
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DAOL ระบุในบทวิเคราะห์ ให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว “มากกว่าตลาด” (Overweight) โดยมองบวกต่อแนวโน้มในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน เนื่องจากคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยหนุนหลักมาจากการที่สายการบินต่างๆ ทยอยเปิดเส้นทางบินใหม่และเพิ่มเที่ยวบินในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2569 ลากยาวไปจนถึงเดือนเมษายน 2570 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเที่ยวบินตรงจากอเมริกาและยุโรปมุ่งสู่กรุงเทพฯ รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยวหลักอย่างกระบี่และภูเก็ต
ทั้งนี้ สอดคล้องกับข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เตรียมกระตุ้นตลาดในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีด้วยอีเวนต์ใหญ่และเทศกาลต่างๆ เพื่อผลักดันรายได้รวมการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ให้ถึง 2.7 ล้านล้านบาท และหนุนนักท่องเที่ยวต่างชาติแตะ 33 ล้านคนตามเป้าหมาย โดยในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม มีสายการบินราว 10 แห่งเตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่มายังไทย อาทิ ลอตโปแลนด์แอร์ไลน์, เวอร์จินแอตแลนติก, เบลาเวีย, ลูงแอร์, เอสเอเอส สแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ รวมถึงสายการบินเวียตเจ็ท และอื่นๆ ที่เปิดบินตรงสู่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ กระบี่ และภูเก็ต
โดยฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า หุ้นที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดตามสัดส่วนโรงแรมในประเทศจากมากไปน้อย ได้แก่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT และ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR สำหรับประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32 ล้านคน ลดลง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะอยู่ที่ 4.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านกลยุทธ์การลงทุน บล.ดาโอ แนะนำ “ซื้อ” CENTEL ให้ราคาเป้าหมายที่ 48.00 บาท โดยมีปัจจัยหนุนจากรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมที่เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดจองล่วงหน้าในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และในไตรมาส 4 ยอดจองล่วงหน้าเติบโตระดับสองหลักเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้คาดว่าแนวโน้มกำไรไตรมาส 4 จะฟื้นตัวอย่างโดดเด่น และปัจจุบันซื้อขายที่ EV/EBITDA เพียง 13 เท่า
นอกจากนี้ ยังแนะนำ “ซื้อ” ERW ให้ราคาเป้าหมายที่ 4.20 บาท รับอานิสงส์ยอดจองล่วงหน้าในไตรมาส 3 ที่คาดว่า RevPAR จะเติบโตราว 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจากฐานที่ต่ำ ประกอบกับในไตรมาส 4 จะมีงานระดับโลก เช่น การประชุม World Bank และ IMF ในเดือนตุลาคม รวมถึงเทศกาลดนตรี Tomorrowland ในเดือนธันวาคม ซึ่งผลักดันให้ยอดจองเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนอัตราการเข้าพักพุ่งสูงถึง 80% แล้ว ปัจจุบันซื้อขายบนค่า PER ที่ 20 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ราว 25 เท่า
Back to top button