนโยบายซื้อขายนักเตะ ผลงานในสนามที่ย่ำแย่ กรรมการอิสระที่อยู่นานเกินไป สนามแข่งที่ถูกละเลย ฯลฯ กลุ่ม Celtic Fans Collective ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มแฟนบอล จึงทนไม่ไหวเปิดตัวแคมเปญ ‘Not Another Penny’ ที่จะส่งเสียงเชียร์นักเตะในสนามอย่างเต็มที่ แต่จะคว่ำบาตรการซื้อสินค้าทุกอย่างของสโมสรทุกอย่าง ทั้งเสื้อแข่ง อาหารในสนาม ของที่ระลึก ฯลฯ ซึ่งส่งผลต่อผลกำไรของผู้บริหาร

ความขัดแย้งระหว่างแฟนบอลและผู้บริหารยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของสโมสรในเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่กลายเป็นสมรภูมิเดือด ท่ามกลางการตั้งคำถามของแฟนบอลที่กำชับว่า หากบอร์ดบริหารยังคงลดทอนคุณค่าของพวกเขาให้เป็นแค่ ‘ลูกค้า’ ที่คอยป้อนรายได้ให้บริษัท พวกเขาก็พร้อมจะใช้อำนาจของผู้บริโภคในการตัดท่อน้ำเลี้ยงตามแคมเปญ Not Another Penny จนในที่สุด ปีเตอร์ ลอว์เวลล์ (Peter Lawwell) ประธานสโมสร ต้องสั่งระงับและยกเลิกการประชุมกลางคัน

แรงกดดันมหาศาลจากเครือข่ายแฟนบอลถาโถมเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการประท้วงในสนามและการ คว่ำบาตร บวกกับผลงานในสนามที่ย่ำแย่ การลาออกของผู้จัดการทีม Brendan Rodgers ฯลฯ ทำให้บอร์ดบริหารตกอยู่ในสถานการณ์กดดันรอบด้าน จนในท้ายที่สุด วันที่ 17 ธันวาคม 2025 ปีเตอร์ ลอว์เวลล์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสร โดยแถลงการณ์ของเขาระบุว่าสาเหตุหลักคือการถูกคุกคามและข่มขู่จากบางฝ่ายที่เพิ่มขึ้นจนเกินจะรับไหว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันที่แฟนบอลรวมตัวกันสร้างขึ้นนั้น เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สั่นคลอนอำนาจของผู้บริหารสโมสร

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 1887 ที่เซลติกเกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้อพยพชาวไอริช สู่เรื่องราวในสนาม Celtic Park ที่ยังคงเป็นพื้นที่แห่งการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เพื่อผู้ถูกกดขี่ในต่างแดน หรือการเจรจาต่อรองอำนาจกับผู้บริหารในสโมสร สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 140 ปี อุดมการณ์ที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่วันก่อตั้งไม่เคยจางหายไปจากใจแฟนบอล

เรื่องราวของเซลติกจึงไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์ของสโมสรฟุตบอลแห่งหนึ่ง แต่คือภาพสะท้อนของการปะทะกันของ ‘จิตวิญญาณของชุมชน’ ที่แฟนบอลยึดถือ กับโลกการเมืองระหว่างประเทศและ ‘หลักการของธุรกิจ’ ที่ผู้บริหารยึดมั่น และตราบใดที่โลกนี้ยังมีกีฬาฟุตบอลแข่งขันอยู่ การต่อสู้นอกสนามของแฟนบอลก็ยังคงดำเนินต่อไปแบบนี้ไม่มีวันจบสิ้น


อ้างอิง

McFarlane, P. (2026). The making and meaning of Celtic FC and Notre Dame Football, 1887-1931: critically comparing two sporting institutions in their national and diasporic context. Sport in History, 46(1), 98-125. https://doi.org/10.1080/17460263.2025.2512411

Ponton, D. (2014). Paying the penalty for dishonesty: Evaluative language in Scottish football. Brno Studies in English, 40(1). https://doi.org/10.5817/BSE2014-1-10

Bradley, J. M. Facets of the Irish diaspora: ‘Irishness’ in 20th century Scottish society.

Hand in hand – Celtic, ‘Created by Immigrants’ and United Glasgow FC, ‘Refugees Welcome’

Green Brigade Unveil New ‘Refugees Welcome’ Painting Inside Celtic Park

Who Are the Green Brigade, the Celtic Fans Raising Money for Palestine?

Lajee Celtic

Green Brigade release statement after ticket price protest

Peter Lawwell: Celtic chairman to step down from board following ‘intolerable’ abuse and threats

Celtic fans target merchandising and catering with ‘not another penny’ protest

Celtic AGM abandoned after 25 minutes as supporters heckle board members

Celtic break silence on Palestine banner display with strong statement condemning supporter group

Celtic F.C. ชาวปาเลสไตน์ ประวัติศาสตร์ฟุตบอล ปาเลสไตน์ ฟุตบอล ฟุตบอลกับการเมือง สโมสรฟุตบอลเซลติก อิสราเอล-ปาเลสไตน์ อิสราเอลปาเลสไตน์ โกษม โกยทอง

เรื่อง: โกษม โกยทอง

จบการศึกษาปริญญาตรี เทคโนโลยีสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ปริญญาโทนิเทศศาสตร์ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (Nida) สนใจประเด็นการสื่อสารทางการเมือง การเคลื่อนไหวทางสังคม พ่อลูกหนึ่งที่ใฝ่ฝันอยากให้ลูกเติบโตในประเทศไทยที่ไม่มีรัฐประหารอีกต่อไป