
โลกเราเปลี่ยนแปลงทุกวัน โดนเฉพาะโลกคริปโทฯ เมื่ออยู่ดี ๆ Hacker ได้ขโมยบิทคอยน์ออกจากแพลตฟอร์มหนึ่ง แล้วออกตัวว่าตัวเองเป็น “White Hat Hacker” ซึ่งหากทางแพลตฟอร์มมีการแก้ไขช่องโหว่แล้วจะดำเนินการคืนเงินให้
แต่แล้วตอนคืนจริง กลับโอนคืนแค่ 85% ของจำนวนที่ขโมยไป สรุปแล้วนิยายของคำว่า “White Hat Hacker” คืออย่างไรกันแน่??
*Liquid Network ถูกเจาะ 320 ล้านดอลล์ ก่อน Hacker คืน Bitcoin 85%
มีเหตุใหญ่เกิดขึ้นกับ Liquid Network เมื่อ Bitcoin เกือบ 4,000 BTC มูลค่าราว ๆ 320 ล้านดอลลาร์ ถูกดึงออกจากระบบ!! แต่ Bitcoin Network ไม่ได้ถูก Hack!!
เหตุเกิดกับ Liquid Network ซึ่งเป็น Sidechain ของ Bitcoin ที่พัฒนาโดย Blockstream และมี Exchange, Infrastructure และ Asset Manager มากกว่า 80 แห่งอยู่ใน Federation หน้าที่หลัก ๆ คือช่วยให้การโอนและ Settlement Bitcoin ทำได้เร็วขึ้น
วิธีทำงานก็ง่าย ๆ คือ เอา BTC จริงมาล็อกไว้ แล้วออก L-BTC มาใช้บน Liquid เพราะฉะนั้นหลักสำคัญคือ 1 L-BTC ต้องมี 1 BTC จริงหนุนหลังเสมอ
แต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนเจอช่องโหว่ใน Software ที่ Liquid ใช้งาน แล้วถอน Bitcoin ออกจาก Federation Wallet ไปเกือบ 4,000 BTC จากที่มีอยู่ประมาณ 4,200 BTC เพียงแค่ 30 นาที เหลือไม่ถึง 200 BTC!! ทาง Liquid เลยต้องหยุดธุรกรรมใหม่ ปิด Bridge บางส่วน และให้ Exchange ระงับการฝากถอน L-BTC
แต่เรื่องสุดกว่าตรงที่ คนที่เอา Bitcoin ออกไปบอกว่า… “ผมเป็น White Hat Hacker” พร้อมกล่าวอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจขโมย แต่เจอช่องโหว่ก่อนคนร้ายตัวจริงเลยย้าย Bitcoin ออกไปก่อน แถมยังส่งข้อความคุยกับทีม Liquid ผ่าน Transaction บน Bitcoin Blockchain บอกประมาณว่า “แก้ Bug ให้เรียบร้อย update Patch Node ให้หมด แล้วจะคืน Bitcoin ให้”
พอหลัง Blockstream ยืนยันว่าแก้ช่องโหว่แล้ว Bitcoin 3,400 BTC มูลค่าราว 270 ล้านดอลลาร์ ถูกส่งกลับมา เขาก็คืนจริง ๆ แต่เขาคืนมาประมาณ 85% ของทั้งหมด ยังเหลืออีกประมาณ 598 BTC หรือ 47 ล้านดอลลาร์ที่ยังไม่คืน ตรงนี้เลยเริ่มมีคำถามว่า ตกลงนี่ White Hat หรือเรียกค่าไถ่? เพราะ CTO ของ Ledger ตั้งคำถามว่า ถ้า 598 BTC ที่เหลือถูกเก็บไว้เป็น “ค่าตอบแทน” โดยไม่ได้ตกลงกันอย่างเป็นทางการ มันอาจดูเหมือน Extortion มากกว่า Bug Bounty
ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายก็ยังเจรจากันอยู่ ส่วน Liquid Network ก็ยังหยุดให้บริการ เพราะต้องจัดการเรื่อง Security, Chain Split และทำให้ L-BTC กลับมามี Bitcoin หนุนหลังเต็มจำนวนก่อน
อย่างไรก็ตาม Bitcoin ไม่ได้ถูก Hack แต่อย่างใด ช่องโหว่มันอยู่ที่ Infrastructure ที่สร้างขึ้นมาครอบ Bitcoin อีกที และเคสนี้ทำให้คำว่า White Hat มีเส้นแบ่งที่น่าสนใจมาก เพราะการเจอช่องโหว่แล้วช่วยรักษาเงินให้ระบบ กับการเอาเงินออกไปก่อนแล้วค่อยเจรจาว่าจะคืนเท่าไหร่ มันคนละเรื่องกัน
*หนุ่มวัย 22 รับสารภาพ นำแก๊งขโมยคริปโท 245 ล้านดอลลาร์!
ข่าวนี้เหมือนละคร เมื่อเด็กสิงคโปร์อายุ 22 ปี เป็นหัวหน้าแก๊งขโมยคริปโท ความเสียหายกว่า 245 ล้านดอลลาร์
Malone Lam สารภาพต่อศาลในวอชิงตัน ดี.ซี. แล้วว่าเป็นหัวหน้าขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ แต่ที่น่าสนใจคือ วิธีขโมยของแก๊งนี้ไม่ได้เริ่มจากการแฮ็ก Blockchain แต่ใช้ Social Engineering พูดง่าย ๆ คือ ไม่ได้แฮ็กระบบ แต่ “แฮ็กคน” หลอกให้เหยื่อเชื่อใจ หลอกเอาข้อมูล จนสามารถเข้าถึงคริปโทฯ ของเหยื่อได้ และบางเคสไปไกลกว่านั้น เพราะเครือข่ายนี้ถูกกล่าวหาว่ามีทั้ง การบุกรุกบ้านเพื่อขโมยคริปโทด้วย
Malone Lam ถูกจับตั้งแต่ปี 2024 ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 20 ปี และถูกตั้งข้อหาว่าเกี่ยวข้องกับการขโมย Bitcoin มากกว่า 4,100 BTC ส่วนสมาชิกในแก๊ง รู้จักกันผ่าน “แพลตฟอร์มเกมออนไลน์” ก่อนกระจายตัวอยู่หลายรัฐในสหรัฐฯ และต่างประเทศ โดย Lam เป็นคนประสานงานการโจมตี
ได้เงินไปแล้ว เขาเอาไปทำอะไร? ภายหลังพบการเช่า Private Jet, จ้างบอดี้การ์ด, ซื้อรถ Exotic Car บางคันราคาสูงถึง 3.8 ล้านดอลลาร์
แต่เรื่องนี้ใหญ่กว่าแค่คดีของเด็กอายุ 22 ปีคนหนึ่ง เพราะปีที่แล้วเกือบ 41% ของเหตุด้านความปลอดภัยในคริปโทฯ เกี่ยวข้องกับการหลอกคน ไม่ว่าจะเป็นการแอบอ้างตัวตนหรือการลงทุนปลอม ด้าน Chainalysis ประเมินว่า Scam ประเภทนี้สร้างความเสียหายมากกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์ในปีเดียว
ยิ่งตอนนี้มี AI เข้ามา การปลอมเสียง ปลอมภาพ หรือสร้างตัวตนให้น่าเชื่อถือ ก็ทำได้ง่ายขึ้นอีก บางทีจุดอ่อนที่สุดของการเก็บคริปโทฯ อาจไม่ใช่ Wallet หรือ Blockchain แต่เป็นตัวเราเอง ต่อให้ Private Key ปลอดภัยแค่ไหน ถ้าอีกฝ่ายหลอกจนเราเป็นคนให้ข้อมูล กดลิงก์ หรือเซ็น Transaction เอง ระบบก็ช่วยเราไม่ได้
และถ้าถือคริปโทฯ มูลค่าสูงมาก ๆ เรื่อง Security ก็ไม่ควรหยุดอยู่แค่โลกออนไลน์แล้ว เพราะคดีนี้มีถึงขั้น บุกรุกบ้าน!! ดังนั้นคำว่า “อย่าบอกใครว่าถือคริปโทฯเท่าไหร่” อาจเป็น Security Rule ที่ง่ายที่สุด แต่สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
*Bitkub เปิด KUB Wallet โฉมใหม่ ดัน Web3 ให้ใช้ได้ทุกวัน
เวลาพูดถึง Web3 ปัญหาหนึ่งที่คนทั่วไปเจอก็คือ มันใช้ยาก!! จะโอนเหรียญที ต้องเช็ก Address เช็ก Network จะไปใช้ dApps บางทีก็ต้องสลับ Wallet อีก
ล่าสุด Bitkub Blockchain Technology เลยเปิดตัว KUB Wallet โฉมใหม่ ในงาน KUB Global Bangkok 2026 ภายใต้คอนเซปต์ “Your Everyday Wallet” พูดง่าย ๆ คือ อยากทำให้ Web3 ใช้ง่ายขึ้น จนไม่ต้องรู้สึกว่า “ฉันกำลังใช้ Web3 อยู่” อย่างการส่งสินทรัพย์ ตอนนี้ส่งผ่าน เบอร์โทรศัพท์, Wallet Address หรือสแกน QR Code ได้เลย
ตัว Wallet ก็รองรับหลายเชน ทั้ง KUB Chain, Ethereum, Arbitrum, Base และ BNB Chain สลับ Network ในแอปเดียวได้เลย และเชื่อม dApps ผ่าน WalletConnect ได้ด้วย
และฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ สินทรัพย์ใน Wallet เริ่มไม่ได้มีแค่คริปโทฯ แล้ว KUB Wallet รองรับ Ondo Tokenized Stocks ทำให้ผู้ใช้ที่ผ่านเกณฑ์ของ Ondo สามารถเข้าถึงหุ้นและ ETF ในรูปแบบ Tokenized ได้ พูดง่าย ๆ คือ สินทรัพย์จาก Wall Street กำลังถูกยกขึ้นมาอยู่บน Blockchain และเข้าถึงผ่าน Wallet ได้เลย
อีกตัวคือ THBK ซึ่ง 1 THBK มีมูลค่าเท่ากับ 1 บาท และมีเงินฝากเงินบาทหนุนหลังไม่น้อยกว่ามูลค่า THBK ที่สร้างขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในโครงการทดสอบ Programmable Payment ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox ไม่ใช่ว่าเปิดให้ทุกคนเอา THBK ไปจ่ายทั่วประเทศได้
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ มันทำให้เราเริ่มเห็นภาพว่า Wallet ในอนาคตอาจไม่ได้มีไว้แค่ “เก็บเหรียญ” แต่อาจเป็นที่ที่เรามีทั้ง คริปโทฯ, สินทรัพย์โลกการเงินต่าง ๆ, เงินสำหรับใช้จ่าย, รวมถึง dApps และสิทธิประโยชน์ อยู่ในที่เดียว
นอกจากนี้ KUB Wallet ยังเตรียมเปิด KUB Prime และ KUB SHOP ให้กิจกรรมต่าง ๆ ใน Ecosystem กลายเป็นคะแนน KUB GEM แล้วนำไปแลกสินค้า ส่วนลด หรือสิทธิประโยชน์ได้ด้วย
จริง ๆ แล้ว โจทย์ใหญ่ของ Web3 ตอนนี้อาจไม่ใช่สร้างเทคโนโลยีให้เก่งขึ้นอย่างเดียว แต่ต้องทำให้คนใช้โดยไม่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีทั้งหมดด้วย เหมือนทุกวันนี้เราโอนเงินผ่าน Mobile Banking เราไม่ได้สนใจหรอกว่าเบื้องหลังเงินวิ่งผ่านระบบอะไร แล้วถ้า Web3 ไปถึงจุดที่ คนใช้ Wallet, จ่ายเงิน หรือถือสินทรัพย์ On-chain ได้ โดยไม่ต้องมานั่งคิดเรื่อง Network หรือ Blockchain ตลอดเวลา ตอนนั้นคำว่า “Everyday Wallet” ถึงจะเกิดขึ้นจริง!!
โดย ดวงกมล คล่องบุญจิต