ฝนเกือบ 300 มิลลิเมตรภายใน 48 ชั่วโมง ทำให้กรุงเทพฯ ถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติครบทั้ง 50 เขตในวันที่ 26 กันยายน 2026 ขณะที่อีกฟากของโลก NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) ของสหรัฐอเมริกา ประเมินว่า El Niño รอบนี้มีโอกาสกว่า 90% ที่จะรุนแรงมาก และอาจแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1950 ท่วมปีนี้ ร้อนปีหน้า ธรรมชาติกำลังลงโทษเราแบบเหมาเข่ง ไม่ได้รอใครพร้อม ฝนที่ตกมาก็หาทางที่จะระบายออกไปได้ตามช่องต่างๆ ที่ธรรมชาติมี รวมถึงหลากไปตาม ‘การตัดสินใจ’ ของคน มีคนที่ได้รับผลกระทบน้อย กับคนที่ต้องทุกข์ทนกับความสูญเสีย แม้ว่าจะดูเหมือน Climate Change เป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องช่วยกัน แต่กลับมีบางปัจจัยที่ทำให้ความรับผิดชอบ หรือคนที่รับผลกลับเป็นแค่คนบางกลุ่มเท่านั้น หากมองไปที่นโยบายโลกที่ถูกเขียนขึ้นมารับมือก็จะเห็นความไม่เท่าเทียมดังกล่าวอย่างเข้มข้นเช่นกัน วันนี้ผลกระทบสิ่งแวดล้อมมากระทบถึงหน้าบ้านแล้ว วันไหน หรืออีกนานไหมที่ผลกระทบเหล่านี้จะส่งตรงถึงโรงงาน …โดยที่ไม่ใช่แค่นโยบายหรือมิติของเศรษฐกิจ แต่เป็นความเสียหายทางกายภาพที่ใครหลายคนอาจจะไม่อยากนึกถึงก็เป็นได้
Table of Contents
- ‘ท่วมมิดปีนี้ ร้อนเผาปีหน้า’ บทลงโทษที่ธรรมชาติไม่ได้ถามว่าใครเป็นคนทำ
- 10 ปีหลัง Paris Agreement กับการปล่อยคาร์บอนของโลกที่ยังทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง
- ‘การเลือกปฏิบัติ’ โฉมหน้าแท้จริงเมื่อปัญหามาถึงที่
- มือถือสาก ปากถือศีล: นโยบายความยั่งยืนที่ไม่ ‘ต่างตอบแทน’ อย่างเหมาะสม
- ‘ข้อบังคับ’ มาก่อนอย่างรีบเร่ง ในขณะที่เงินชดเชยมาพร้อมกับ ‘ลีลาและเงื่อนไข’
- โลกยุคใหม่กับการ ‘Optimize’ นโยบายและการดำเนินการด้านความยั่งยืน
- ทุกคน คือ ‘ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย’ ที่เริ่มเปลี่ยนโลกได้ตั้งแต่วันนี้โดยไม่ต้องรอใคร
- สำหรับมิติที่เล็กที่สุด ทุกคนเริ่มได้จากสิ่งที่จ่ายและสิ่งที่พูด
- สำหรับภาคธุรกิจ เหตุผลที่ต้องขยับคือตลาด ไม่ใช่แค่กฎหมาย
- สำหรับหน่วยระดับโครงสร้าง งานคือสร้างเงื่อนไขให้หน่วยเล็กขยับได้จริง
‘ท่วมมิดปีนี้ ร้อนเผาปีหน้า’ บทลงโทษที่ธรรมชาติไม่ได้ถามว่าใครเป็นคนทำ
สัปดาห์ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลจำนวนมากไม่อาจหลับตาลงได้ โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ที่น้ำเริ่มขังตั้งแต่เย็นวันศุกร์ ไหนจะการประกาศสถานการณ์ที่ล่าช้าไปเป็นวัน ไหนจะภาพชาวแฟลตคลองจั่นและเคหะร่มเกล้าที่เล่ากับบีบีซีไทยว่าต้อง ‘รองน้ำฝนใช้ ถูกตัดไฟ อาหารใกล้หมด’ บางพื้นที่น้ำลดเร็ว บางพื้นที่น้ำกลับเพิ่มในเวลาเดียวกัน และต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 วันในการระบายหลังฝนหยุด นอกจากนี้ยังต้องรับมือกับน้ำเหนือที่ไหลระบายลงมาในพื้นที่เดียวกันอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าแม้ในวันที่บทความนี้ถูกเผยแพร่ก็มีฝนตกลงมาเรื่อยๆ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีไม่กี่คนที่จะรับมือได้ทัน ซึ่งก็มีประเด็นที่น่าตั้งคำถามว่าเราไม่มีข้อมูลล่วงหน้ารับมือ หรือเป็นความติดขัดของ ‘รัฐราชการแบบไทย’ ที่ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถนำมาให้ประชาชนรับมือได้อย่างถูกต้อง ปัญหาเดียวกันนี้ก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมาระดับ ‘หนักที่สุดในรอบ 300 ปี’ ของหาดใหญ่ หรือจะเป็นน้ำท่วมในพื้นที่อยุธยาปีเดียวกันซึ่ง ภาพถ่ายดาวเทียม THEOS-2 ของ GISTDA เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2025 พบพื้นที่น้ำท่วมราว 296,300 ไร่ ในอยุธยา นครสวรรค์ และพิจิตร ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่การเกษตร และพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำ
ปลายทางที่ผลกระทบจากมือมนุษย์ไม่ได้มีแค่น้ำท่วม ทางภาคเหนือ กระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมมลพิษเฝ้าระวังสารหนูและตะกั่วที่ตรวจพบเกินมาตรฐานในแม่น้ำกกและสาขา ซึ่งเชื่อมโยงกับการทำเหมืองแร่หายากและเหมืองทองในรัฐฉานของเมียนมา ปลาในแม่น้ำเริ่มมีตุ่มผิดปกติ แม้ประมงจังหวัดจะสรุปว่าเกิดจากปรสิตและแบคทีเรีย ส่วนบทบาทของสารหนูยังไม่มีข้อสรุป ขณะที่ฝุ่น PM2.5 ของเชียงใหม่ งานวิจัยของทีม รศ.ดร.สมพร จันทระ และนายสรณะ จรรย์สืบศรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าในช่วงหมอกควัน การเผาชีวมวลคือแหล่งใหญ่ที่สุด ราว 51% และพื้นที่ต้นทางหลักอยู่ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาและแม่ฮ่องสอน และประเด็นเหล่านี้ก็ยังมีบางส่วนเดินทางมาต่อถึงภาคกลางและกรุงเทพอีกด้วย
เรื่องที่ยกตัวอย่างมานั้น บางประเด็นอาจไม่ใช่ผลกระทบโดยตรงจาก Climate Change ทั้งหมด น้ำท่วมกรุงเทพฯ ประกอบไปด้วยหลากหลายปัจจัย ทั้งระบบการระบายน้ำฝน ผังเมือง พื้นที่เก็บน้ำ ในกรณีของอยุธยาดูเหมือนเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ‘พื้นที่รับน้ำ’ สารหนูมาจากการทำเหมืองไร้มาตรฐานในประเทศเพื่อนบ้าน ฝุ่น PM 2.5 จากการเผา ทุกเรื่องมีคนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเรื่องจุดกำเนิดของปัญหา หรือการบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งคนมีส่วนร่วมก็อาจคิดว่า ‘เอาอยู่’ ไม่ลุกลาม แต่สุดท้ายปัญหาเหล่านั้นก็ข้ามรั้ว ข้ามเขต ขยายตัวออกไปในท้ายที่สุดอยู่ดี ซึ่ง Climate Change เองก็เป็นเหมือนตัวคูณของสถานการณ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำฝน หรือการไหลวนของลมและอากาศที่ส่งผลต่อฝุ่นผงในอากาศ
แต่เมื่อลมฝนผ่านไปแล้วก็อาจถึงเวลาของ Super El Niño ที่จะเวียนกลับมาสร้างปัญหาไฟป่า หรือทำให้ PM 2.5 มีปัญหามากขึ้น ไปจนถึงแนวโน้มที่อุณหภูมิในปี 2027 ที่อาจทะลุ 50 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลต่อมนุษย์และการทำงานของเครื่องจักรอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
การลงโทษของธรรมชาติอาจไม่ต่างจากสมัยเรียนลูกเสือที่ใครผิดก็โดนยกเข่ง เกิดเหตุการณ์ ‘ร่วมรับผิดชอบ’ ซึ่งแน่นอนว่าก็ไม่ได้พอใจกันไปเสียทุกคน คนที่ทำผิดอยู่แล้วก็ใช่ว่าจะสำนึก คนผิดก็คนเดิมๆ ซ้ำซาก แต่สิ่งที่ต่างออกไปก็ คือ ธรรมชาติลงโทษโดยไม่เลือก แต่ผลของการลงโทษนั้นกลับถูก ‘บริหารจัดการ’ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการบรรเทาทุกข์โดยแผนป้องกันล่วงหน้า หรือการเพิกเฉยแล้วให้ปัญหามันทับซ้อนกันเหมือนอย่างในพื้นที่ปราจีนบุรีที่น้ำท่วมแล้วพัดพาของเสียจากโรงงานกำจัดขยะที่ไม่ได้มาตรฐานมาพร้อมกับน้ำ ทับถมคนที่ถูกน้ำท่วมเป็นต้น
10 ปีหลัง Paris Agreement กับการปล่อยคาร์บอนของโลกที่ยังทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง
ก่อนที่จะเดินหน้ากันต่อ อยากให้ทุกคนรับรู้กันเสียก่อนว่าเราล้วนอยู่ใน ‘ลูป’ เดียวกันที่ขับเคลื่อนโลกมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อตลาดต้องการของมากขึ้น ธุรกิจออกแบบโมเดลมาตอบความต้องการนั้น การผลิตใช้พลังงานและทรัพยากรมากขึ้น แล้วความต้องการก็ขยายต่อ ดังนั้นคนหนึ่งคนเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน แต่ผลประโยชน์ที่ได้ กับดอกเบี้ยสิ่งแวดล้อมที่จ่ายไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด
ตัวเลขระดับโลกบอกว่าลูปนี้ยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด โดยรายงาน Global Carbon Budget ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2025 คาดว่าการปล่อย CO2 จากเชื้อเพลิงฟอสซิลปี 2025 จะอยู่ที่ 38,100 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.1% และเป็นสถิติสูงสุดใหม่ ในปีเดียวกับที่ Paris Agreement ครบ 10 ปีพอดี คณะนักวิทยาศาสตร์กว่า 130 คนที่จัดทำรายงานประเมินว่า งบคาร์บอนที่เหลือสำหรับการคุมโลกไม่ให้ร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เหลือราว 170,000 ล้านตัน หรือประมาณ 4 ปีที่อัตราการปล่อยปัจจุบัน ข่าวดีจากรายงานเดียวกันชี้ว่ามี 35 ประเทศที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ในขณะที่เศรษฐกิจยังโต มากเป็นสองเท่าของเมื่อทศวรรษก่อน ดังนั้นนโยบายอาจจะไม่ได้ล้มเหลวทั้งหมด แต่ผลลัพธ์ที่หวังใจเอาไว้อาจจะยังไม่ทันต่อปัญหาที่เกิดขึ้น
ในบ้านเราเอง ภาพก็ซับซ้อนกว่าการโยนความผิดให้ ‘โรงงาน’ ทั้งก้อน ทั้งที่ภาคพลังงาน คือ ภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดของประเทศ และเป็นภาคที่ทุกคนใช้ร่วมกัน ส่วนงานศึกษาของ PIER เมื่อกรกฎาคม 2026 พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมหนักที่ต้องลดคาร์บอน อย่างเหล็ก ซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ แก้ว เซรามิก และกระดาษ ปล่อยรวม 28.35 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2022 คิดเป็นราว 7% ของทั้งประเทศ และ 60-70% ของบริษัทในกลุ่มนี้เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่อย่างที่มักถูกวาดภาพไว้
ขณะเดียวกันผู้เล่นรายใหม่ในลูปที่ถูกจับตามากที่สุดคือ Data Center ซึ่งใช้ไฟฟ้ามหาศาลและใช้น้ำระบายความร้อน รายงาน Tailor the Transition ของ CASE/GIZ ร่วมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร (กรกฎาคม 2026) ระบุว่าสิทธิ์ซื้อไฟฟ้าสะอาดโดยตรงแบบ DPPA ระยะนำร่องราว 2,000 เมกะวัตต์ถูกเปิดให้ Data Center ก่อน ขณะที่โรงงานส่งออกเดิมยังไม่มีกำหนดว่าจะเข้าถึงได้เมื่อไร ส่วนเวที Growth Forum ก็ตั้งคำถามเรื่องการแย่งน้ำกับภาคเกษตร
แล้วนโยบายในบ้านเราได้ผลแค่ไหน? ฝั่งกฎบังคับ ไทยมีภาษีคาร์บอนแล้ว คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อมกราคม 2025 ให้คิดราคาคาร์บอน 200 บาทต่อตันไว้ในภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยออกแบบให้ไม่กระทบราคาหน้าปั๊ม ส่วนร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่วางทั้งระบบซื้อขายสิทธิ์การปล่อย (ETS) ภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้า 31 ประเภท กองทุนภูมิอากาศ และการรายงานภาคบังคับ ผ่านการเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเมื่อ 2 ธันวาคม 2025 แต่ถึงปลายกรกฎาคม 2026 ก็ยังไม่มีผลบังคับใช้
ฝั่งการเงิน โครงการ Financing the Transition ของธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยสินเชื่อสะสมกว่า 163,000 ล้านบาทผ่านธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง (กรกฎาคม 2026) และ Thailand Taxonomy ครอบคลุมภาคเศรษฐกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันกว่า 90% ของประเทศแล้ว ตัวเลขดูดี แต่ PIER เองก็เตือนว่าควรวัดที่ธุรกิจเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และความรู้ได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่มูลค่าสินเชื่อ และถ้าไม่วัดแบบนั้น ตัวเลขเหล่านี้ก็เสี่ยงจะกลายเป็นตัวชี้วัดการมีส่วนร่วม มากกว่าตัวชี้วัดการแก้ปัญหา
ข้อกำหนดและกฎหมายมากมายถูกร่างขึ้น แต่น้ำก็ยังมาถึงหน้าประตูบ้านในวันนี้ หลายคนก็คงอดไม่ได้ว่าตกลงกลไกที่ทำขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนความรับผิดชอบในการทำธุรกิจนั้นจริงๆ แล้วเป็นเงินกินเปล่าของใครมากกว่าหรือไม่? เพราะถ้านับจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็คงห้ามใจไม่ให้ถามได้ยาก
‘การเลือกปฏิบัติ’ โฉมหน้าแท้จริงเมื่อปัญหามาถึงที่
ก่อนจะไปดูความไม่เท่ากันในระดับโลก ลองดูแค่ตัวอย่างในจังหวัดเดียวกันก่อน ปี 2025 ที่ผ่านมา อยุธยาจมน้ำนาน 4–5 เดือน ถึงปลายพฤศจิกายน ครอบคลุม 13 จาก 16 อำเภอ 72,440 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 20 ราย พื้นที่ที่ยังจมน้ำรวมถึงอำเภอบางปะอิน นครหลวง และวังน้อย ขณะที่ในอำเภอเดียวกันนั้น ตัวแทนสมาคมนิคมอุตสาหกรรมในอยุธยายืนยันตั้งแต่กลางเดือนกันยายนว่า นิคมอุตสาหกรรม 3 แห่งและสวนอุตสาหกรรม 2 แห่ง รวมราว 600 โรงงาน ‘ยังปลอดภัยดี’ โดยนิคมฯ ไฮเทค บางปะอิน และนครหลวง มีคันกั้นน้ำสูง 7-8 เมตร ที่สร้างขึ้นหลังจากนิคมฯ ทั้ง 5 แห่งในอยุธยาจมน้ำเมื่อปี 2011
หนึ่งในข้อมูลที่ถูกยืนยันตามหน้าข่าวในช่วงเวลานั้น คือ การตัดสินใจระบายน้ำที่ไม่ปล่อยให้ไหลเข้าเมืองหลวงและปริมณฑล ในขณะเดียวกันทุ่งรับน้่ำเพิ่งเปิดรับน้ำเดือนตุลาคมเพราะรอเกษตรกรเก็บเกี่ยวให้เสร็จ ราคาของการตัดสินใจถูกจ่ายด้วยชาวบ้านที่ต้องแช่น้ำนานหลายเดือน บ้างก็บอกว่าต้องจ่ายค่าสูบน้ำออกเอง มาตรการเยียวยาพิเศษก็มาถึงในเดือน พ.ย. ที่ล่าช้ากว่าน้ำท่วม 4 เดือน
ในช่วงเวลาดังกล่าวน้ำฝนก็ไม่ได้มากขึ้นจากปีก่อนหน้า หรือไม่ใกล้เคียงกับปี 2026 ด้วยซ้ำ ชาวบ้านบางกลุ่มร้องขอและประท้วงให้เปิดประตูน้ำ เกิดการถกเถียงกันว่าพื้นที่ใครควรรับน้ำ 13 จาก 16 อำเภอ แต่นิคมยังอยู่รอดปลอดภัยดี สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีการบริหารจัดการก็คงไม่อาจเกิดขึ้นได้
คำถามที่ต้องถามออกมาดังๆ จึงไม่ใช่แค่ว่าน้ำมาจากไหน แต่คือ ใครเป็นคนตัดสินใจว่าใครต้องรับน้ำแทนใคร ตัดสินใจด้วยเหตุผลอะไร และคนที่ต้องรับน้ำไว้แทนคนอื่น ได้อะไรกลับมาอย่าง ‘สมน้ำสมเนื้อ’ บ้าง
ทุกคนอยู่ในลูปเดียวกัน แต่ไม่ได้อยู่ในสัดส่วนเท่ากัน และตรงนี้เองที่เราต้องระวังไม่ให้กลายเป็นการซ้ำเติมใครหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องเป็นการบริหารจัดการที่ยุติธรรม ตรงประเด็น ถ้าลองมองตัวเลขให้ดี ตัวเลขเหล่านี้จะบ่งชี้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ใช้ทรัพยากรเยอะ สร้างผลกระทบมาก แล้วสิ่งที่เขาต้องทำเพื่อชดเชยเป็นอย่างไร สิ่งนี้เป็นการทวงสัญญาให้เกิดการชดใช้ในอัตราที่เหมาะสม เป็นจริง ซึ่งสามารถใช้ได้ไม่ว่าธุรกิจใดๆ ในโลก
มือถือสาก ปากถือศีล: นโยบายความยั่งยืนที่ไม่ ‘ต่างตอบแทน’ อย่างเหมาะสม
ข้อมูลของ Our World in Data ที่รวมการปล่อย CO2 สะสมตั้งแต่ปี 1751 ถึง 2017 พบว่าสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวรับผิดชอบราว 25% ของทั้งหมด สหภาพยุโรป 28 ประเทศคิดเป็น 22% ส่วนจีนที่วันนี้เป็นผู้ปล่อยรายปีมากที่สุด มีส่วนแบ่งสะสมราว 12.5% หรือครึ่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ย้อนไปจนถึงปี 1882 การปล่อยสะสมของทั้งโลกกว่าครึ่งมาจากสหราชอาณาจักรประเทศเดียว ขณะที่ทั้งทวีปแอฟริกามีส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร
ข้อมูลนี้ไม่ได้ถูกหยิบยกมาลอยๆ แต่ถูกเขียนเป็นหลักการไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เอง เรียกว่า Common But Differentiated Responsibilities หรือ CBDR รับผิดชอบร่วมกัน (แต่ไม่เท่ากัน) ประเทศที่ปล่อยมาก่อนและมีขีดความสามารถมากกว่า ควรนำหน้าและจ่ายมากกว่าประเทศอื่น นี่คือคำมั่นที่ประเทศพัฒนาแล้วลงนามไว้เอง
ในทางปฏิบัติ ประเทศพัฒนาแล้วเคยให้คำมั่นว่าจะส่งเงินสนับสนุนด้านสภาพภูมิอากาศให้ประเทศกำลังพัฒนาปีละ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2020 ข้อมูลของ OECD ชี้ว่าเป้านี้ทำได้จริงในปี 2022 ช้ากว่ากำหนด 2 ปี ที่ 115,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในส่วนที่มาจากภาครัฐ 69% หรือ 63,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ในรูปเงินกู้ มีเงินให้เปล่าเพียง 28% และ Center for Global Development พบว่ากว่าหนึ่งในสามมาจากงบช่วยเหลือเดิมที่ถูกติดป้ายใหม่ ไม่ใช่เงินก้อนใหม่
10 ปีผ่านไปกับข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศ วันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างในระดับโลกนอกเหนือจากที่เพิ่งเล่ามา Trump พาสหรัฐอเมริกาเดินออกจาก Paris Agreement สงครามตะวันออกกลางและยูเครนที่ผลาญทรัพยากรไปมากมาย ความเหลื่อมล้ำไม่ได้ลด ปัญหาสภาพแวดล้อมไม่ได้แคบลงแต่กลับถูกถ่างออกไปให้ห่างกว่าเดิมด้วยซ้ำ ราวกับว่าคนที่ตักตวงไปก่อนหน้าสามารถลอยนวลได้โดยง่าย
‘ข้อบังคับ’ มาก่อนอย่างรีบเร่ง ในขณะที่เงินชดเชยมาพร้อมกับ ‘ลีลาและเงื่อนไข’
ในวันนี้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต่างถูกนำมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นการบังคับเหล่านี้เข้มข้นและมีรายละเอียดมากขึ้น แต่สัญญาด้านการสนับสนุนต่างๆ หรือค่าชดเชยด้านความยั่งยืนนั้นกลับมาถึงอย่างล่าช้า ภาพที่เห็นคือ การแถลงการณ์ความเร่งด่วนที่เร่งเร้ามากขึ้น แต่การชดเชยหรือความช่วยเหลือเหมือนจะค่อยๆ รำมาแต่ไกล
ยกตัวอย่างมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรปเริ่มช่วงรายงานข้อมูลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2023 และเริ่มเก็บเงินจริงตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 ครอบคลุมเหล็ก อะลูมิเนียม ปุ๋ย ซีเมนต์ ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ผู้นำเข้าใน EU เป็นคนที่ต้องซื้อใบรับรอง ไม่ใช่ผู้ส่งออกไทย ฟังดูเหมือนไม่เกี่ยวกับไทย แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงกันข้าม เพราะผู้นำเข้าที่เลือกได้ย่อมหันไปซื้อจากแหล่งที่ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า เพื่อไม่ต้องจ่ายค่าใบรับรอง
งานศึกษาระดับบริษัทของ PIER ที่นำข้อมูลใบขนสินค้าทุกรายการมาจับคู่กับงบการเงินของบริษัท พบว่ามูลค่าส่งออกสินค้ากลุ่ม CBAM ของไทยไป EU ลดลง 14% หลังการประกาศอย่างไม่เป็นทางการในปี 2020 และลดลง 24% ในปี 2023 ซึ่งเป็นช่วงที่แค่รายงานข้อมูล ยังไม่มีการเก็บเงินแม้แต่ยูโรเดียว และผู้ส่งออกกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กลุ่มที่มีเงินทุนและบุคลากรด้านวิศวกรรมน้อยที่สุดที่จะรับมือ
ถ้านำกรณีเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับอยุธยามาถาม คำตอบก็เรียงตัวแบบเดียวกัน ใครเป็นคนตัดสินใจ คือผู้ร่างกติกาในยุโรป ตัดสินใจด้วยเหตุผลอะไร คือกันไม่ให้การผลิตหนีไปที่ที่ถูกกว่า และกันไม่ให้อุตสาหกรรมของตัวเองเสียเปรียบ และใครต้องรับน้ำก่อน คือผู้ส่งออกรายกลางและรายเล็กของไทย ที่ยอดขายหายไปก่อนเงินสักยูโรจะถูกเก็บ ขณะที่เงินของฝั่งชดเชยที่บอกไว้ว่าจะช่วยสนับสนุนกลับมาล่าช้า และซ้ำร้ายยังมาในรูปเงินกู้ที่ต้องจ่ายคืน
เพื่อความเป็นธรรม ต้องบอกด้วยว่าเหตุผลของ CBAM ฟังขึ้น เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อกันปัญหา Carbon Leakage ถ้ายุโรปให้โรงงานของตัวเองจ่ายค่าคาร์บอน แต่ปล่อยสินค้านำเข้าคาร์บอนสูงเข้ามาได้ฟรี การผลิตก็แค่ย้ายที่ การปล่อยของโลกไม่ได้ลดลง สถาบัน Resources for the Future (RFF) เขียนไว้ว่าหลักการ CBDR ตัดได้สองคม ถ้าบางประเทศได้สิทธิ์เดินช้า บางประเทศก็ต้องเดินเร็วขึ้น และต้องการเครื่องมือกันไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบ
การชดเชยกับการกันรั่วจึงแก้คนละปัญหา และระบบที่ดีต้องมีทั้งสองอย่าง คำถามสำคัญในวันนี้ คือ ทำไมด้านหนึ่งเดินหน้าเต็มกำลัง ขณะที่อีกด้านยังเดินไม่ถึงครึ่งทาง? การชี้นิ้วบอกให้ประเทศอื่นทำตามกฎ โดยที่ฝั่งตัวเองได้ประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรไปก่อนแล้ว แต่ยังไม่ทดแทนกลับมาอย่างสมน้ำสมเนื้อ ซึ่งสิ่งนี้สมควรที่จะเรียกว่าการเอาเปรียบ และต้องขีดเส้นให้ชัด
คนที่ทำแก้วแตกขอให้ทุกคนช่วยเก็บเศษ ก็ไม่ผิดอะไร แต่การยื่นไม้กวาดมาพร้อมใบแจ้งหนี้ โดยที่ตัวเองยังจ่ายส่วนของตัวเองไม่ครบ นั่นแหละที่เรียกว่ามือถือสาก ปากถือศีล คำถามเดียวกันก็ต้องย้อนกลับมาที่ภาคธุรกิจไทยด้วย ถ้าเราเรียกร้องความรับผิดชอบที่ได้สัดส่วนจากคนอื่น เราก็ต้องตอบให้ได้ว่าสัดส่วนของเราเองคือเท่าไหร่
โลกยุคใหม่กับการ ‘Optimize’ นโยบายและการดำเนินการด้านความยั่งยืน
ประวัติศาสตร์ให้สิทธิ์ต่อรอง แต่ไม่ได้ให้สิทธิ์ปล่อยต่อ ข้อเท็จจริงที่ว่าประเทศพัฒนาแล้วใช้ทรัพยากรไปก่อน ให้ความชอบธรรมกับประเทศกำลังพัฒนาในการต่อรองเรื่องจังหวะและเงินทุน แต่ไม่ได้เปลี่ยนตัวเลขงบคาร์บอนที่เหลืออยู่ราว 4 ปี เขาใช้กันไปแล้วในอดีต แต่เรากำลังปล่อยอยู่ในปัจจุบัน ถ้าใช้ประวัติศาสตร์เป็นข้ออ้างที่จะไม่ทำอะไร วันหนึ่งเราจะกลายเป็นคนที่ถูกชี้นิ้วเสียเอง และผลที่ตามมาก็จะไม่ต่างจากน้ำที่ท่วมเข้าบ้านเราในสัปดาห์นี้
แนวทางความยั่งยืนยุคใหม่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย จึงไม่ควรเป็นการปฏิเสธกติกา แต่ควรเป็นการมีเสียงในการเขียนกติกา และใช้สิ่งที่มีอยู่ในมือให้คุ้มที่สุด อย่างน้อย 4 เรื่อง
1. รวมกลุ่มเพื่อต่อรองเรื่องที่จับต้องได้
เวทีภายใต้ UNFCCC มีการรวมกลุ่มของประเทศกำลังพัฒนาอยู่แล้ว เช่น กลุ่ม BASIC (บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย จีน) และกลุ่ม Like-Minded Developing Countries (LMDC) คำถามจึงไม่ใช่ว่าควรรวมกลุ่มไหม แต่คือรวมกลุ่มเพื่อเรียกร้องอะไร อาเซียน อินเดีย และแอฟริกา ควรมีข้อเรียกร้องที่ชัดและวัดได้ เช่น สัดส่วนเงินให้เปล่าเทียบกับเงินกู้ ที่วันนี้เงินกู้คิดเป็น 69% ของเงินจากภาครัฐ เงื่อนไขการเข้าถึงเทคโนโลยี หรือการยอมรับราคาคาร์บอนที่จ่ายในประเทศต้นทาง ผลของโต๊ะเจรจาแบบนี้จะไปจบที่ใบเสนอราคาเครื่องจักรลดคาร์บอนของโรงงานเรา ว่าจะจ่ายด้วยทุนสนับสนุน หรือด้วยหนี้
2. ใช้ทรัพยากรและกำลังการผลิตเป็นอำนาจต่อรอง
ประเทศพัฒนาแล้วอาจถือเทคโนโลยี แต่ทรัพยากรและฐานการผลิตจำนวนมากอยู่ในประเทศกลุ่มนี้ อินโดนีเซียที่ห้ามส่งออกแร่นิกเกิลดิบเพื่อบังคับให้เกิดอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศ แสดงให้เห็นว่าประเทศที่ถือทรัพยากรกำหนดจังหวะได้จริง แม้นโยบายเดียวกันจะถูกตั้งคำถามว่าสร้างอุตสาหกรรมปลายน้ำได้จริงแค่ไหน และนำไปสู่ข้อพิพาทที่ WTO อำนาจต่อรองมีจริง แต่ไม่ได้มาฟรี คำถามของอาเซียนคือจะร่วมมือกันอย่างไรไม่ให้เป็นแค่ฐานการผลิต หรือแหล่งถลุงทรัพยากรที่เราเจ็บตัวระยะยาว ขณะที่เจ้าของบริษัทและผู้บริโภคนอกภูมิภาคไม่ได้ร่วมรับผิดชอบอย่างได้สัดส่วน และความร่วมมือนี้ควรรวมถึงความรับผิดชอบข้ามพรมแดนในภูมิภาคเองด้วย อย่างกรณีแม่น้ำกก ส่วนในระดับโรงงาน คำถามเดียวกันย่อลงมาเหลือแค่ว่า นอกจากสินค้าแล้ว ในกล่องที่เราส่งออกไปมีข้อมูลคาร์บอนและมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ติดไปด้วยหรือเปล่า
3. หากเลี่ยงการจ่าย ‘คาร์บอน’ ไม่ได้ จะดีกว่าไหมถ้าเม็ดเงินนี้อยู่ในประเทศ
เรื่องนี้ไทยทำได้เองโดยไม่ต้องรอใคร เพราะ CBAM ยอมให้หักค่าคาร์บอนที่จ่ายไปแล้วในประเทศต้นทางออกได้ ภายใต้ระบบที่ EU ยอมรับ ข้อเสนอของ PIER จึงชัดมาก ถ้าไทยมีระบบกำหนดราคาคาร์บอนของตัวเอง ในรูปภาษีคาร์บอนหรือ ETS เงินที่ผู้ส่งออกต้องจ่ายอยู่ดีจะวนกลับมาเป็นทุนเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทยเอง แทนที่จะไหลออกไปที่ชายแดนยุโรป
แต่เครื่องมือนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อราคานั้นมีความหมายจริง วันนี้ราคาคาร์บอนในภาษีน้ำมันของไทยอยู่ที่ 200 บาทต่อตัน ขณะที่ตลาด EU ETS ซื้อขายกันราว 60-80 ยูโรต่อตัน ห่างกันมากกว่า 10 เท่า และยังต้องตรวจสอบว่า EU จะนับภาษีน้ำมันแบบนี้เป็น ‘ราคาคาร์บอนที่จ่ายแล้ว’ หรือไม่ ร่าง พ.ร.บ.ที่ยังไม่ผ่านจึงเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะส่วนต่างนี้จะไปปรากฏในที่ใดที่หนึ่งเสมอ ในกองทุนเปลี่ยนผ่านในบ้าน หรือในคำสั่งซื้อที่หายไปให้คู่แข่งที่คาร์บอนต่ำกว่า
4. นโยบายส่งออกต้องเป็นกลยุทธ์ ไม่ใช่การฝืนต้าน
เชื่อว่าผู้ผลิตหลายรายมีลูกค้าอยู่ใน EU และลูกค้าเหล่านั้นต้องทำตาม CBAM อยู่ดี การยืนกรานว่ากติกาไม่ยุติธรรมไม่ได้ทำให้คำสั่งซื้อกลับมา สิ่งที่ทำให้คำสั่งซื้อยังอยู่คือข้อมูลคาร์บอนที่วัดได้จริงของเราเอง ควบคู่กับการกระจายตลาด ซึ่ง PIER พบว่าผู้ส่งออกไทยเริ่มทำแล้ว สินค้าที่ไม่อยู่ในกลุ่ม CBAM ส่งออกไปตลาดนอก EU เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตรงนี้เองที่เทคโนโลยีเข้ามาแบบไม่ต้องขายฝัน ตัวเลขคาร์บอนที่วัดและตรวจสอบได้มาจาก Sensor เครื่องวัดพลังงาน ระบบ MRV (Measurement, Reporting and Verification) และ Carbon Tracking ระดับเครื่องจักร ซึ่งเป็นโครงสร้างข้อมูลชุดเดียวกับที่โรงงานใช้ทำ Predictive Maintenance หรือวัด OEE อยู่แล้ว ส่วนในระดับประเทศ โรงงานต้องมีเส้นทางซื้อไฟฟ้าสะอาดที่เข้าถึงได้จริง ไม่ใช่ให้ Data Center ที่เพิ่งเข้ามาได้คิวก่อนผู้ส่งออกที่อยู่มาเดิม อย่างที่เป็นอยู่ในสิทธิ์ DPPA ระยะนำร่อง ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร สรุปเรื่องนี้ไว้สั้นที่สุดในเวที Growth Forum ว่า “No Green, No Growth”
ทุกคน คือ ‘ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย’ ที่เริ่มเปลี่ยนโลกได้ตั้งแต่วันนี้โดยไม่ต้องรอใคร
จากเวทีโลก ย้อนกลับมาที่ตัวเรา การลงโทษแบบเหมาเข่งของธรรมชาติมีด้านที่โหดร้าย แต่ก็มีด้านที่ซื่อตรงอยู่ด้วย มันตอกย้ำว่า ‘ไม่มีใครอยู่นอกเรื่องนี้ได้’ ทุกคนคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ในฐานะผู้ผลิต ผู้ใช้ และผู้รับผิดชอบ ในเวลาเดียวกัน
เราเห็นการขับเคลื่อนแบบ Top Down กันมานาน สิบปีหลัง Paris Agreement การปล่อยคาร์บอนของโลกยังทำสถิติใหม่ กฎหมายด้าน Climate Change ของไทยยังเป็นร่าง และน้ำท่วมอยุธยาปีที่แล้วจบลงด้วยคำขออภัยของนายกรัฐมนตรี การขับเคลื่อนจากบนลงล่างเพียงอย่างเดียวจึงไม่พอ โลกในวันนี้อาจต้องการการมองแบบ Bottom Up หรือมองจากล่างขึ้นบน ตั้งแต่หน่วยเล็กที่สุดอย่างแต่ละบุคคลและครัวเรือน ไปจนถึงธุรกิจ และหน่วยระดับโครงสร้างที่ต้องสร้างเงื่อนไขให้หน่วยเล็กขยับได้จริง
สำหรับมิติที่เล็กที่สุด ทุกคนเริ่มได้จากสิ่งที่จ่ายและสิ่งที่พูด
ลูปที่เล่ามาตั้งแต่ต้นเริ่มจากความต้องการของตลาด เงินที่เราจ่ายทุกครั้งจึงเป็นเหมือนคำสั่งว่าอยากให้ธุรกิจผลิตแบบไหน การคิดให้มากขึ้นอีกนิดก่อนหยิบจับอะไรในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ปิดไฟเมื่อไม่ใช้ ซื้ออาหารแต่พอดีไม่ให้เหลือเป็น Food Waste ไปจนถึงเลือกอุดหนุนผู้ประกอบการที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน จึงไม่ใช่แค่การประหยัด แต่คือการส่งสัญญาณกลับเข้าไปในลูป แม้วันนี้สินค้าที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมจะยังราคาสูง แต่ถ้าถูกเลือกในวงกว้างจนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของผู้บริโภค ราคานั้นก็มีโอกาสต่ำลงได้
และในฐานะคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นฟันเฟืองตัวไหนในธุรกิจ การแสดงความเห็นทั้งในบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่ และต่อนโยบายสาธารณะ คือสิ่งที่ทุกคนทำได้ หากไม่อยากให้น้ำมาเคาะประตูบ้านบ่อยขึ้นทุกปี
สำหรับภาคธุรกิจ เหตุผลที่ต้องขยับคือตลาด ไม่ใช่แค่กฎหมาย
ลูปเดียวกันกำลังหมุนกลับทาง ถ้าผู้บริโภคเริ่มเลือกอย่างที่ว่ามา ผู้นำเข้าใน EU ถามหาข้อมูลคาร์บอนเพราะ CBAM บังคับ และสถาบันการเงินเริ่มนำความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมมาประกอบการพิจารณา ธุรกิจที่ปรับตามไม่ทันจะไม่ได้เสียแค่ภาพลักษณ์ แต่เสียตลาดที่ขายอยู่แล้ว ข้อคิดที่ถูกพูดถึงในเวที Growth Forum สรุปไว้ตรงที่สุด เรื่องนี้ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุนเพื่อรักษาตลาดที่ขายอยู่แล้ว ส่วนการขายได้มากขึ้นยังต้องอาศัยนวัตกรรมของสินค้าอีกชั้นหนึ่ง
และถ้าย้อนกลับไปที่คำถามว่าสัดส่วนของเราคือเท่าไหร่ คำตอบที่ตรงที่สุดสำหรับโรงงานส่วนใหญ่วันนี้คือ เรายังไม่รู้ จนกว่าจะวัด ซึ่งเป็นจุดเริ่มของ 5 เรื่องที่ทำได้ทันที
1. วัดคาร์บอนของตัวเองก่อนที่คนอื่นจะวัดแทน
เริ่มจากการปล่อยทางตรง (Scope 1) และจากพลังงานที่ซื้อมาใช้ (Scope 2) ไม่ใช่เพื่อประเทศหรือเพื่อโลกเท่านั้น แต่เพื่อความอยู่รอดของบริษัทเอง ข้อมูลชุดแรกมักอยู่ใกล้กว่าที่คิด บิลค่าไฟและค่าเชื้อเพลิงที่ฝ่ายบัญชีจ่ายอยู่ทุกเดือน กับตัวเลขบนเครื่องวัดพลังงานที่หลายโรงงานมีอยู่แล้ว
2. ถ้าส่งออกไป EU ให้เตรียมข้อมูลให้ผู้นำเข้าตั้งแต่วันนี้
ผู้นำเข้าที่ไม่ได้ข้อมูลจริงจากผู้ผลิตต้นทางต้องใช้ค่ามาตรฐาน (Default Value) ที่ EU กำหนดแทน ซึ่งมีแนวโน้มทำให้ต้นทุนของเขาสูงขึ้น และโอกาสได้คำสั่งซื้อของเราลดลง คำถามนี้จะมาถึงโต๊ะฝ่ายขายก่อนใคร และคำตอบที่เตรียมไว้ก่อน คือจุดขายที่วางคู่กับ Spec Sheet ได้เลย
3. ทบทวนแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ให้ครอบคลุมทั้งน้ำและความร้อน
น้ำท่วมสัปดาห์นี้คือการซ้อมจริง หน้าแล้งและความร้อนต้นปี 2027 คือการสอบครั้งถัดไป ถามให้ครบตั้งแต่วันนี้ ถ้าถนนหน้าโรงงานถูกตัดขาด พนักงานจะมาทำงานอย่างไร ถ้าน้ำในกระบวนการผลิตขาด สายการผลิตไหนหยุดก่อน และถ้าค่าความร้อนที่ร่างกายรู้สึกทะลุ 50 องศา ระบบทำความเย็นและคนหน้างานจะไหวแค่ไหน
4. ส่งเสียงผ่านสมาคมและนิคมอุตสาหกรรม
เรื่องอย่างการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดแบบ DPPA หรือการออกแบบระบบราคาคาร์บอนของไทย โรงงานเดียวต่อรองไม่ได้ แต่กลุ่มโรงงานทำได้ และที่นั่งในสมาคมที่เจ้าของและผู้บริหารมีอยู่แล้ว คือช่องทางที่ใช้ได้ทันที
5. ออกแบบผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงวงจรการนำกลับมาใช้ใหม่
การออกแบบที่เกิดและที่ตาย หรือที่ที่วัสดุจะกลับมามีชีวิตใหม่ คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ และหากมองให้ลึก นี่คือการออกแบบความคาดหวังของผู้ใช้เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ด้วย ดังเช่นขวดน้ำเปล่าสมัยใหม่ที่ออกแบบให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น ผ่านการเลือกวัสดุและการออกแบบความบาง โดยต้องออกแบบกระบวนการผลิตให้สมเหตุสมผลไปพร้อมกัน ไม่ให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นขี่ช้างจับตั๊กแตน การตัดสินใจเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่บนโต๊ะของทีมออกแบบและจัดซื้อวัตถุดิบ
สำหรับหน่วยระดับโครงสร้าง งานคือสร้างเงื่อนไขให้หน่วยเล็กขยับได้จริง
บทเรียนจากอยุธยาคือ การให้บางพื้นที่รับน้ำแทนพื้นที่อื่นอาจเป็นทางเลือกที่จำเป็น แต่ต้องมาพร้อมเหตุผลที่เปิดเผย และการชดเชยที่เป็นระบบ ไม่ใช่มาตรการพิเศษที่ประกาศหลังคนรับน้ำไปแล้วหลายเดือน ซึ่งเป็นหลักเดียวกับที่เราเรียกร้องจากเวทีโลก ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศวางเครื่องมือไว้ครบแล้ว สิ่งที่ยังขาดคือการบังคับใช้ ราคาคาร์บอนที่มีความหมายพอจะนับได้ และการช่วยธุรกิจขนาดเล็กที่ยังเขียนโครงการให้ธนาคารประเมินไม่ได้ ซึ่ง TDRI ชี้ว่าเป็นช่องว่างด้านขีดความสามารถ มากกว่าเงินทุน นิคมอุตสาหกรรมและหน่วยงานด้านพลังงานควรเปิด DPPA ให้โรงงานส่งออก โดยอาจรวมกลุ่มระดับนิคมฯ เพื่อพาผู้ผลิตรายเล็กไปด้วย ช่องทางที่ 53% ของธุรกิจในรายงาน Tailor the Transition ต้องการมากที่สุด และสถาบันการเงินควรวัดผลจากจำนวนธุรกิจที่เปลี่ยนผ่านได้จริง
ธรรมชาติไม่รอให้ใครพร้อม และไม่ถามว่าใครเป็นต้นเหตุ ฝน 300 มิลลิเมตรไม่ได้เลือกท่วมเฉพาะบ้านคนที่ปล่อยคาร์บอนมาก ความร้อนปีหน้าก็จะไม่เลือกเช่นกัน แต่ทุกครั้งหลังจากนั้น คนเป็นคนเลือกว่าใครต้องรับน้ำ ใครต้องจ่ายก่อน และใครได้สร้างกำแพง ตั้งแต่ประตูน้ำที่อยุธยาไปจนถึงชายแดนยุโรป สิ่งที่เราเลือกได้ คือจะเป็นกองลูกเสือที่หันไปเถียงกันเองว่าใครผิด หรือจะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ทวงสัญญาจากคนอื่นได้อย่างเต็มปาก เพราะเริ่มรับผิดชอบส่วนของตัวเองไปก่อนแล้ว
ที่มา:
- NOAA Climate Prediction Center — ENSO Diagnostic Discussion (10 กันยายน 2026): cpc.ncep.noaa.gov/products/analysis_monitoring/enso_disc_sep2026/ensodisc.shtml
- Al Jazeera — Disaster zone declared across Bangkok (26 กันยายน 2026): aljazeera.com/news/2026/9/26/disaster-zone-declared-across-bangkok-as-heavy-rain-triggers-flooding
- ประชาไท — ครม. เคาะวันหยุดราชการพิเศษ 28–29 ก.ย. 2569 พื้นที่ 4 จังหวัด: prachatai.com/journal/2026/09/118907
- บีบีซีไทย — ‘รองน้ำฝนใช้ ถูกตัดไฟ อาหารใกล้หมด’ ความทุกข์ยากของชาวแฟลตคลองจั่น–เคหะร่มเกล้า [ต้องใส่ URL]
- CNN — ‘Once-in-300-years’ rain leaves Thai city flooded (25 พฤศจิกายน 2025): cnn.com/2025/11/25/asia/thailand-hat-yai-floods-rain-intl-hnk
- Thai PBS — จิสด้าเปิดภาพดาวเทียม 3 จังหวัด พบน้ำท่วมกว่า 2.9 แสนไร่ (8 ตุลาคม 2025): thaipbs.or.th/news/content/357386
- Thai PBS — สธ.เฝ้าระวังสารหนู-ตะกั่วปนเปื้อนแม่น้ำกก: thaipbs.or.th/news/content/352357
- Green News — คพ. พบปนเปื้อนสารพิษ แม่น้ำกก-สาขา: greennews.agency/?p=41034
- The Active (Thai PBS) — อาการประหลาดปลาแม่น้ำกก (21 พฤษภาคม 2025): theactive.thaipbs.or.th/news/pollution-20250521-2
- Mongabay — Arsenic contamination linked to Myanmar mines (เมษายน 2026): news.mongabay.com/2026/04/asias-longest-free-flowing-river-contaminated-by-arsenic-linked-to-myanmar-mines/
- สวท.เชียงใหม่ (กรมประชาสัมพันธ์) — ทีมนักวิจัย มช. เผยที่มาฝุ่น PM 2.5 ในเมืองเชียงใหม่ (30 มกราคม 2025): radiochiangmai.prd.go.th/th/content/article/detail/id/57/iid/360262
- Chansuebsri et al. (2024), Atmospheric Environment — Chemical composition and origins of PM2.5 in Chiang Mai: sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1352231024001924
- Nation Thailand — Thailand confronts drought, fires and floods as El Niño grows (23 กรกฎาคม 2026): nationthailand.com/sustaination/40068976
- Global Carbon Budget — Fossil fuel CO2 emissions hit record high in 2025 (13 พฤศจิกายน 2025): globalcarbonbudget.org/fossil-fuel-co2-emissions-hit-record-high-in-2025/
- KBank Earth Jump 2026 — Bank of Thailand session: Financing the Transition (มิถุนายน 2026)
- สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) — ความพร้อมด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (กรกฎาคม 2026) และงานศึกษาผลกระทบ CBAM ต่อผู้ส่งออกไทย นำเสนอในเวที Growth Forum #1 RENEW-ABLE THAILAND (14 สิงหาคม 2026)
- CASE/GIZ และคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร — Tailor the Transition: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยไฟฟ้าสะอาด (กรกฎาคม 2026)
- ThaiPublica — มติ ครม. เก็บภาษีคาร์บอนน้ำมัน 200 บาท/ตัน (มกราคม 2025): thaipublica.org/2025/01/paetongtarn-cabinet-21-01-2568/
- Thai PBS — ครม.ไฟเขียว ‘ภาษีคาร์บอน’ 200 บาท/ตัน: thaipbs.or.th/news/content/348397
- Nishimura & Asahi — Thai Cabinet Approves Draft Climate Change Act (15 มกราคม 2026): nishimura.com/en/knowledge/publications/20260115-118561
- Post Today — พ.ร.บ.โลกร้อนไทย 2569 ไปถึงไหนแล้ว? (29 กรกฎาคม 2026): posttoday.com/smart-city/746162
- ไทยรัฐ — น้ำท่วมอยุธยา กว่า 4 เดือน กระทบแล้ว 72,440 ครัวเรือน (30 พฤศจิกายน 2025): thairath.co.th/news/local/central/2898980
- บีบีซีไทย — เปิดสาเหตุน้ำท่วมหนักอยุธยา เพราะภูมิประเทศหรือบริหารผิดพลาด? (12 พฤศจิกายน 2025): bbc.com/thai/articles/c98n21ldgddo
- ประชาชาติธุรกิจ — 2 พันโรงงานอยุธยา-ปทุมรับมือ (16 กันยายน 2025): today.line.me/th/v3/article/rm1aG3e
- MGR Online — กนอ.มั่นใจนิคมฯ ไฮเทค-บางปะอิน-นครหลวง ไม่มีน้ำท่วมซ้ำรอยปี 54 (ตุลาคม 2024): mgronline.com/uptodate/detail/9670000096519
- Post Today — 5 นิคมอุตฯ ในอยุธยาจมน้ำทั้งหมด (16 ตุลาคม 2011): posttoday.com/politics/116534
- Our World in Data — Who has contributed most to global CO2 emissions?: ourworldindata.org/contributed-most-global-co2
- UNFCCC — The Explainer: The Paris Agreement: unfccc.int/news/the-explainer-the-paris-agreement
- Climate Home News — Rich nations meet $100bn climate finance goal two years late (29 พฤษภาคม 2024): climatechangenews.com/2024/05/29/rich-nations-meet-100bn-climate-finance-goal-two-years-late/
- Resources for the Future — For Climate-and-Trade Policies, the Principle of CBDR Cuts Both Ways: rff.org/publications/issue-briefs/for-climate-and-trade-policies-the-principle-of-common-but-differentiated-responsibilities-cuts-both-ways/
- UNFCCC — Party Groupings: unfccc.int/process-and-meetings/parties-non-party-stakeholders/parties/party-groupings
- Carbon Brief — The UNFCCC negotiating alliances: carbonbrief.org/interactive-the-negotiating-alliances-at-the-paris-climate-conference
- East Asia Forum — Assessing nickel downstreaming in Indonesia (28 กันยายน 2023): eastasiaforum.org/2023/09/28/assessing-nickel-downstreaming-in-indonesia/
- The Conversation — Indonesia’s claim that banning nickel exports spurs downstreaming is questionable: theconversation.com/indonesias-claim-that-banning-nickel-exports-spurs-downstreaming-is-questionable-180229
- TDRI × สสว. — วัดระบบนิเวศ SME: จาก ‘มีโครงการ’ สู่ ‘เห็นผลลัพธ์’ (สิงหาคม 2026)