
กลายเป็นข่าวอึกทึกครึกโครมวงการตลาดค้าปลีกอีกแล้วครับพี่น้อง…เมื่อบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ส่งบริษัทลูกที่ชื่อบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ดรีเทล จำกัด (CFR) เข้ารวบหัวรวบหางกินตรงกลางตลอดตัวบริษัท อิออน (ไทยแลนด์) ซึ่งประกอบธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต ภายใต้เครื่องหมายการค้า “แม็กซ์แวลู” (MaxValu) จำนวน 30 สาขา มีทุนจดทะเบียน 890 ล้านบาท โดยภายหลังทำรายการ CFR จะถือหุ้นในอิออน (ไทยแลนด์) สัดส่วน 100%
ความน่าสนใจของดีลนี้…ในมุมของคนขาย (กลุ่มอิออน) ซึ่งเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2527 ขณะนั้นเป็น “ห้างจัสโก้” ซึ่งหลายคนน่าจะจำได้ กระทั่งเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ บริษัทแม่ AEON Group ต้องให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และในเวลาต่อมาก็รีแบรนด์เป็น MaxValu ในปัจจุบัน
MaxValu เคยเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่ครองใจคนไทยมาพักใหญ่ สะท้อนได้จากรายได้เมื่อหลายปีก่อนยืนพื้นอยู่เหนือ 6,000 ล้านบาท กระทั่งปี 2564 รายได้เริ่มลดลงต่อเนื่อง จนล่าสุดเหลือแค่ 4,000 ล้านบาท…ด้านกำไรติดลบมาหลายปีแล้ว
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในช่วงหลายปีมานี้ ไม่ขยายสาขาเพิ่มไม่พอ ยังปิดสาขาอีกต่างหาก ซึ่งเดิมเคยมีสาขาสูงสุด 80 สาขา แต่ปัจจุบันเหลือแค่ 30 สาขาเท่านั้น เมื่อสาขาน้อยลง สิ่งที่หายไปคืออำนาจในการต่อรองซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ หรือคู่ค้าลดลงตามไปด้วย ทำให้การประหยัดต่อขนาด หรือ Economies of Scale หายไป
เรียกว่ายิ่งลด (สาขา) ยิ่งแข่งขันยาก แล้วไหนจะมาเจอภาวะการแข่งขันที่รุนแรงซ้ำเติมอีก…เลยไปกันใหญ่
กลุ่มอิออนคงประเมินแล้วว่า ขืนยื้อต่อไปมีแต่จะเข้าเนื้อไปเรื่อย ๆ เลยตัดสินใจถอนการลงทุน…ม้วนสื่อกลับบ้านเก่าดีกว่า เป็นที่มาของการขาย MaxValu ให้กับ CRC ไปนั่นเอง…
ส่วนมุมของคนซื้ออย่าง CRC ซึ่งมีซูเปอร์มาร์เก็ตภายใต้แบรนด์ “ท็อปส์” (Tops) เป็นหัวหอกในการฟาดฟันกับ 2 เจ้าสัว (Lotus’s go fresh และ CP Fresh ของเจ้าสัว ธนินท์ เจียรวนนท์, Mini Big C ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี) ซึ่งปัจจุบันมีสาขาของท็อปส์ และท็อปส์ ฟูด ฮอลล์ รวม 173 สาขา และมีสาขาท็อปส์ เดลี่ รวม 542 สาขา…
หากจะขยายสาขาเพิ่ม อาจต้องใช้เวลา…แต่การซื้อ MaxValu จะทำให้ได้สาขาแบบฟาสต์แทร็กทันที 30 สาขา ก็จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจค้าปลีกของ CRC…
สิ่งที่พ่วงมาด้วย คือ ฐานลูกค้ากว่า 900,000 ราย ซึ่งต้องไม่ลืมว่าการทำธุรกิจในยุคนี้ข้อมูลลูกค้าถือเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต เพราะช่วยให้แบรนด์วิเคราะห์พฤติกรรม ทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล และเพิ่มยอดขายได้อย่างแม่นยำ…
ขณะเดียวกัน ยังได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่มีศักยภาพ ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ เช่น สาขาหลักสี่, นวมินทร์, พัฒนาการ, สุขุมวิท 71, CDC, The Nine พระราม 9, เมืองทองธานี และศรีราชา
อีกไฮไลต์เห็นจะเป็นการได้ศูนย์ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat Processing Center) ซึ่งจะช่วยให้ CRC ผลิตและพัฒนาสินค้ากลุ่ม Ready-to-Eat ป้อนสาขาในเครือไดัทันที…แถมยังต่อยอดโอกาสทางธุรกิจด้วยการเปิดรับออเดอร์ผลิตสินค้า OEM ป้อนให้กับซูเปอร์มาร์เก็ตแบรนด์อื่น ๆ ได้อีกด้วย
แหม๊…เสียดายที่ CRC ไม่ได้บอกมูลค่าที่ซื้อ MaxValu…แต่ดูแล้วดีลนี้น่าจะคุ้มค่าอยู่หนา ถือเป็นอีกก้าวของการเติบโตแบบอินออร์แกนิก หรือ M&A..!!
ที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ CRC เดินเกมเติบโตแบบอินออร์แกนิก…ถ้าจำกันได้ช่วงปี 2563 ได้ซื้อกิจการบริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) หรือ COL ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจร้านหนังสือ B2S และ OfficeMate มูลค่าทั้งสิ้น 12,160 ล้านบาท ก่อนจะเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2564 เพื่อขยายไปยังธุรกิจร้านค้าปลีกเฉพาะทางมาแล้ว
ขณะที่นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อดีลนี้ โดย บล.พาย ระบุว่า มองบวกต่อการเข้าซื้อ MaxValu จำนวน 30 สาขา ในราคาที่ถูกกว่าการก่อสร้างสาขาใหม่เองในทำเลที่ดีมีศักยภาพ โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถทำให้ธุรกิจกลับมาทำกำไรได้ในปี 2570 ซึ่งก็ใกล้เคียงกับระยะเวลา breakeven หลังเปิดสาขาใหม่
ฟาก บล.เคจีไอ ระบุว่า การเข้าซื้อ MaxValu 30 สาขา ในระยะสั้น CRC อาจจะรับรู้ผลขาดทุน/มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงแรกของการรีแบรนด์ห้าง ส่วนในระยะยาว ดีลนี้จะช่วยเพิ่มมาร์จิ้นให้กับกลุ่มธุรกิจอาหารจากการวางจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทานเพิ่มขึ้น และทำให้การใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เข้าทำนองสั้นร้าย..แต่ยาวดีว่างั้น..??
ดีลซื้อ MaxValu จะช่วยสร้างการเติบโตให้กับ CRC ได้มากน้อยแค่ไหน..?? คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วล่ะ..!?
…อิ อิ อิ…