‘คลัง’ ยังไม่แตะภาษีทอง เปิดแผนดึงสมาคมค้าทองฯ ร่วม Connect the Dots เชื่อมข้อมูลสกัดทุนเทา

Published on 28 ส.ค. 2026

‘คลัง’ ยังไม่แตะภาษีทอง ดึงสมาคมค้าทองฯ ร่วม Connect the Dots สกัดทุนเทา เตรียมพัฒนา Centralized AML Intelligence Platform เชื่อมข้อมูลธุรกรรม-ประเมินความเสี่ยง อุดช่องโหว่ร้านทองรายย่อย 7,000 แห่งทั่วประเทศ

  • ดึงสมาคมค้าทองเข้าร่วม Connect the Dots
  • ค้านขึ้นภาษีทุกระดับ หวั่นเพิ่มต้นทุน-ดับฝันไทยสู่ Gold Hub ภูมิภาค

วันนี้ (27 สิงหาคม) นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) ในฐานะกรรมการฝ่ายประสานงาน (ธุรกิจทองแท่งและออนไลน์) ของสมาคมผู้ค้าทองคำ เปิดเผยหลังนำคณะผู้ค้าทองคำเข้าหารือกับกระทรวงการคลังว่า ในการหารือดังกล่าวไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับมาตรการจัดเก็บภาษีทองคำ เนื่องจากทางคลังระบุว่ายังไม่มีแนวคิดที่จะดำเนินการในขณะนี้

ทั้งนี้ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นตัวแทนฝ่ายกระทรวงการคลังในการหารือกับสมาคมผู้ค้าทองคำ

“เรื่องภาษีเบาใจได้ในระดับหนึ่ง เพราะท่านปลัดคลังบอกว่าภาครัฐยังไม่อยากกดปุ่ม เก็บภาษีในตอนนี้” นพ.กฤชรัตน์กล่าว

อย่างไรก็ตาม นพ.กฤชรัตน์ระบุว่า การประชุมดังกล่าวเน้นหารือถึงแนวทางปราบปรามและป้องกันกลุ่มทุนสีเทาเข้ามาฟอกเงินในระบบซื้อขายทองคำแทน ผ่านแนวคิดการจัดทำ Centralized AML Intelligence Platform เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินและตรวจสอบความเสี่ยงทางการเงินของผู้ซื้อ ให้แก่ร้านทองรายย่อยกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ

โดยนพ.กฤชรัตน์ระบุว่า ช่องโหว่สำคัญของระบบปัจจุบันคือ มิจฉาชีพสามารถแบ่งธุรกรรมซื้อขายทองคำออกเป็นหลายรายการให้มีมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์การตรวจสอบที่ 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ต้องลงทะเบียนและแสดงบัตรประชาชน ทำให้เมื่อพิจารณาเป็นรายธุรกรรมอาจไม่พบความผิดปกติ

หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายธุรกรรมเข้าด้วยกันผ่าน Centralized AML Intelligence Platform ก็จะช่วยให้เห็นรูปแบบการเคลื่อนไหวของเงินและทองคำ รวมถึงพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายต้องสงสัยได้ชัดเจนขึ้น

ดึงสมาคมค้าทองเข้าร่วม Connect the Dots

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมดึงสมาคมค้าทองคำเข้าไปร่วมทำงานในคณะกรรมการ Connect the Dots เพื่อเชื่อมข้อมูลการทำธุรกรรมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อไป

ทั้งนี้ นพ.กฤชรัตน์ระบุว่า คาดว่าจะเห็นมาตรการป้องกันและสกัดทุนสีเทาออกมาภายในปีนี้ โดยอาจมีหลายมาตรการ เนื่องจากภาครัฐได้ดำเนินการศึกษาเรื่องดังกล่าวมาเป็นระยะแล้ว และเตรียมเปิดให้สมาคมค้าทองคำเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาแนวทางป้องกันมากขึ้น

ค้านขึ้นภาษีทุกระดับ หวั่นเพิ่มต้นทุน-ดับฝันไทยสู่ Gold Hub ภูมิภาค

นพ.กฤชรัตน์กล่าวว่า สมาคมค้าทองคำมีจุดยืนไม่ต้องการให้ภาครัฐจัดเก็บภาษีทองคำในทุกระดับ เนื่องจากมองว่าการจัดเก็บภาษีไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโดยตรง ทั้งการเพิ่มต้นทุนการซื้อขายและลดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ พร้อมย้ำว่า หากภาครัฐต้องการยกระดับอุตสาหกรรมทองคำไทย การใช้มาตรการทางภาษีควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจส่งผลในทางตรงกันข้ามกับเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรม

การขึ้นภาษี “ไม่ว่าจะเลเวลไหน ไม่ดีทั้งนั้น” นพ.กฤชรัตน์กล่าว พร้อมอธิบายว่า ปัจจุบันหลายประเทศที่เป็นศูนย์กลางการค้าทองคำระดับโลกมีนโยบายเอื้อต่ออุตสาหกรรม โดยเฉพาะฮ่องกงและสิงคโปร์ ซึ่งมีมาตรการด้านภาษีและสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดธุรกิจและเงินลงทุน

ดังนั้น หากไทยเลือกใช้มาตรการภาษีในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษีศุลกากร ภาษีธุรกรรม (Transaction Tax) หรือภาษีจากกำไรส่วนทุน (Capital Gain) ก็จะทำให้ต้นทุนของอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น และอาจทำให้ไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขันเมื่อเทียบกับศูนย์กลางการค้าทองคำอื่นในภูมิภาค

ทั้งนี้ สมาคมค้าทองคำต้องการให้ภาครัฐมองอุตสาหกรรมทองคำในฐานะ อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ และผลักดันไทยสู่การเป็น Gold Hub ของภูมิภาค เพื่อให้อุตสาหกรรมค้าทองคำสามารถสร้างการเติบโตและประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว

โดย นพ.กฤชรัตน์ระบุว่า หากต้องการเห็นไทยเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมทองคำ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าและการแข่งขันควรเป็นโจทย์สำคัญ มากกว่าการเพิ่มภาระทางภาษีให้กับธุรกิจ