CRYPTO SHOT: ธนาคารลงมาเล่นเอง! 21 สถาบันการเงินเตรียมออก

Published on 3 ก.ย. 2026

ธนาคารยักษ์ใหญ่ทั่วโลกกลับมาให้ความสำคัญกับ Stablecoin อีกครั้ง ผนึกกำลังวางแผนจะสร้าง Stablecoin ใหม่ โดยเริ่มต้นจากเงินดอลลาร์ และมีแผนขยับเป็นยูโร ในลำดับต่อไป

แต่จะไม่ให้ความสำคัญได้อย่างไร ในเมื่อตลาด Stable มีมูลค่าสูงถึง 304,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งปัจจุบันมีเจ้าตลาดคือเอกชน 2 เจ้าใหญ่ งานนี้ใครช้า อาจจะหลุดจากวงโคจรไม่รู้ตัว!!

*สถาบันการเงินยักษ์ จับมือออก Stablecoin! ธนาคารลงมาเล่นเองแล้ว?

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน เวลาพูดถึง Stablecoin เราก็มักจะนึกถึงบริษัทในวงการคริปโทฯ อย่าง Tether เจ้าของ USDT หรือ Circle เจ้าของ USDC!!

แต่ตอนนี้ game change !! เพราะล่าสุด สถาบันการเงินระดับโลกถึง 21 แห่ง ไม่ว่าจะเป็น Bank of America, Citi, Goldman Sachs, UBS, Deutsche Bank, Wells Fargo รวมถึง Fidelity ประกาศจับมือกันตั้งบริษัทใหม่ เพื่อทำ Stablecoin ของตัวเอง

แผนก็คือ เขาจะเริ่มจาก Stablecoin ที่อ้างอิงกับ ดอลลาร์สหรัฐ ก่อน โดยตั้งเป้าเปิดตัวช่วงครึ่งแรกของปี 2027 และหลังจากนั้นก็มีแผนทำ Stablecoin สกุลอื่นตามมา โดยเฉพาะ เงินยูโร

แล้ว Stablecoin ของกลุ่มธนาคารเหล่านี้จะเอาไปทำอะไร? หลัก ๆ เขามองทั้งเรื่อง การชำระเงิน การโอนเงินข้ามประเทศ รวมถึงการชำระธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล และที่น่าสนใจคือ เขาตั้งใจให้ Stablecoin ตัวนี้สามารถใช้งานบน Public Blockchain ได้ด้วย

ลองคิดภาพตาม.. ถ้าเราจะโอนเงินข้ามประเทศผ่านระบบธนาคาร บางครั้งเงินต้องวิ่งผ่านตัวกลางหลายทอด ใช้เวลา และก็มีค่าธรรมเนียม แต่ Stablecoin สามารถทำให้เงินดอลลาร์ในรูปดิจิทัลวิ่งอยู่บน Blockchain ได้โดยตรง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ธนาคารกำลังมอง ไม่ใช่แค่ จะเข้ามาขายคริปโทฯ อย่างไร แล้ว แต่คือ จะเอาเทคโนโลยีของคริปโทฯ มาปรับใช้กับระบบการเงินเดิมอย่างไร มากกว่า

แล้วทำไมธนาคารถึงเพิ่งมาจริงจังกันตอนนี้ล่ะ? ส่วนหนึ่งก็เพราะกติกาเริ่มชัดขึ้น โครงการนี้ระบุเลยว่าจะทำให้สอดคล้องทั้ง GENIUS Act ของสหรัฐฯ และ MiCA ของยุโรป เพราะฉะนั้น สำหรับสถาบันการเงินใหญ่ ๆ ที่เมื่อก่อนอาจไม่กล้าเข้ามาเต็มตัว ตอนนี้ภาพของกฎหมายเริ่มชัดขึ้น ก็ทำให้เดินเกมได้ง่ายขึ้น

ตรงนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจมาก เพราะตอนนี้ตลาด Stablecoin มีมูลค่ารวมประมาณ 304,000 ล้านดอลลาร์ แล้ว และ USDT เจ้าเดียวครองตลาดอยู่ประมาณ 60% ส่วน USDC อยู่ที่ประมาณ 24% เท่ากับว่าแค่สองเจ้าก็กินตลาดไปกว่า 80% แล้ว

เพราะฉะนั้น การที่ธนาคารระดับโลก 21 แห่ง เขาจับมือกันเข้ามารอบนี้ ประเด็นใหญ่ไม่ใช่ว่า Stablecoin ตัวใหม่จะสามารถล้ม USDT หรือ USDC ได้หรือเปล่า? แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ตอนนี้ Stablecoin เริ่มไม่ใช่เรื่องของ วงการคริปโทฯ อย่างเดียวแล้ว

เพราะทั้งธนาคาร บริษัทบัตรเครดิต บริษัทเทคโนโลยี ไปจนถึงบริษัทจัดการสินทรัพย์ ต่างก็เริ่มสร้าง Infrastructure ของตัวเองกันหมด และถ้าในอนาคตแต่ละกลุ่มมี Stablecoin ของตัวเองจริง ๆ สงคราม Stablecoin อาจไม่ได้แข่งกันแค่ว่าเหรียญไหนมี Market Cap ใหญ่ที่สุด แต่อาจแข่งกันว่า เงินของใคร ถูกใช้งานจริงมากที่สุด

*สิงคโปร์วางกฎ Stablecoin ใหม่ ต้องมีเงินสำรอง 100% แถมห้ามแจก Yield!

ทีนี้มาดูฝั่งรัฐบาลกันบ้าง เพราะสิงคโปร์กำลังบอกว่าอยากออก Stablecoin ได้!! แต่ต้องมีกติกา

ล่าสุด MAS หรือธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของสิงคโปร์ กำลังเสนอแก้กฎหมายเกี่ยวกับ Stablecoin โดยมีอยู่ 2 ข้อใหญ่ ๆ ที่คนถือ Stablecoin ควรรู้!!

ข้อแรก ถ้าออก Stablecoin มา 100 ดอลลาร์ คุณต้องมีสินทรัพย์สำรองอย่างน้อย 100 ดอลลาร์รองรับจริง ๆ และเงินสำรองนี้จะเอาไปรวมกับเงินบริษัทก็ไม่ได้ ต้องแยกบัญชีออกจากกัน และฝากไว้กับสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต เหตุผลก็ง่ายมาก สมมติวันหนึ่งคนถือ Stablecoin แห่มาขอแลกคืนพร้อมกัน คนออกเหรียญก็ต้องมีสินทรัพย์อยู่จริง ๆ ให้แลกกลับได้

ส่วนข้อที่สอง MAS บอกว่า Stablecoin ไม่ควรเอามาจ่ายดอกเบี้ย หรือ Yield ให้กับคนถือ เพราะในมุมของ MAS หน้าที่ของ Stablecoin คือ เอาไว้จ่ายเงิน โอนเงิน หรือ Settlement ไม่ใช่เอามาวางไว้แล้วบอกว่าฝากเหรียญไว้กับฉันสิ เดี๋ยวจ่ายผลตอบแทนให้ เพราะพอเริ่มทำแบบนั้น Stablecoin ก็เริ่มทำหน้าที่คล้ายเงินฝากหรือผลิตภัณฑ์ลงทุนมากขึ้น แล้วความเสี่ยงก็เปลี่ยนไป

จริง ๆ สิงคโปร์ไม่ได้คิดแบบนี้ประเทศเดียว เพราะตอนนี้ทั้งสหรัฐฯ และยุโรปก็เดินไปในทิศทางคล้ายกัน คือพยายามแยกให้ชัดว่า Stablecoin = เงินดิจิทัลสำหรับใช้จ่าย ไม่ใช่ ผลิตภัณฑ์ฝากเงินเพื่อกินดอกเบี้ย และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่อง Yield ถึงกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของกฎ Stablecoin ทั่วโลก

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือสิงคโปร์ไม่ได้คิดจะปิดประเทศแล้วบอกว่า ต้องใช้แต่ Stablecoin ของสิงคโปร์เท่านั้นนะ แต่เขากำลังเปิดทางว่า Stablecoin จากต่างประเทศก็อาจได้รับการยอมรับได้เหมือนกัน ถ้าประเทศที่กำกับเหรียญนั้นมีกฎที่เข้มแข็งและได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน เพราะ Stablecoin ถึงจะวิ่งบน Blockchain ได้ทั่วโลก แต่กฎหมายของแต่ละประเทศไม่ได้วิ่งตามกันง่าย ๆ การที่ประเทศต่าง ๆ เริ่มยอมรับมาตรฐานของกันและกัน จึงอาจทำให้ Stablecoin ถูกนำไปใช้ โอนเงินและ Settlement ข้ามประเทศ ได้ง่ายขึ้นในอนาคต

*Bitcoin เด้ง 22% Nansen ยังไม่เชื่อ Bull Market กลับมาแล้ว!!

Bitcoin เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเรียกได้ว่า กลับมาคึกคัก ราคาวิ่งจากโซนประมาณ 60,000 กว่าดอลลาร์ ขึ้นไปทะลุ 80,000 ดอลลาร์ได้ช่วงหนึ่ง และทั้งเดือนบวกไปประมาณ 25% เป็นเดือนที่ดีที่สุดของ Bitcoin นับตั้งแต่ปลายปี 2024

เห็นแบบนี้หลายคนน่าจะเริ่มคิดเหมือนกันว่า ตลาดกระทิงกลับมาแล้วหรือเปล่า? แต่ Nansen บอกว่า ใจเย็นก่อน.. ยังไม่ขอฟันธง เพราะถึงราคาจะฟื้นจริง แต่ถ้าเราไปดูว่า เงินที่ซื้อ Bitcoin มาจากไหน? ภาพมันยังไม่ได้สวยขนาดนั้น

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา Nansen พบว่ามี Bitcoin ไหลเข้า Exchange สุทธิประมาณ 3,700 BTC แน่นอนว่า Bitcoin เข้า Exchange ไม่ได้แปลว่าเขาจะขายทุกเหรียญ แต่ปกติเราก็จะจับตาตัวเลขนี้ เพราะถ้า Bitcoin ถูกย้ายออกจาก Wallet เข้า Exchange มากขึ้น ก็แปลว่ามี Supply ส่วนหนึ่งที่พร้อมจะถูกขายได้ง่ายขึ้น

อีกตัวที่ต้องดูคือ Spot Bitcoin ETF จำได้ไหมว่าตอน Bitcoin วิ่งแรงช่วงกลางเดือนสิงหาคม เงินเข้า ETF กันหนักมาก สัปดาห์เดียวประมาณ 1.92 พันล้านดอลลาร์ และถ้ามองทั้งเดือนสิงหาคมถือเป็นเดือนที่ดีที่สุดของ Bitcoin ETF ในปีนี้เลย แต่พอเข้าเดือนกันยายน ภาพเริ่มกลับกัน เพราะเริ่มเห็นเงินไหลออกอีกครั้ง

เพราะฉะนั้น Nansen เลยมองว่าถ้า Bitcoin จะขึ้นรอบนี้แบบแข็งแรงจริง อยากเห็นคนเอาเงินจริง ๆ เข้ามาซื้อ Bitcoin ในตลาด Spot ต่อเนื่อง ไม่ใช่ราคาขึ้นเพราะแรงจาก Futures หรือ Short Squeeze อย่างเดียว

พูดง่าย ๆ ก็คือราคา Bitcoin ขึ้นเหมือนกัน แต่ ขึ้นเพราะอะไร สำคัญมาก เพราะถ้าคนซื้อ Bitcoin จริง ๆ และ ETF มีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง แบบนี้ฐานของการขึ้นก็จะแข็งแรงกว่า แต่ถ้าราคาขึ้นเพราะคนที่ Short ไว้โดนบังคับซื้อกลับ พอปิด Short กันหมด แรงซื้อก็อาจหาย แล้วราคาก็มีโอกาสย่อลงมาใหม่ได้

แล้วตอนนี้ต้องดูตรงไหน? Nansen ให้โซนสำคัญไว้ว่า Bitcoin ต้องกลับไปยืนประมาณ $77,400$77,650 ให้ได้ก่อน แล้วค่อยกลับไปวัดใจกันอีกทีที่ $80,000 ถ้าทะลุได้ พร้อมกับเงิน ETF กลับเข้า Spot Volume เพิ่ม และตลาด Futures ไม่ได้ร้อนแรงเกินไป ภาพของ Bull Market ก็จะเริ่มน่าเชื่อมากขึ้น แต่ถ้า $80,000 ยังผ่านไม่ได้ แล้วแรงซื้อ Spot ไม่มา ก็ยังต้องระวังการย่อ

บางทีตอนนี้อาจยังเร็วไปที่จะเถียงกันว่า Bull Market มาแล้วหรือยัง? สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ รอบนี้เราจะดูแค่ Bitcoin ขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ไม่ได้แล้ว เพราะ Bitcoin ขึ้น 20% จาก Short Squeeze กับ Bitcoin ขึ้น 20% จากเงินใหม่ที่ไหลเข้าผ่าน Spot และ ETF ความแข็งแรงของตลาดไม่เหมือนกัน

และอีกเรื่องที่ต้องจับตาคือสภาพแวดล้อมข้างนอกตลาดคริปโทฯ ด้วย ทั้ง Bond Yield และทิศทางดอกเบี้ยของ Fed เพราะฉะนั้นช่วงนี้คงต้องจับตา 3 อย่าง $80,000 ผ่านไหม เงิน ETF กลับมาหรือเปล่า เงินซื้อ Spot ตามมาจริงไหม ถ้าสามอย่างนี้มาพร้อมกันตอนนั้นคำว่า Bull Market น่าจะพูดได้เต็มปากกว่านี้

โดย ดวงกมล คล่องบุญจิต