แก๊งแฮกเกอร์ Coldcard เดินหน้าฟอก BTC 114 ล้านเหรียญ ผ่าน THORChain สู่ ETH

Published on 3 ก.ย. 2026
  1. หน้าหลัก 
  2. หุ้น 
  3. Cryptocurrency 

แก๊งแฮกเกอร์ Coldcard เดินหน้าฟอก BTC 114 ล้านเหรียญ ผ่าน THORChain สู่ ETH

เผยแพร่: 3 ก.ย. 2569 18:09   ปรับปรุง: 3 ก.ย. 2569 18:09   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปฏิบัติการที่เคยรอเวลาจนเรื่อง "เงียบ" กำลังเผยร่องรอยชัดเจนขึ้น เมื่อแก๊งอาชญากรไซเบอร์เบื้องหลังการโจมตีผู้ใช้กระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard ระลอกที่สาม เริ่มขยับสินทรัพย์โจรกรรมราวร้อยละ 10 ผ่านแพลตฟอร์ม THORChain เพื่อแปลงบิทคอยน์เป็น Ether หวังตัดหางปล่อยวัดหนีการตามรอย นี่คือครั้งแรกที่เม็ดเงินเหล่านี้ขยับออกจากกระเป๋าต้นทางนับตั้งแต่เกิดเหตุ ท่ามกลางความเสียหายสะสมที่ทะลุ 8,865 กระเป๋า มูลค่ารวมกว่า 114.7 ล้านดอลลาร์

หลังจากเก็บตัวรอเรื่องเงียบมาสักพัก ในที่สุดกระเป๋าเงินของแก๊งแฮกเกอร์เบื้องหลังการโจมตีผู้ใช้กระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard ระลอกที่สาม ก็เริ่มขยับตัว โดยล่าสุด อเล็กซ์ ธอร์น หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Galaxy เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุได้โยกย้ายเงินทุนประมาณร้อยละ 10 จากยอดที่ขโมยมาทั้งหมด ผ่านแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้ามเครือข่ายอย่าง THORChain เพื่อสลับบิทคอยน์เป็นเหรียญ Ether ขณะที่อีกร้อยละ 90 ยังคงจอดนิ่งอยู่ที่เดิม

นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการโจมตีทั้งสามระลอก ที่เม็ดเงินเหล่านี้ถูกโอนออกจากที่อยู่กระเป๋าดั้งเดิมของแฮกเกอร์ พูดง่ายๆ คือ หลังจาก "นอนนิ่ง" ให้กระแสซาลง วันนี้โจรเริ่มขยับแผนถอนเงินออกจากระบบจริงจังแล้ว และนั่นหมายความว่าสัญญาณเตือนภัยรอบใหม่กำลังดังขึ้น สำหรับทั้งวงการบล็อกเชนและหน่วยงานกำกับดูแล

ฟอกเงินไม่ราบรื่น แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยกว่าเดิม

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ กระบวนการฟอกเงินครั้งนี้ดูจะไม่ราบรื่นอย่างที่แก๊งอาชญากรวางแผนไว้ ผู้ก่อเหตุเผชิญปัญหาในการสลับเหรียญผ่านระบบของ THORChain จนถูกตีกลับเงินหลายครั้ง และต้องพยายามทำรายการซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพที่ปรากฏคือแฮกเกอร์ระดับที่ก่อเหตุเจาะระบบกระเป๋าฮาร์ดแวร์ได้สำเร็จ กลับสะดุดขาตัวเองตรงขั้นตอนแปลงสินทรัพย์ ซึ่งสะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานของ THORChain เองก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง ไม่ต่างจากเป็นดาบสองคม ทั้งเปิดช่องให้อาชญากรใช้เป็นเส้นทางฟอกเงิน และในขณะเดียวกันก็กลายเป็นจุดที่ทิ้งรอยเท้าดิจิทัลให้นักวิเคราะห์ตามไล่ล่าได้ง่ายขึ้น

ทีมนักวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชนสามารถแกะรอยเส้นทางการเงินจนพบที่อยู่กระเป๋าใหม่บนเครือข่าย Ethereum และได้ส่งมอบเบาะแสทั้งหมดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบริษัทคริปโตเคอร์เรนซีเรียบร้อยแล้ว แต่คำถามใหญ่ที่ยังไร้คำตอบ คือ "คนร้ายจะพยายามโอนสินทรัพย์เข้าสู่ศูนย์ซื้อขายเพื่อแปลงเป็นเงินจริงหรือไม่ และหากทำเช่นนั้น มีศูนย์ซื้อขายใดบ้างที่ระบบคัดกรอง AML หย่อนยานพอจะเปิดช่องให้เงินสกปรกไหลผ่านได้โดยไม่ถูกจับได้ทัน"

ย้อนรอยความเสียหาย 114.7 ล้านดอลลาร์ ที่ไม่ใช่ตัวเลขลอยๆ

เพื่อให้เห็นภาพความรุนแรงของเหตุการณ์นี้ชัดเจนขึ้น รายงานจาก Galaxy Research ระบุว่าความเสียหายจากการเจาะระบบครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้ลุกลามครอบคลุมกระเป๋าเงินถึง 8,865 แห่ง มีบิทคอยน์ถูกสูบออกไปไม่ต่ำกว่า 1,789 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว 114.7 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ นี่ไม่ใช่การโจมตีเล็กๆ ที่กระทบผู้ใช้งานหยิบมือเดียว แต่เป็นปฏิบัติการระดับอุตสาหกรรมที่เจาะกระเป๋าฮาร์ดแวร์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกโฆษณาว่าเป็น "ป้อมปราการที่ปลอดภัยที่สุด" สำหรับผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยตนเอง

ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ข้อมูลจากบริษัทรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ CertiK เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ชี้ว่ากลุ่มแฮกเกอร์พยายามลบร่องรอยด้วยการส่ง 64 บิทคอยน์ และ 200 Ether เข้าสู่บริการผสมเหรียญปกปิดตัวตนอย่าง Tornado Cash ไปแล้วบางส่วน สะท้อนให้เห็นว่าขบวนการนี้ไม่ได้ทำงานแบบมือสมัครเล่น แต่มีการวางระบบฟอกเงินหลายชั้น ทั้งใช้สะพานเชื่อมข้ามเครือข่ายและบริการผสมเหรียญควบคู่กันไป เพื่อสร้างความสับสนให้นักสืบบล็อกเชนตามรอยได้ยากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แก๊งนี้ยังไม่หยุด และนี่คือสัญญาณอันตรายที่แท้จริง

สิ่งที่น่าจับตาที่สุดสำหรับนักลงทุนและผู้ใช้งานแพลตฟอร์มดูแลสินทรัพย์ด้วยตนเองคือ กลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีเหล่านี้ไม่ได้หยุดปฏิบัติการเพียงแค่นี้ ยืนยันได้จากการที่แฮกเกอร์เพิ่งกวาดรหัสจากกระเป๋าเงินทดสอบที่นักวิจัยจงใจสร้างช่องโหว่ไว้ล่อเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา นี่ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นหลักฐานชัดเจนว่าแก๊งนี้ยังคงเฝ้าติดตามโอกาสใหม่ๆ ในระบบนิเวศคริปโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เก็บเงินโจรแล้วเงียบหายไปจากวงการอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง

คำถามที่วงการคริปโต และหน่วยงานบังคับใช้กฏหมายต้องกล้าเผชิญหน้า

ถึงเวลาแล้วที่วงการฮาร์ดแวร์วอลเล็ตต้องยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาว่า สโลแกน "เก็บกุญแจเอง ปลอดภัยที่สุด" ไม่ได้การันตีความปลอดภัยแบบสมบูรณ์อีกต่อไป เมื่อผู้ผลิตอุปกรณ์ระดับแนวหน้าอย่าง Coldcard ยังตกเป็นเป้าโจมตีต่อเนื่องถึงสามระลอก โดยที่ผู้ใช้งานจำนวนมากอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าอุปกรณ์ที่ตนไว้วางใจกำลังมีช่องโหว่ถูกเจาะระบบอยู่เบื้องหลัง คำถามคือ ผู้ผลิตได้แจ้งเตือนผู้ใช้งานอย่างรวดเร็วและโปร่งใสเพียงพอหรือไม่ หรือปล่อยให้ข่าวค่อยๆ รั่วไหลออกมาทีละระลอกเพื่อลดแรงกระแทกต่อภาพลักษณ์แบรนด์

อีกประเด็นที่ปฏิเสธไม่ได้คือบทบาทของแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้ามเครือข่ายอย่าง THORChain ซึ่งแม้จะออกแบบมาเพื่อความสะดวกของผู้ใช้งานทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นเส้นทางโปรดของอาชญากรไซเบอร์ในการฟอกเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากแพลตฟอร์มลักษณะนี้ยังไม่มีกลไกคัดกรองธุรกรรมต้องสงสัยที่เข้มงวดพอ ก็ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้ประตูหลังบ้านเปิดอ้าไว้ต้อนรับเงินสกปรกอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลปลายทางเองก็ต้องถูกตั้งคำถามไม่แพ้กันว่า ระบบตรวจสอบที่มาของเงินทุน หรือ AML ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เข้มงวดพอจะสกัดกั้นเงินโจรระดับร้อยล้านดอลลาร์แบบนี้ได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงเอกสารนโยบายสวยหรูที่ไม่เคยถูกบังคับใช้จริงจัง

บทเรียนราคาแพงสำหรับผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลทุกคน

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำบทเรียนสำคัญว่า การถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยตนเองผ่านกระเป๋าฮาร์ดแวร์ไม่ใช่เกราะป้องกันที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างที่หลายคนเข้าใจ ผู้ใช้งานจำเป็นต้องยกระดับการเฝ้าระวังการเก็บรักษากุญแจส่วนตัวอย่างรัดกุมที่สุด ตรวจสอบที่มาของอุปกรณ์ก่อนใช้งาน ติดตามประกาศแจ้งเตือนความปลอดภัยจากผู้ผลิตอย่างใกล้ชิด และไม่ประมาทแม้จะรู้สึกว่าตนเองอยู่ห่างไกลจากกลุ่มเป้าหมายของแฮกเกอร์

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยที่ปริมาณผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตต่อเนื่อง เหตุการณ์นี้ควรเป็นสัญญาณเตือนให้หน่วยงานกำกับดูแลและศูนย์ซื้อขายในประเทศทบทวนมาตรการตรวจสอบธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มข้ามเครือข่ายอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะตราบใดที่เส้นทางฟอกเงินระดับโลกยังคงหาช่องทะลุผ่านได้อยู่เรื่อยๆ ความเสี่ยงที่เงินสกปรกเหล่านี้จะไหลเวียนเข้าสู่ตลาดในภูมิภาคก็ย่อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป