ความสำเร็จอีกครั้งของ “ไทวัสดุ” กับการคว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ในหมวดร้านขายวัสดุก่อสร้างที่มีหลายสาขาทั่วประเทศ (Construction Materials Retailer) ครองตำแหน่งแบรนด์อันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคได้ต่อเนื่อง
รางวัลนี้มาจากเสียงของผู้บริโภคกว่า 6,000 คน จาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ จึงสะท้อนภาพของแบรนด์ที่สามารถรักษามาตรฐานและประสบการณ์การให้บริการไว้ได้ในทุกพื้นที่ ท่ามกลางความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค
นี่จึงเป็นทั้งความสำเร็จและโจทย์สำคัญของไทวัสดุในการเดินหน้าพัฒนาสินค้า บริการ และประสบการณ์ของลูกค้าให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ

ความไว้วางใจ เริ่มจาก “Service Standard” ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง
คุณธนวัฒน์ จิรังคพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล โฮม กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่สร้างความไว้วางใจต่อแบรนด์ คือการสร้าง “Service Standard” ที่ทำงานทั้งระบบ ตั้งแต่สินค้า ราคา คน กระบวนการ ไปจนถึงการส่งมอบและบริการหลังการขาย
- Product Standard : สินค้าต้องมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และพร้อมใช้งาน
ไทวัสดุให้ความสำคัญกับการบริหาร Category ให้มีสินค้าเพียงพอ ครบครัน และได้มาตรฐาน เพื่อให้ลูกค้าเลือกสินค้าไปใช้งานได้ตามความต้องการ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ไทวัสดุเป็น โมเดิร์นเทรดเจ้าแรกที่จำหน่ายเหล็กโครงสร้างมาตรฐาน มอก. ครบทุกประเภท พร้อมบริหารสต็อกให้มีความพร้อมทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มช่างและผู้รับเหมาที่ความพร้อมของสินค้ามีผลโดยตรงต่อการทำงานและการส่งมอบงาน
- Price Standard : ราคาต้องสร้างความมั่นใจ
ด้านราคา ไทวัสดุใช้แนวคิด “Everyday Low Price” ภายใต้จุดขาย “ครบเรื่องบ้าน ถูกและดี” เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความคุ้มค่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลูกค้าคาดหวังได้ว่าราคาจะมีความคุ้มค่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโปรโมชันในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะลูกค้าที่ซื้อวัสดุก่อสร้างเป็นจำนวนมาก ซึ่งราคามีผลโดยตรงต่อต้นทุนของงาน
- People Standard : คนต้องพอ และมีความรู้
ไทวัสดุบริหารจำนวนพนักงานให้เหมาะสมกับ ขนาดและฟังก์ชันของแต่ละสาขา (Adequate Staff) พร้อมให้ความสำคัญกับ Product Knowledge เพื่อให้พนักงานตอบคำถามและให้คำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
- Process Standard : เทคโนโลยีเข้ามาลดขั้นตอนและเวลา
ไทวัสดุนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการให้บริการ ตั้งแต่ Digital Queue, Electronic Shelf Label, Self Check-out และ Self Tax Invoice เพื่อเพิ่มความสะดวกและความรวดเร็ว ลดเวลารอ เพิ่มความถูกต้องของข้อมูล และลดขั้นตอนในการชำระเงินและออกเอกสาร
- Fulfilment & After-sales : ประสบการณ์ต้องต่อเนื่องจนใช้งานได้จริง
สำหรับธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ประสบการณ์ไม่ได้จบลงเมื่อชำระเงิน ลูกค้ายังต้องได้รับสินค้าอย่างถูกต้องและตรงเวลา รวมถึงบริการรับสินค้า การจัดส่ง งานติดตั้ง และบริการหลังการขาย ทั้งหมดจึงต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันตั้งแต่เลือกสินค้าไปจนถึงการนำสินค้าไปใช้งานจริง
“ลูกค้าจะเลือกใช้บริการไทวัสดุผ่านช่องทางไหนหรือสาขาไหนก็ได้ สิ่งสำคัญคือเราต้องทำให้มาตรฐานทั้งสินค้า ราคา การบริการ และขั้นตอนต่าง ๆ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกและความมั่นใจว่า ใช้บริการกับไทวัสดุที่ไหนก็ได้รับประสบการณ์ที่ดีเหมือนกัน”
“Hybrid Format” ตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายกลุ่มในพื้นที่เดียว
การพัฒนาโมเดลธุรกิจเป็นอีกส่วนที่ไทวัสดุนำมาใช้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย โดยเริ่มพัฒนา Hybrid Format ซึ่งรวมไทวัสดุและบีเอ็นบี โฮมไว้ในพื้นที่เดียวกันตั้งแต่ปี 2019 ถือเป็น Hybrid Store รายแรกของประเทศไทย และเป็นแนวคิดที่ถูกนำไปต่อยอดในตลาด
คุณชุติพร คงเจริญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล มองว่า จุดแข็งของโมเดลนี้อยู่ที่การรองรับลูกค้าที่มี Customer Mission แตกต่างกันไว้ในพื้นที่เดียว
“การพัฒนา Hybrid Store ผสานจุดแข็งของไทวัสดุและบีเอ็นบี โฮม ให้กลายเป็นโมเดลร้านค้าที่ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าช่าง ผู้รับเหมา และเจ้าของบ้าน สร้างความสะดวกแบบครบวงจร และครอบคลุมสินค้าทุกประเภท”

ความต่อเนื่องยังครอบคลุมไปถึงการให้บริการผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยไทวัสดุให้ความสำคัญกับ Omnichannel มานานกว่า 10 ปี และมองลูกค้าเป็นคนเดียวกัน ไม่ว่าจะเข้ามาซื้อสินค้าที่สาขาหรือเลือกซื้อผ่านช่องทางออนไลน์
เช่น ลูกค้าที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้าที่สาขาเพื่อทำบ้าน หากกลับไปแล้วพบว่ายังขาดสินค้าอีกบางรายการก็สามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ต่อได้ โดยได้รับสินค้าและราคาในมาตรฐานเดียวกัน
คุณชุติพรอธิบายว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ทุกช่องทางทำงานต่อเนื่องกันเป็นประสบการณ์เดียว
“ออนไลน์เข้ามาเสริมแกร่งให้เราแตกต่างจากคู่แข่งทั้งหมดในอุตสาหกรรมนี้ คือความเป็น Omni-Seamless Experience ไม่ว่าจะมีโปรโมชันหรือราคาหน้าร้านอย่างไร ในออนไลน์ก็จะเป็นอย่างนั้น ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินอยู่หน้าร้านแล้วมาเปิดเว็บไซต์เพื่อเทียบราคา สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นที่ไทวัสดุ เพราะเราต้องการให้ทุกช่องทางเป็นประสบการณ์เดียวกันทั้งหมด”
พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว หมวดสินค้าต้องตอบให้ตรงความต้องการ
พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทำให้โจทย์การเลือกซื้อสินค้าและรูปแบบการใช้งานมีความหลากหลายขึ้น ไทวัสดุจึงให้ความสำคัญกับการเข้าใจ “โจทย์ของลูกค้า” ตั้งแต่เจ้าของบ้าน ช่าง ผู้รับเหมา ไปจนถึงลูกค้าภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถกำหนดสินค้า ทางเลือก และโซลูชันให้เหมาะกับการใช้งานจริง
“ถ้าเรามองไม่เห็นเทรนด์เหล่านี้ เราจะทำข้อเสนอทั้งด้านสินค้า ราคา และการบริการไม่ได้ ถ้าเราไม่เข้าใจลูกค้า เราก็ไม่สามารถได้ใจลูกค้าเช่นกัน”
คุณธนวัฒน์อธิบายว่า แนวคิดนี้ได้นำมาสู่การพัฒนา Category Development ที่ขยายจากสินค้าหลักด้านงานก่อสร้างไปสู่ เครื่องมือช่างมืออาชีพ ของใช้และการอยู่อาศัย เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ โดยลงลึกถึงลักษณะการใช้งานและระดับความต้องการของลูกค้า

ในกลุ่มเครื่องมือช่าง ไทวัสดุมีแผนเพิ่มสินค้า โดยแบ่งเป็นประเภททางเลือกสำหรับ DIY, Contractor และ Heavy User ขณะที่กลุ่มของใช้และการอยู่อาศัยขยายไปสู่ Finishing, Décor, Functional Lighting, Tiles และสินค้าตามฤดูกาล รวมถึงพัฒนา Home Décor ด้วยการจัดแสดงสินค้าให้เห็นทั้งวัสดุ สี พื้นผิว และการติดตั้งจริง เพื่อช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพงานรีโนเวตและเปรียบเทียบทางเลือกได้ง่ายขึ้น
พร้อมกันนั้น ไทวัสดุยังมองหาหมวดสินค้าใหม่ตามเทคโนโลยีและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น EV Charger ที่รองรับตั้งแต่การใช้งานในบ้านไปจนถึง SME และการใช้งานเชิงพาณิชย์ รวมถึงการขยาย Private Label รวมกว่า 20 แบรนด์ในครึ่งหลังของปี 2026 โดยวางจุดยืน ดีไซน์ และระดับราคาให้ชัดเจนตามกลุ่มลูกค้า
ทั้งหมดสะท้อนแนวทางของ Category Development ที่ต้องการทำให้ลูกค้า “เลือกง่ายขึ้น ได้ของตรงใจขึ้น และจบงานได้มากขึ้น” พร้อมยกระดับไทวัสดุจากร้านที่มีสินค้าให้เลือกจำนวนมาก ไปสู่ Total Home Solutions ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงและครอบคลุมยิ่งขึ้น
“Smart Green Retail” เปลี่ยนความยั่งยืนเป็นประสิทธิภาพและแต้มต่อธุรกิจ
ไทวัสดุวางเรื่องของ Sustainability ให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจผ่านแนวคิด “Smart Green Retail” ที่เชื่อมเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ากับประสิทธิภาพขององค์กร โดยมองว่าการลงทุนด้านความยั่งยืนควรสร้างผลลัพธ์กลับมาสู่ธุรกิจได้ในระยะยาว
“เรื่องของความยั่งยืนไม่ใช่แค่ CSR เรามองไปถึงว่า ทำอย่างไรให้การตอบแทนสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับองค์กรได้”
คุณธนวัฒน์อธิบายว่า การขับเคลื่อน Smart Green Retail ครอบคลุม 3 กลไกหลัก ได้แก่
- AI Smart Energy Management กลไกที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการพลังงาน โดยร่วมมือกับ Samsung นำระบบ SmartThings Pro และ Smart HVAC มาวิเคราะห์อุณหภูมิและรูปแบบการใช้งานแบบเรียลไทม์ ก่อนปรับการทำงานของระบบปรับอากาศให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ปัจจุบันนำร่องใน 3 สาขา ได้แก่ บางใหญ่ นครอินทร์ และสมุทรปราการ ช่วยให้ควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำขึ้นประมาณ 1–1.5 องศาเซลเซียส ลดการใช้พลังงานได้เฉลี่ย 10% ลดค่าไฟประมาณ 192,000 บาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 24 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
- Clean Energy ไทวัสดุและบีเอ็นบี โฮมเดินหน้าติดตั้ง Solar Rooftop โดยครอบคลุมทุกสาขา ในปี 2569 สามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้ประมาณ 95 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 398 ล้านบาทต่อปี ช่วยลดทั้งการใช้พลังงานจากแหล่งเดิมและต้นทุนของธุรกิจในระยะยาว (ข้อมูล ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2569)
- Green Logistics ไทวัสดุจัดการการขนส่งแบบ End-to-End ตั้งแต่ศูนย์กระจายสินค้าถึงสาขาและบ้านลูกค้า พร้อมนำ EV Truck มาใช้ในระบบโลจิสติกส์ ปัจจุบันมี 27 คัน และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 32 คันภายในปี 2569 คาดว่าจะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 901,000 ลิตรต่อปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 2,500 ตันต่อปี และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้มากกว่า 8.2 ล้านบาทต่อปี
เมื่อมองทั้งระบบ Smart Green Retail Ecosystem สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 50,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ผลิตไฟฟ้าสะอาดได้ประมาณ 95 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี และลดต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์รวมมากกว่า 400 ล้านบาทต่อปี
สะท้อนแนวคิดของ “Green Investment” ที่มองการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กับผลตอบแทนทางธุรกิจ เพราะเมื่อสามารถลดการใช้พลังงาน ลดการใช้น้ำมัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้ ต้นทุนที่ลดลงก็สามารถนำกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจและลูกค้าได้ในระยะยาว
คุณธนวัฒน์เสริมว่า การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงาน และทำให้ไทวัสดุสามารถนำประโยชน์ที่เกิดขึ้นกลับมาส่งต่อให้กับลูกค้าได้
“โลกได้ประโยชน์ ไทวัสดุก็ได้ประโยชน์ และสิ่งที่เราได้จากการบริหารจัดการในจุดนี้ เราก็นำกลับไปให้ลูกค้า ผ่านราคาและโปรโมชันที่ดีที่สุด”

เติบโตไปพร้อมชุมชนแต่ละพื้นที่
สู่บทบาทที่มากกว่าร้านวัสดุก่อสร้าง
การมี 91 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ได้สะท้อนเพียงขนาดของธุรกิจ แต่ทำให้ไทวัสดุมีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับผู้คนในแต่ละพื้นที่มากขึ้น ภายใต้แนวคิด “ไทวัสดุ เคียงข้าง สร้างสุข” และปรัชญา CRC Care ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมการทำงาน 4 มิติ ได้แก่ Community, People, Well-being และ Environment
แนวคิดดังกล่าวมีรากมาจากการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มหาอุทกภัยปี 2554 ที่ไทวัสดุไม่ปรับราคาสินค้าแม้หลายรายการขาดแคลน พร้อมจัดหาเรือ ปั๊มน้ำ และอุปกรณ์จำเป็นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก่อนพัฒนาบทบาทของเครือข่ายสาขาให้สามารถสนับสนุนชุมชนได้ตามบริบทของแต่ละพื้นที่
ในมิติ People ไทวัสดุให้ความสำคัญทั้งการสร้างโอกาสให้กลุ่มเปราะบางและการพัฒนากำลังคนรุ่นใหม่ โดยสร้างโอกาสด้านอาชีพให้แก่คนพิการสะสมแล้วกว่า 1,100 คน ผ่านมาตรา 33 และ 35 ควบคู่กับโครงการทุนทวิภาคี Young Professional Retailer (YPR) ที่มอบทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี 100% พร้อมเรียนรู้จากการทำงานจริง เพื่อสร้างบุคลากรด้านค้าปลีกและโลจิสติกส์รองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
ด้าน Well-being และ Environment ไทวัสดุนำความเชี่ยวชาญของธุรกิจมาต่อยอดผ่านโครงการ “รวมหัวใจให้บ้านเกิด” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 พัฒนาโรงเรียนและ รพ.สต. รวม 7 แห่ง ส่งต่อประโยชน์แก่ประชาชนกว่า 65,000 คน ขณะที่โครงการสร้างฝายชะลอน้ำดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ปัจจุบันสร้างแล้วกว่า 1,830 ฝาย มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 273,000 คน
นอกเหนือจากการขับเคลื่อนผ่าน 4 มิติ ไทวัสดุยังใช้พลังของ Partner Ecosystem มาช่วยขยายผลในแต่ละพื้นที่ โดยเชื่อมความเชี่ยวชาญ สินค้า และเทคโนโลยีของคู่ค้าเข้ากับโจทย์ของชุมชน เช่น ความร่วมมือกับ FRAMEX ในการปรับปรุงโรงเรียน, Hitachi สนับสนุนระบบน้ำในพื้นที่ประสบภัยแล้ง, TOYOBO สนับสนุนปั๊มน้ำให้โรงเรียนในพื้นที่ประสบภัยแล้ง และ RACER ติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในชุมชน สะท้อนการต่อยอดความสัมพันธ์จากคู่ค้าทางธุรกิจสู่ Strategic Partner ที่ร่วมสร้างคุณค่ากับชุมชน
“สิ่งสำคัญคือการได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและช่วยตอบโจทย์ของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย หรือการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ เมื่อทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง คนในพื้นที่จึงคุ้นเคยและไว้วางใจกันมากขึ้น จนทำให้ไทวัสดุเป็นเหมือนเพื่อนบ้านที่พึ่งพาได้”

เปลี่ยน Data เป็นความเข้าใจ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์
“The 1 Ecosystem” เป็นหนึ่งในฐานข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ไทวัสดุเข้าใจลูกค้าได้ลึกขึ้น โดยเชื่อมข้อมูลจากการใช้บริการทั้งหน้าร้านและออนไลน์เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ Customer Identity, Point และ Purchase History ทำให้เห็นทั้งความสนใจ พฤติกรรมการซื้อ และรูปแบบการใช้บริการของลูกค้าแต่ละคนได้ต่อเนื่องขึ้น
คุณธนวัฒน์มองว่า Data มีบทบาทมากกว่าการวิเคราะห์ยอดขายหรือทำโปรโมชัน เพราะสามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจได้ตั้งแต่ การจัดพื้นที่ขาย รายการสินค้า ราคา และสต็อก ไปจนถึงการออกแบบบริการ ให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้า
เมื่อข้อมูลเชื่อมโยงกันมากขึ้น ไทวัสดุจึงมองเห็นความแตกต่างของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ชัดขึ้น ทั้งเจ้าของบ้านที่กำลังรีโนเวต ช่างมืออาชีพ หรือผู้ประกอบการ ซึ่งมีพฤติกรรมการซื้อและความคาดหวังแตกต่างกัน ข้อมูลเหล่านี้จึงถูกนำมาใช้ในการแบ่งกลุ่มลูกค้า วางแผนการสื่อสาร และออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม
ในด้านการสื่อสาร Data ช่วยให้ไทวัสดุนำเสนอสินค้า ข้อเสนอ และคอนเทนต์ได้ตรงกับความสนใจมากขึ้น พร้อมเชื่อมประสบการณ์ระหว่างหน้าร้านและออนไลน์ผ่านแนวทาง O2O เช่น One Price, One Promotion, One Coupon และ One Payment เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ต่อเนื่องในทุกช่องทาง
คุณชุติพรเสริมว่า ข้อมูลจาก The 1 ยังช่วยให้ไทวัสดุสร้างความผูกพันกับลูกค้าได้มากขึ้น เพราะสามารถออกแบบแคมเปญและข้อเสนอให้ตรงกับความต้องการของแต่ละกลุ่มได้
“เราเปลี่ยน Data ให้เป็น Insight เปลี่ยน Insight ให้เป็น Action เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในระยะยาว ในระยะต่อไป AI จะเข้ามาช่วยให้การนำเสนอมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยนำข้อมูลอย่างการดูสินค้า การซื้อสินค้า และความสนใจ มาช่วยเลือกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าแต่ละคน”
การใช้ Data ของไทวัสดุจึงครอบคลุมตั้งแต่ การเข้าใจลูกค้า การสื่อสาร การพัฒนาสินค้า ไปจนถึงการออกแบบบริการและประสบการณ์ เมื่อรู้จักลูกค้าได้ดีขึ้น แบรนด์ก็สามารถตอบโจทย์ได้ตรงขึ้น และยังคง ตอบโจทย์ความต้องการและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า ได้ในระยะยาว

รักษา No.1 ด้วยมาตรฐานที่ลูกค้าคาดหวังได้
การได้รับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เป็นทั้งความภูมิใจและกำลังใจให้ไทวัสดุเดินหน้ารักษามาตรฐานที่ลูกค้าไว้วางใจ โดยคุณธนวัฒน์มองว่า สิ่งสำคัญคือการรับฟังเสียงจากรอบด้าน ทั้งลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และชุมชน เพื่อนำมาปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ถ้าเราฟังลูกค้า ฟังพนักงาน ปรับปรุงกระบวนการให้ได้มาตรฐาน ฟังคู่ค้า และช่วยเหลือชุมชน สิ่งที่เราทำทั้งหมดนี้จะกลับมาเป็นความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อเรา ไทวัสดุพร้อมนำข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กรมาประกอบการตัดสินใจ และเดินหน้าพัฒนาธุรกิจต่อไปในทุกมิติ”
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนการนำความเข้าใจลูกค้ามาพัฒนาธุรกิจ คือการขยายธุรกิจ Fast-Fit ภายใต้ชื่อ “AUTO1” เพื่อรองรับความต้องการด้านรถยนต์ของลูกค้า ปัจจุบันมีแผนขยายสู่ 80 สาขาทั่วประเทศ และ 200 สาขาภายใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นอีกโอกาสทางธุรกิจที่ต่อยอดจากพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า
คุณชุติพรเสริมว่า การทำความเข้าใจลูกค้าในรายละเอียดมากขึ้นมี SVOC (Single View of Customer) เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ โดยช่วยให้ไทวัสดุเห็นข้อมูลลูกค้าในหลายมิติ ทั้งพฤติกรรมการซื้อ ความสนใจ และการใช้บริการในแต่ละช่องทาง เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาเชื่อมโยงกัน ทีมงานจึงมองเห็นความต้องการของลูกค้าได้ชัดขึ้น และนำไปใช้กับการวางแผนสินค้า บริการ การสื่อสาร รวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ โดย SVOC ยังเชื่อมโยงกับ Ecosystem ในเครือเซ็นทรัล ทำให้ไทวัสดุมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่รอบด้านมากขึ้น
การรักษาความเป็น “อันดับหนึ่ง” ของไทวัสดุจึงครอบคลุมตั้งแต่การรักษามาตรฐาน การฟังเสียงจากรอบด้าน ตลอดจนการนำข้อมูลมาใช้เพื่อเข้าใจลูกค้าและพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป