‘ใต้เงาหอคอยงาช้าง’ เมื่อมหาวิทยาลัยชั้นนำกุมอำนาจทางเศรษฐกิจและปล้นกินเมือง กับ Davarian Baldwin

Published on 27 ส.ค. 2026

สถาบันใดที่กุมอำนาจทางเศรษฐกิจและกำหนดทิศทางชีวิตของผู้คน?
เชื่อว่าน้อยคนนักจะตอบว่า ‘มหาวิทยาลัย’

แต่ไม่ใช่สำหรับ Davarian Baldwin (ดาวาเรียน บอลด์วิน) นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการด้านเมืองศึกษา ผู้ก่อตั้ง Smart Cities Research Lab แห่ง Trinity College-Hartford 

บอลด์วินสั่นสะเทือนภาพจำของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ ผ่านผลงานเล่มสำคัญอย่าง In the Shadow of the Ivory Tower: How Universities Are Plundering Our Cities (2021) (แปลไทยในชื่อ ใต้เงาหอคอยงาช้าง: เมื่อมหาวิทยาลัยปล้นกินเมือง)

จากพื้นที่มหาวิทยาลัยในหลายรัฐทั่วสหรัฐอเมริกา งานของบอลด์วินชี้ให้เห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้ความรู้และมีพันธกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะอีกต่อไป แต่กลับเติบโตและขยายตัวราวกับกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์และบรรษัทธุรกิจ ที่มีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาแต่สูบทรัพยากรจากเมืองใหญ่รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นการกว้านซื้อที่ดินราคาแพงเพื่อทำโครงการเชิงพาณิชย์ การผูกขาดอำนาจดูแลความปลอดภัยผ่านกองกำลังตำรวจของตนเอง ไปจนถึงการปล่อยให้ชุมชนดั้งเดิมต้องเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพและที่อยู่อาศัย

บอลด์วินขุดคุ้ยกลไกเบื้องหลังบทบาทของมหาวิทยาลัย ผ่านมุมมองที่หลากหลาย ทั้งจากปากคำของผู้บริหารเมือง แรงงานรายได้น้อยผู้ขับเคลื่อนชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ไปจนถึงเครือข่ายภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ทวงคืนพื้นที่

งานของเขาวิพากษ์ผลประโยชน์และอำนาจไร้การตรวจสอบของมหาวิทยาลัยที่ส่งผลกระทบต่อคนตัวเล็กตัวน้อย อีกทั้งยังชวนมองให้พ้นกรอบคิดแบบเดิมๆ เพื่อเปิดพื้นที่ในการสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างสถาบันการศึกษาและชุมชนเมืองให้เติบโตไปด้วยกันอย่างเป็นธรรม

ในวาระที่บอลด์วินมาเยือนประเทศไทยในฐานะองค์ปาฐก ในงานปาฐกถาเจน เจคอบส์ และพรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ ครั้งที่ 1 ณ ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ชวนเขาร่วมมองการต่อสู้ของชุมชนสามย่าน ที่ต้องยืนหยัดท่ามกลางกระแสการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ของสถาบันอุดมศึกษาขนาดใหญ่อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเปิดประตูบานใหญ่ให้เราเห็นปรากฏการณ์แบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศเมืองทั่วโลก เมื่อมหาวิทยาลัยกลายสภาพเป็นผู้เล่นทางเศรษฐกิจรายใหญ่

คำถามสำคัญคือ มหาวิทยาลัยแปรสภาพมาเป็นตัวแสดงทางเศรษฐกิจที่กัดเซาะชุมชนและปล้นกินเมืองในยุคทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ได้อย่างไร? การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อ ‘เราทุกคน’ มากแค่ไหน? และจะมีหนทางใดบ้างที่จะทวงคืนความเป็นธรรมกลับสู่เมืองและผู้คน?

ก่อนที่จะชวนคุยลงลึกในรายละเอียดหนังสือของคุณ อยากขอตั้งต้นด้วยศาสตร์ที่คุณเชี่ยวชาญ คือ ‘การศึกษามหาวิทยาลัยเชิงวิพากษ์’ (critical university studies: CUS) ที่น่าจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้ฟังชาวไทย อยากให้คุณช่วยอธิบายว่าศาสตร์นี้คืออะไร

ที่จริงแล้ว ‘การศึกษามหาวิทยาลัยเชิงวิพากษ์’ ถือเป็นเรื่องใหม่ในสหรัฐฯ เหมือนกันครับ

ผมต้องเกริ่นก่อนว่า ในอดีตมหาวิทยาลัยทุกแห่งในสหรัฐฯ จะมีนักประวัติศาสตร์ประจำ ซึ่งเล่าประวัติมหาวิทยาลัยจากมุมมองของมหาวิทยาลัยเอง จนเมื่อราว 30 ปีก่อน นักประวัติศาสตร์ นักสังคมวิทยา และนักวิชาการด้านการศึกษาบางส่วนเริ่มหันมาศึกษามหาวิทยาลัยอย่างวิพากษ์มากขึ้น 

หนึ่งในข้อตั้งของแนวทางการศึกษานี้คือ ครั้งหนึ่งมหาวิทยาลัยเคยเป็นประชาธิปไตย (เป็นสวัสดิการสาธารณะ -เพิ่มเติมโดยผู้เรียบเรียง) แล้วลัทธิเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) ก็เข้ามาบ่อนทำลายจนประชาธิปไตยนั้นเสื่อมถอยลง (โดยการแปรรูปมหาวิทยาลัยให้เป็นธุรกิจ – เพิ่มเติมโดยผู้เรียบเรียง)

ต่อมามีกระแสแนวคิดที่เรียกว่า ‘การศึกษาแนวล้มล้างสถาบันมหาวิทยาลัย’ (abolitionist university studies) ซึ่งคำว่า ‘ล้มล้าง’ (abolition) มีรากมาจากขบวนการเลิกทาส แนวคิดนี้ไม่ได้มองว่ามหาวิทยาลัยเคยดีมาก่อนแล้วจึงค่อยมาเสื่อมลงในยุคเสรีนิยมใหม่ แต่มหาวิทยาลัยมีทั้งด้านดีและด้านเลวมาตั้งแต่แรก เราจึงต้องมองมันอย่างวิพากษ์ตั้งแต่จุดเริ่มต้น โดยมีการศึกษาบทบาทของแรงงานทาสที่สร้างมหาวิทยาลัยขึ้นมา ศึกษาว่าที่ดินของชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิม (First Nations) ถูกยึดมาเพื่อรองรับการขยายตัวของมหาวิทยาลัยอย่างไร 

แนวคิดนี้ให้น้ำหนักกับประวัติศาสตร์ที่ว่าด้วยมหาวิทยาลัยหยั่งรากอยู่บนระบบทาสและการขับไล่ชนพื้นเมืองดั้งเดิม พร้อมทั้งเสนอการล้มล้างมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ใช่การกอบกู้มหาวิทยาลัยให้กลับมาดีเหมือนเดิม แต่เป็นการทำให้มันกลายเป็นสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิมไปเลย

โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการศึกษามหาวิทยาลัยเชิงวิพากษ์หรือแบบล้มล้างก็ตาม กล่าวได้ว่าการมองมหาวิทยาลัยโดยวิเคราะห์เชิงสังคมและประวัติศาสตร์นี้ ถูกหล่อหลอมขึ้นจากอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของมหาวิทยาลัยในสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็น Education City[1] ประเทศกาตาร์, University College London ในสหราชอาณาจักร, Erasmus University Rotterdam ในเนเธอร์แลนด์, มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology: MIT) ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในไทย

มหาวิทยาลัยกำลังขยับเข้าสู่ศูนย์กลางของสังคม ขณะที่ภาคการผลิตทั้งอุตสาหกรรมและโรงงานย้ายไปยังประเทศซีกโลกใต้ มหาวิทยาลัยกลับกลายเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจของการวิจัย การพัฒนา และความคิด สภาวะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และเป็นประเด็นที่เราต้องศึกษา 

เมื่อมหาวิทยาลัยละทิ้งพันธกิจดั้งเดิมด้านการรับใช้สังคมและหันไปมุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจ สิ่งนี้ส่งผลกระทบอย่างไรต่อความรับผิดชอบทางศีลธรรมและจริยธรรมของสถาบันการศึกษา

มหาวิทยาลัยทุกแห่งต่างสร้างพันธกิจขึ้นมา ในอดีตพันธกิจเหล่านี้เคยพูดถึงวัฒนธรรม มรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม และการสนับสนุนชุมชน แต่ตอนนี้พันธกิจเปลี่ยนไปพูดถึงเรื่องนวัตกรรม เรื่องผลกระทบ ซึ่งเป็นคำกว้างๆ แต่นั่นเป็นความตั้งใจ เพราะมันช่วยผลักภาระความรับผิดชอบที่เคยรวมอยู่ในแถลงการณ์พันธกิจออกไป

ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยเดินห่างออกไปจากเรื่องของความรับผิดชอบทางศีลธรรม จริยธรรม และสังคม ยิ่งพวกเขามุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจและผลกำไรมากขึ้นเท่าไร คุณก็จะยิ่งเห็นเรื่องความรับผิดชอบทางสังคมและศีลธรรมในแถลงการณ์พันธกิจน้อยลงเท่านั้น

ไม่ว่าจะในระบบการปกครองแบบไหน รัฐบาลคือผู้มอบกฎบัตรให้มหาวิทยาลัยถือกำเนิดขึ้นมา หากคุณไปอ่านกฎบัตรดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย ผมแทบจะรับประกันได้เลยว่ามันจะพูดถึงการที่มหาวิทยาลัยรับใช้ประเทศชาติหรือชุมชน และยิ่งเราคิดถึงเรื่องนี้น้อยลงเท่าไร มันก็ยิ่งเอื้อประโยชน์ต่อแนวทางการทำงานส่วนตัวที่มุ่งเน้นผลกำไรและความโลภของพวกเขามากขึ้นเท่านั้น

เราจึงเห็นมหาวิทยาลัยเปลี่ยนผ่านจากการเป็นสถาบันการศึกษาไปเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้จัดการแบรนด์ ผู้ประสานงานด้านไลฟ์สไตล์ ผู้ให้เช่าพื้นที่ค้าปลีก และผู้จัดการที่ดิน

แล้วคุณเริ่มมาสนใจการศึกษามหาวิทยาลัยเชิงวิพากษ์ได้อย่างไร ทั้งในแง่ส่วนตัวและในแง่วิชาการ

เป็นคำถามที่ดีนะ ผมเติบโตในเมืองเล็กๆ ที่มีคนราว 30,000 คน ซึ่งเป็นทั้งเมืองมหาวิทยาลัยและเมืองโรงงาน สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือยิ่งโรงงานย้ายออกไป มหาวิทยาลัยก็ยิ่งเติบโต 

ผมหลงรักเมืองมาตลอด และทุกครั้งที่ผมย้ายเข้าเมืองใหม่ ก็เป็นเพราะความเป็นนักศึกษา ไม่ว่าจะไปเรียนปริญญาตรี เรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษา หรือเป็นอาจารย์ การย้ายเข้าเมืองของผมผูกอยู่กับมหาวิทยาลัยเสมอ

ผมร่ำเรียนมาทางสาขาเมืองศึกษา (urban studies) ซึ่งวิเคราะห์เรื่องการขับไล่ผู้คนออกจากพื้นที่ การไล่ที่คนจนเพื่อทำให้เป็นย่านผู้ดี (gentrification) การฟื้นฟูเมือง การใช้ที่ดิน การจัดผังเมือง และการดัดแปลงอาคารเก่ามาใช้ใหม่ แล้วเราก็นำเครื่องมือเหล่านี้ไปวิเคราะห์ชุมชนภายนอกหรือประเทศอื่น 

แต่สิ่งที่ผมสนใจมากคือ เราใช้เครื่องมือเหล่านี้วิเคราะห์เมืองโดยมองออกไปจากมหาวิทยาลัย แต่ไม่เคยวิเคราะห์ตัวมหาวิทยาลัยเองเลย เราสนใจว่าพื้นที่เมืองถูกใช้อย่างไร สถาบันใดมีอำนาจในการจัดระเบียบเมือง ใครเป็นผู้กำหนดว่าใครสามารถข้าถึงทรัพยากรในเมืองได้แต่กลับไม่เคยมีใครเพ่งไปที่ตัวแสดงรายใหญ่ที่สุดในบทสนทนาเหล่านี้เลย 

เราจะวิเคราะห์อำนาจในเมืองได้อย่างไรโดยไม่พูดถึงหนึ่งในสถาบันที่สำคัญที่สุด เราศึกษาอำนาจในเมืองโดยมองออกไปจากมหาวิทยาลัย แต่ไม่เคยมองว่ามหาวิทยาลัยเองเป็นวัตถุแห่งการศึกษา (object of study) เหมือนกัน เราสามารถนำเครื่องมือชุดเดียวกันกับการศึกษาเมืองมาใช้วิเคราะห์มหาวิทยาลัยในฐานะตัวแสดงทางสังคมได้ นี่คือสิ่งที่ผมเสนอ ซึ่งบางคนก็บอกว่าผมทำสิ่งที่ผิด และทรยศต่อสิ่งที่ตัวเองร่ำเรียนมา

จุดยืนของผมคือ ผมจะเดินตามสิ่งที่ร่ำเรียนมาไปจนสุดทาง ถ้าวิชาที่เรียนมาบอกให้ผมชี้ให้สังคมเห็นถึงสิ่งที่ประกอบร่างอำนาจขึ้นมา ผมก็จะไม่มองข้ามสิ่งนั้นเพียงเพราะผมเป็นส่วนหนึ่งของมัน

ผมเป็น ‘รุ่นแรก’ (first generation) คือเป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย แตกต่างจากอาจารย์มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ จำนวนมากที่มาจากครอบครัวที่ได้ร่ำเรียนและมีความผูกพันกับมหาวิทยาลัย แต่ผมไม่ได้รู้สึกจงรักภักดีต่อมหาวิทยาลัย เพราะผมไม่ได้มาจากสายธารเช่นนั้น

สำหรับผม มันจึงสมเหตุสมผลที่จะเดินตามงานวิจัยไปทุกที่ที่มันพาไป แม้จะหมายถึงการหันไปวิพากษ์ที่ที่ผมทำงานอยู่ก็ตาม อาจารย์นักวิชาการในมหาวิทยาลัยวิพากษ์เรื่องนี้น้อยที่สุด ความเข้าใจที่แจ่มชัดว่ามหาวิทยาลัยมีบทบาทอย่างไร มาจากคนที่ใช้ชีวิตอยู่ภายนอกมันต่างหาก 

ทีนี้ขอเข้าสู่เรื่องหนังสือของคุณ คุณอธิบายบทบาทของมหาวิทยาลัยผ่านกรอบคิดที่เรียกว่า ‘ปฏิทรรศน์ประโยชน์สาธารณะ’[2] (public good paradox) อยากให้คุณเล่าว่ากรอบคิดนี้คืออะไร

เป็นคำถามที่ดีมากครับ ผมสนใจมากที่มหาวิทยาลัยถูกจัดให้เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร เรามักมีฐานคติว่ามหาวิทยาลัยรับใช้ประโยชน์สาธารณะเพราะให้การศึกษา ซึ่งก็จริง แต่สิ่งที่เราไม่ได้พิจารณาคือมิติด้านการเงินและภาษี 

มหาวิทยาลัยจัดเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรตามประมวลกฎหมายภาษีของสหรัฐฯ มันจึงได้รับยกเว้นภาษีทรัพย์สิน หมายความว่าเมื่อมหาวิทยาลัยซื้อที่ดินของเอกชนเพื่อขยายขอบเขตทางกายภาพ จากที่ในอดีตที่ดินนั้นเคยสร้างรายได้จากภาษีให้กับรัฐ แต่เมื่อมันเป็นของมหาวิทยาลัย ที่ได้รับยกเว้นภาษี ที่ดินนั้นก็ไม่ได้สร้างรายได้จากภาษีให้กับรัฐอีกต่อไป

สำหรับผมมันน่าสนใจมาก ผมคิดว่าสถานะของการรับใช้ประโยชน์สาธารณะของมหาวิทยาลัยนี่แหละที่สร้างกำไรขึ้นมาให้มหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยไม่ต้องเสียภาษี ยิ่งถ้าจับมือกับบริษัทเอกชนที่สร้างปฏิบัติการบนที่ดินของมหาวิทยาลัยเอง มันก็กลายเป็นที่กำบังทางการเงินให้บริษัทเหล่านั้นด้วย 

นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่าปฏิทรรศน์ประโยชน์สาธารณะ คือสถานะการเป็นองค์กรเพื่อประโยชน์สาธารณะของคุณนี่เองที่ทำให้คุณสร้างกำไรเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อสาธารณะ

มีตัวอย่างที่ชัดเจนของผลกระทบที่เกิดจากปฏิทรรศน์ประโยชน์สาธารณะไหม

มีครับ ตัวอย่างหนึ่งที่ผมเขียนถึงในหนังสือคือมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University)

ชาวบ้านในย่านรอบมหาวิทยาลัยชื่อ Witherspoon-Jackson เริ่มสงสัยว่าทำไมภาษีของพวกเขาสูงขึ้น แต่ไม่เห็นมีอะไรพัฒนาขึ้นเลย ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงถนนหรือโรงเรียน 

คำตอบคือพวกเขาอาศัยอยู่ติดกับมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ภาษีของพวกเขาสูงขึ้นเพราะมหาวิทยาลัยไม่ต้องจ่ายภาษี และชาวบ้านต้องจ่ายแทนในส่วนนั้น 

หลายคนอาจคิดว่าก็พรินซ์ตันเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำในกลุ่มไอวีลีก (Ivy League) นี่นา เป็นแบบนี้คงไม่แปลก แต่ผมจะบอกว่ามีอีกตัวอย่างหนึ่งคือมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา (Arizona State University) 

มหาวิทยาลัยนี้ปล่อยเช่าที่ดินให้โครงการพัฒนาของเอกชน โครงการพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในรัฐแอริโซนาคือสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของ State Farm บริษัทประกันภัยข้ามชาติ สำนักงานดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา

บริษัทเอกชนรายใหญ่นี้ได้รับการกำบังจากการเสียภาษี เพราะสิ่งที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ทำคือเรียกเก็บค่าเช่าในอัตราที่ต่ำกว่าภาษีที่บริษัทควรต้องจ่ายเล็กน้อย แล้วนำเงินนั้นไปทำสิ่งต่างๆ เช่น สร้างสนามกีฬา แต่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนาเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ตามปกติแล้วการจะได้เงินก้อนแบบนั้นต้องขออนุมัติจากรัฐบาล แต่เพราะมหาวิทยาลัยหาเงินได้เองจากการปล่อยเช่าที่ดินให้เอกชน จึงเลี่ยงการกำกับตรวจสอบของรัฐบาลไปได้ นี่แหละคือสิ่งที่ผมเรียกว่าปฏิทรรศน์ประโยชน์สาธารณะ

คำต่อมาที่คุณบัญญัติขึ้นคือ UniverCities ช่วยขยายความได้ไหมว่าคุณหมายถึงอะไร

แนวคิด ‘UniverCities’ คือชื่อที่ผมตั้งให้กับอำนาจที่เพิ่มขึ้นของมหาวิทยาลัยเหนือการพัฒนาเศรษฐกิจและการจัดการปกครองของทั้งย่าน เมือง และภูมิภาค 

อำนาจที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในมือรัฐ บัดนี้กำลังถูกถ่ายโอนไปยังสถาบันการศึกษา ในงานวิจัยผมพบว่า เมื่อบริษัทหนึ่งๆ เข้ามาที่ชิคาโกและต้องการสร้างอะไรสักอย่าง จะไม่ได้ไปขออนุญาตจากรัฐบาล แต่ไปที่หามหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยคือตัวแสดงที่ทรงอำนาจที่สุด มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ มีตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัยเป็นของตัวเอง ตำรวจเหล่านี้ไม่ได้ดูแลแค่นักศึกษา แต่มีอำนาจดูแลรักษาความสงบทั่วทั้งย่าน ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยหรือไม่ก็ตาม

และเมื่อพูดถึงการปกครอง ด่านแรกของการปกครองไม่ใช่ผู้ออกกฎหมาย ไม่ใช่แม้แต่กษัตริย์ แต่คือตำรวจ พวกเขาคือผู้กำหนดพฤติกรรมและกฎเกณฑ์ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ถ้าคุณมีกองกำลังตำรวจมหาวิทยาลัยเอกชนที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใครเลยนอกจากมหาวิทยาลัย คุณก็คือรัฐบาลของตัวเอง นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างของ UniverCities 

มหาวิทยาลัยในฐานะเจ้าของที่ดินต่างจากเจ้าของที่ดินรูปแบบอื่นอย่างไร 

เป็นคำถามที่ดีครับ มหาวิทยาลัยปกครองและควบคุมเศรษฐกิจของเมืองในรูปแบบที่แตกต่างจากเจ้าของที่ดินแบบอื่นๆ เพราะคำว่า ‘ปฏิทรรศน์ประโยชน์สาธารณะ’ นี่แหละ

ที่ผ่านมาเรามักใช้กล่าวว่า ‘เสรีนิยมใหม่’ หรือ ‘การทำให้เป็นบรรษัท’ (corporatisation) กำลังบ่อนทำลายมหาวิทยาลัย 

แต่สิ่งที่ผมเสนอคือภายใต้ปฏิทรรศน์ประโยชน์สาธารณะ ที่มหาวิทยาลัยใช้สถานะองค์กรไม่แสวงหากำไรมาสร้างกำไร มหาวิทยาลัยทำสิ่งที่แม้แต่บรรษัทก็ทำไม่ได้ 

ต่อให้ Microsoft, Honda, Amazon หรือ Google มาสร้างวิทยาเขตกลางเมือง แต่พันธกิจของบริษัทเหล่านี้คือการทำเงิน ไม่ใช่การมีไม่ได้มีพันธกิจในการรับผิดชอบต่อสังคม ในขณะที่มหาวิทยาลัย -แม้บางครั้งจะผิวเผิน- มีพันธกิจเพื่อสาธารณะ นั่นทำให้สถานะการเป็นเจ้าของที่ดินของบริษัทและมหาวิทยาลัยมีความแตกต่างกัน 

แต่ความย้อนแย้งคือ มหาวิทยาลัยดันใช้พันธกิจสาธารณะนั้นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อรับใช้สาธารณะ ทั้งที่จริงๆ แล้วมหาวิทยาลัยแบกภาระหน้าที่ในการรับใช้สาธารณะที่สูงกว่า เพียงแต่เราไม่ได้เรียกร้องความรับผิดชอบนั้น

หลายครั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่ควรทำหน้าที่เรียกร้องสิ่งนี้กลับมองว่าผลประโยชน์ของตนสอดคล้องกับมหาวิทยาลัยมากกว่ากับประชาชน เพราะพวกเขาเคยเรียนและภูมิใจในมหาวิทยาลัยนั้น ทั้งที่ตนเองก็ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเพื่อรับใช้ประชาชน ไม่ใช่มหาวิทยาลัย 

ในหนังสือคุณสัมภาษณ์ผู้คนมากมาย มีเรื่องราวน่าสนใจที่ยังติดอยู่ในใจคุณไหม

ผมเคยสัมภาษณ์ผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นพนักงานทำความสะอาดของหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก คือมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ เธอทำงานเต็มเวลา ถูกตัดชั่วโมงทำงานในช่วงฤดูร้อนที่นักศึกษาปิดเทอม ประเด็นคือ แม้เธอทำงานเต็มเวลาแต่รายได้ของเธอก็ยังต่ำมากจนเข้าเกณฑ์ที่ต้องรับเงินอุดหนุนจากรัฐ นี่จึงเป็นเรื่องที่สะท้อนภาพได้ดีมาก

อีกเรื่องเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยชิคาโก คือมหาวิทยาลัยได้กวาดล้างร้านค้าโดยรอบ ทั้งร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานบันเทิงออกไปจนหมด เพราะไม่อยากให้คนนอก ทั้งคนจน คนชั้นกลาง หรือใครก็ตามเข้ามา ทั้งที่สถานที่เหล่านี้แหละที่ดึงดูดนักศึกษาและเหล่าคนทำงานให้ยังใช้ชีวิตอยู่ในวิทยาเขต

แต่ต่อมาเมื่อสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนไป มหาวิทยาลัยก็เข้าไปในชุมชนคนผิวดำที่นักศึกษาจำนวนมากไปเที่ยวไนต์คลับเพลงบลูส์ และซื้อไนต์คลับนั้นย้ายกลับเข้ามาไว้ในวิทยาเขต เพื่อให้ผู้คนอยู่และใช้จ่ายเงินในพื้นที่มหาวิทยาลัย 

เหตุการณ์นี้ทำให้สมาชิกชุมชนสองคนออกมาประท้วง พวกเขาเรียกมันว่าการขโมยวัฒนธรรม (cultural theft) เพราะแม้มหาวิทยาลัยจะอ้างว่าตนอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมด้วยการย้ายไนต์คลับนี้เข้ามาในวิทยาเขต แต่ต่อมาไม่นานก็ปิดไนต์คลับนั้นและสร้างห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์แทน

นอกจากนี้ มีเด็กหนุ่มผิวดำอายุ 16 ปีที่อาศัยอยู่ในชุมชนนอกวิทยาเขต เขาต้องพยายามเดินทางอ้อมมหาวิทยาลัยเป็นระยะทางไกลเพื่อเลี่ยงตำรวจมหาวิทยาลัยที่มักจะรังควานเขา เนื่องจากวิทยาเขตมีคนผิวขาวเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็หลบไม่ได้อีก เพราะเขตอำนาจของตำรวจมหาวิทยาลัยขยายเข้ามาและกลืนย่านที่เขาอาศัยอยู่ไปทั้งหมด เขาเล่าให้ผมฟังว่าเคยถูกตำรวจมหาวิทยาลัยเรียกให้หยุด จับกระแทกกำแพง แล้วถามว่า “ยาเสพติดอยู่ไหน อาวุธอยู่ไหน” เขาทำได้แค่ตอบว่า “ผมไม่มียาเสพติดหรืออาวุธ ผมแค่จะไปขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียน” 

เหตุการณ์ที่ว่ามานี้เกิดขึ้นเมื่อมหาวิทยาลัยมีความมั่งคั่งมหาศาล มีไลฟ์สไตล์บางอย่างที่พวกเขาอยากจะคงไว้ จึงต้องกันชุมชนออกไป เพราะไม่ต้องการให้คนบางกลุ่มอยู่ในหรืออยู่ใกล้วิทยาเขต 

นอกจากแรงงานในมหาวิทยาลัยที่ควรได้รับการสนับสนุนหรืออุดหนุนจากรัฐ แต่กลับถูกปฏิบัติเหมือนลูกจ้างตามสัญญา อาจารย์มหาวิทยาลัยก็จัดเป็นแรงงานเหมือนกัน ในสภาวะที่มหาวิทยาลัยเปลี่ยนรูปให้มีความเป็นบริษัทมากขึ้น สภาพการจ้างงานอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร 

มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เราเคยมีระบบความมั่นคงในตำแหน่ง (tenure) แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาจารย์ที่มี tenure ก็มีน้อยลงเรื่อยๆ ในขณะที่อาจารย์ในระบบสัญญาก็มากขึ้นเรื่อยๆ หมายความว่า มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในนายจ้างรายใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่คนทำงานจำนวนมากกลับไม่ถูกให้ความสำคัญ พวกเขาไม่มีสวัสดิการสุขภาพ เพราะอยู่ในระบบสัญญาจ้างและได้ค่าจ้างเป็นรายวิชา ทำให้ไม่เข้าเกณฑ์รับสวัสดิการสุขภาพหรือสวัสดิการอื่นจากรัฐ มหาวิทยาลัยจึงกำลังทำให้พลเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ลง 

ในสหรัฐฯ ช่วงหลังมีการผลักดันครั้งใหญ่ให้คนทำงานในมหาวิทยาลัยรวมตัวตั้งสหภาพ และแน่นอนว่ามหาวิทยาลัยก็ต่อต้าน และสาธารณชนก็ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหลักประกันหรือได้รับการดูแลอย่างที่เขาคิด

เพราะอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างเราก็ไม่ได้พูดถึงสภาพการทำงานจริงได้ดีพอ เราไม่อยากนำเสนอตัวเองในฐานะคนทำงาน แต่อยากนำเสนอตัวเองในฐานะอาจารย์ ซึ่งย้อนกลับมาทำร้ายเราเอง เพราะมันทำให้เราไม่มีพันธมิตร ในขณะที่ถ้าเรามองตัวเองเป็นคนทำงาน เราก็จะหาแนวร่วมได้ง่ายขึ้น

คุณเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการที่มหาวิทยาลัยปรับเปลี่ยนของเมือง กับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจอเมริกันหรือเศรษฐกิจโลกอย่างไร

มหาวิทยาลัยเดินตามลัทธิเสรีนิยมใหม่ แต่คำถามคือจะขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการออกแบบได้อย่างไร เมื่อมหาวิทยาลัยจัดวางให้การวิจัยและพัฒนาอยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดกันกับบริษัทที่จะฉวยใช้ประโยชน์จากมัน 

แทนที่จะผลิตนักวิจัยที่เรียนจบแล้วค่อยไปสมัครงานกับบริษัท มหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐฯ ให้บริษัทหรือทุนเอกชนเข้ามาตั้งอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเลย แล้วให้นักศึกษาทำงานวิจัยหรือนวัตกรรมตั้งแต่อยู่ในห้องเรียนเพื่อแลกกับหน่วยกิต 

นอกจากนี้ เพื่อปั้นพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ มหาลัยได้สร้างทั้งห้องปฏิบัติการ ที่อยู่อาศัย ร้านค้า พื้นที่ และสวนสาธารณะ ท้ายที่สุดแล้วมหาวิทยาลัยจึงกลายเป็นตัวแสดงรายใหญ่ในระบบเศรษฐกิจที่กำลังเสาะหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ

ปรากฏการณ์นี้ที่ผมเห็นในสหรัฐฯ กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก นี่คือเหตุผลที่ผมไปบรรยายที่เนเธอร์แลนด์ ลอนดอน (สหราชอาณาจักร) และมาที่ประเทศไทย 

ปรากฏการณ์เช่นนี้ดำเนินไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก มหาวิทยาลัยกำลังขยับเข้าสู่ศูนย์กลาง ไม่ในฐานะผู้ขับเคลื่อน ก็ในฐานะผู้เอื้ออำนวยให้แก่ทุนและแรงงานในเศรษฐกิจใหม่ทั่วทั้งโลก

การขยายอำนาจของมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ มีอิทธิพลต่อมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั่วโลกด้วยไหม

มหาวิทยาลัยอื่นๆ อยากเป็นอย่างฮาร์วาร์ดหรือ MIT พวกเขาจึงเลียนแบบแนวทางของสถาบันเหล่านี้ ไม่เฉพาะในด้านการศึกษา แต่รวมถึงด้านการเงินและพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ด้วย 

Education City กรุงโดฮา คือกลุ่มมหาวิทยาลัยจากสหรัฐฯ และเอเชียที่มาตั้งในตะวันออกกลาง ซึ่งโดยพฤตินัยก็คือการพยายามกำหนดทิศทางของภูมิภาค มหาวิทยาลัยนี้ตอบสนองความต้องการของลูกหลานตระกูลน้ำมันกาตาร์ที่ร่ำรวยหรือลูกของเอกอัครราชทูต พวกเขามีเงินมหาศาลแต่ต้องการเครื่องการันตีจากมหาวิทยาลัยในเอเชีย สหรัฐฯ หรือยุโรป แต่ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยนี้กลับก่อสร้างขึ้นโดยแรงงานข้ามชาติจากอินโดนีเซียและแอฟริกา แรงงานเหล่านี้ไร้ความคุ้มครอง ค่าแรงต่ำ สภาพการทำงานย่ำแย่ นี่คือภาพสะท้อนของระบบเศรษฐกิจที่ไร้ความคุ้มครอง

ความย้อนแย้งคือในสโมสรนักศึกษา เรามักจะเห็นป้ายคำขวัญอย่างเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ประชาธิปไตย แต่มันมีอยู่จริงหรือไม่ ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการเมืองและสังคมด้วย ขณะที่มหาวิทยาลัยเหล่านี้พยายามทำซ้ำแบบกันและกัน คำถามคืออะไรถูกนำเข้ามาและอะไรถูกกีดกันออกไป โดยเฉพาะเวลานี้ที่มหาวิทยาลัยกำลังเป็นประชาธิปไตยน้อยลงทุกทีในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

มหาวิทยาลัยคงได้รับผลกระทบภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีการโจมตีมหาวิทยาลัยโดยอ้างเรื่องความหลากหลายทางเชื้อชาติและเรื่องเพศ รวมถึงนโยบายรับนักศึกษาที่คำนึงถึงความหลากหลาย (Diversity, Equity, and Inclusion: DEI) ใช่ไหม

ใช่ครับ มันยากลำบากมาก ที่น่าเศร้าคือ ตลอดเวลาที่ผ่านมามหาวิทยาลัยพยายามทำตัวแยกออกมาจากชุมชนและสังคม เมื่อมหาวิทยาลัยถูกโจมตี จึงไม่มีพันธมิตร เพราะถูกมองว่าอยู่สูงส่ง 

ทรัมป์โจมตีมหาวิทยาลัยโดยอ้างเรื่องความหลากหลายทางเชื้อชาติและเรื่องเพศ แต่นั่นเป็นเพียงฉากบังหน้า เหตุผลจริงคือเขาเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยกำลังรวบอำนาจทางเศรษฐกิจไว้มากเพียงใด แท้จริงแล้วทรัมป์ต้องการควบคุมมหาวิทยาลัยเพราะมันกุมอำนาจทางเศรษฐกิจมหาศาลต่างหาก 

เขาเป็นนักธุรกิจ แม้ไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่ง แต่เขาเข้าใจว่าเงินทำงานอย่างไร นั่นแหละคือแก่นของการต่อสู้ และคือสิ่งที่ผมพูดมาตลอดในงานของผม 

แต่กลับเป็นมหาวิทยาลัยเองที่ต่อต้านสิ่งที่ผมพูด เพราะพวกเขาไม่อยากถูกมองว่าเป็นพลังทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยอ้างตัวว่าเป็นสถานศึกษา เพราะคำนี้ทำให้พวกเขาทำงานได้โดยไม่มีใครจับตา แต่ตอนนี้ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์คนนี้ การอ้างสถานะนี้กลับย้อนศรมาทำร้ายมหาวิทยาลัยเอง

การมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ คุณมาที่ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลืองที่ยืนหยัดท่ามกลางการพัฒนาพื้นที่ของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง

ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้มาเยือนศาลเจ้าแม่ทับทิม 

สำหรับผม ศาลเจ้าแม่ทับทิมคือหน้าต่างที่เปิดไปสู่การต่อสู้ที่ใหญ่กว่าการอนุรักษ์สถานที่ทางวัฒนธรรม การต่อสู้เรื่องศาลเจ้าแม่ทับทิมทำให้ปัญหาใหญ่ๆ ทั้งการเมืองระดับชาติและเศรษฐกิจโลกปรากฏให้เห็นชัดขึ้น เพราะศาลเจ้าเป็นพื้นที่ขนาดเล็กที่มีความเป็นมนุษย์มากๆ จึงช่วยให้ผู้คนมองเห็นและเชื่อมโยงประสบการณ์ในชีวิตประจำวันกับระบบเศรษฐกิจขนาดมหึมาได้

ผมเศร้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ก็ตื่นเต้นและมีความหวังกับความเป็นไปได้ที่อาจเกิดโตขึ้นจากสภาวะเช่นนี้และจากผู้คนที่มีส่วนร่วมในการต่อสู้ครั้งนี้ การต่อสู้เรื่องศาลเจ้าแม่ทับทิมจะวางรากฐานของหนทางการพัฒนาเมืองและบทบาทของมหาวิทยาลัยที่เป็นธรรมกว่าเดิม

คำว่า smart city เป็นคำที่เรามักได้ยินบ่อยๆ และหลายครั้งก็มักมีภาพจำว่าหมายถึงเมืองอัจฉริยะที่กีดกันผู้คนหรือชนชั้นที่ไม่เข้าพวกออกไป อยากถามถึงงานของคุณ คือห้องปฏิบัติการวิจัย  Smart Cities Research Lab ว่ามีความแตกต่างจากภาพจำของ smart city ทั่วไปอย่างไร 

ภาพจำของ smart city ที่คุณว่ามานั้นคือแบบกระแสหลัก ส่วนห้องปฏิบัติการวิจัย Smart Cities Research Lab ของเรากำลังพยายามต้านทานแนวคิดนั้น โดยเสนอว่าเมืองที่ฉลาดที่สุดคือเมืองที่พัฒนาโดยไม่ไล่ที่ผู้คน 

ยกตัวอย่างเช่น ที่นิวเฮเวน เราสนับสนุนการวิจัยและวิเคราะห์เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างสภาพที่ย่ำแย่ของโรงเรียนในท้องถิ่นกับกับสถานะการเป็นเจ้าของที่ดินบริเวณนั้นของมหาวิทยาลัยเยล ในเมื่อภาษีทรัพย์สินคือเงินที่ใช้อุดหนุนโรงเรียน สภาพที่ย่ำแย่ของโรงเรียนนั้นจึงมาจากการที่มหาวิทยาลัยเยลเป็นเจ้าของที่ดินแต่ไม่จ่ายภาษี 

เราเชื่อมโยงจุดเหล่านี้ โดยการเขียนรายงานวิชาการ เขียนบทความแสดงความเห็นในหนังสือพิมพ์ ทำ data visualisation ทำงานร่วมกับกลุ่มชุมชนและส่งบทวิเคราะห์ให้พวกเขา เรียกได้ว่าเราเป็นนักวิจัย แต่เรารับใช้ขบวนการทางสังคมและองค์กรชุมชน ด้วยการทำให้เห็นสภาพปัญหาแล้วช่วยให้ผู้คนคิดหาทางออก งานของเราขับเคลื่อนโดยชุมชน เพราะเราเชื่อว่าทางรอดเดียวของสังคมระดับรากหญ้า ต้องเป็นการขับเคลื่อนจากล่างขึ้นบน ไม่ใช่จากบนลงล่าง

Urban Lab ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแบบนี้ งานของเราจึงค่อนข้างแปลก เราเป็นของใหม่ และผู้คนเริ่มเห็นพลังในงานของเรา เมื่อเราประสบความสำเร็จที่นิวเฮเวน ผู้คนก็เชิญเราไปที่เบิร์กลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย, เซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี, บัลทิมอร์ รัฐแมริแลนด์, ชิคาโก รัฐอิลลินอยส์, เอเธนส์ รัฐจอร์เจีย, เดนเวอร์ รัฐโคโลราโด และเดอรัม รัฐนอร์ทแคโรไลนา ยิ่งมหาวิทยาลัยขยายอำนาจมากขึ้นผู้คนก็ยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้น และตัวมหาวิทยาลัยเองก็ยิ่งปรากฏชัดในฐานะผู้เล่นที่มีอำนาจ ยิ่งก่อความอึดอัดและความปรารถนาที่จะรวมตัวจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหว 

Smart Cities Research Lab ไม่ได้สร้างความรู้ใหม่เสียทีเดียว เราพูดถึงสิ่งที่ผู้คนรู้อยู่แล้วและกำลังใช้ชีวิตอยู่กับมันนั่นแหละ เพียงแต่เราให้ภาษาและบทวิเคราะห์ ให้ถ้อยคำและชื่อเรียกแก่สิ่งที่ผู้คนเผชิญอยู่ ซึ่งส่วนหนึ่งที่พวกเขาเรียกชื่อมันไม่ถูก ก็เพราะวิธีที่มหาวิทยาลัยพูดถึงตัวเองว่าเป็นแค่สถานศึกษา เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร และให้ประโยชน์สาธารณะ 

ดังนั้น ด้วยคำอย่าง UniverCities และปฏิทรรศน์ประโยชน์สาธารณะ และด้วยการทำแผนที่พอร์ตอสังหาริมทรัพย์ของมหาวิทยาลัยและตามรอยว่ากำไรจากอสังหาฯ เหล่านั้นไหลไปไหน เราทำให้เห็นว่าอำนาจทำงานอย่างไร และเปลี่ยนความเข้าใจที่มีต่อมหาวิทยาลัยจากการเป็น ‘สถานศึกษา’ ไปสู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นหน่วยรักษาความสงบ เป็นผู้ให้บริการสุขภาพ เป็นนายจ้างรายใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่มันเป็นอยู่จริงๆ 

และเราก็จงใจตั้งชื่อห้องปฏิบัติการวิจัยของเราโดยเล่นคำกับแนวคิดกระแสหลักเรื่อง ‘smart city’ ให้มันดูกวนๆ หน่อย เราตั้งใจกวนครับ 

จากที่เราคุยกันมา มหาวิทยาลัยมักจะขยายพื้นที่และเติบโตโดยไม่ค่อยใส่ใจชุมชนรอบข้าง พอจะมีตัวอย่างของมหาวิทยาลัยที่ทำในทางตรงกันข้าม หรือพยายามเติบโตไปพร้อมกับชุมชนอย่างยั่งยืนไหม

มีตัวอย่างที่น่าสนใจมากครับ คือ มหาวิทยาลัยวินนิเพก (University of Winnipeg) ในประเทศแคนาดา แม้ว่าจุดเริ่มต้นของพวกเขาจะไม่ได้สวยงามนัก เพราะเคยมีประเด็นความขัดแย้งกับชุมชนจากการสร้างศูนย์นันทนาการที่หันหลังอาคารใส่ชุมชน จนเกิดการประท้วงใหญ่

แต่วิกฤตครั้งนั้นทำให้อธิการบดี ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานกับองค์การสหประชาชาติ เข้ามาพลิกวิกฤตเป็นวิสัยทัศน์ความยั่งยืนที่ครอบคลุมถึง 4 เสาหลัก ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และที่สำคัญคือ วัฒนธรรม เพราะชุมชนรอบข้างส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม (First Nations) เขาก็จึงต้องออกแบบการพัฒนาที่ไม่ทำให้คนดั้งเดิมต้องถูกไล่ที่หรือแบกรับภาระไม่ไหว

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากๆ คือ โครงการหอพัก Downtown Commons ที่ใช้แนวคิดเรื่องการใช้พื้นที่ร่วมกัน โดยออกแบบหอพักให้นักศึกษาและคนในชุมชนอยู่ร่วมกันได้จริง จุดเด่นคือมีราคาค่าเช่าถึง 4 ระดับ ตั้งแต่ห้องพรีเมียมไปจนถึงห้องราคาอิงตามสัดส่วนรายได้ แต่การตกแต่งภายในส่วนใหญ่จะเหมือนกันหมดยกเว้นห้องพรีเมียมบางประเภท และรายได้จากห้องพรีเมียมยังเอามาช่วยอุดหนุนห้องราคาถูกด้วย

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยวินนิเพกยังใส่ใจเรื่องการเข้าถึงพื้นที่อย่างจริงจัง เช่น ทำกฎบัตรชุมชนให้คนนอกเข้ามาใช้โรงยิมในช่วงเวลาปกติได้จริง ไม่ใช่ให้ไปใช้ตอนดึกๆ หรือการบริหารจัดการโรงอาหารที่รับซื้อวัตถุดิบจากฟาร์มท้องถิ่นในรัศมี 100 กิโลเมตร มีระบบจัดการขยะและรีไซเคิลพลังงานในตัว

ที่สำคัญคือ มหาวิทยาลัยเลือกตั้งบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขึ้นมาบริหารจัดการเองทั้งหมด แทนที่จะจ้างบริษัทเอกชนภายนอก เพื่อให้มั่นใจว่าแนวคิดเรื่องความยั่งยืนและการดูแลชุมชนจะถูกขับเคลื่อนไปได้จริงในทุกมิติ

แล้วมีการเคลื่อนไหวจากนักศึกษาหรือภาคประชาชนเพื่อให้มหาวิทยาลัยมีบทบาทที่เป็นธรรมมากขึ้นไหม

ในระดับพื้นฐานที่สุด วิธีการที่สถาบันที่มีอำนาจใช้บงการชุมชน คือการบอกว่าเราทำอะไรได้และไม่ได้ในชุมชนนั้น แล้วเราก็เชื่อพวกเขา ดังนั้น สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นคือต้องมีการแสดงจุดยืนคัดค้าน

ตัวอย่างที่ผมเห็นในประเทศไทยจากการเคลื่อนไหวของนิสิตในพื้นที่ชุมชนสามย่าน เช่น กิจกรรม heritage walks ที่ผู้คนเดินผ่านพื้นที่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วช่วยกันระบุชื่อสิ่งเคยตั้งอยู่ตรงนั้น นี่เป็นการฟื้นคืนความทรงจำอย่างหนึ่ง หรืออย่างกรณีศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง เราก็เห็นการที่นิสิตเข้าไปใช้พื้นที่ศาลเจ้าเพื่อปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย มีการดึงนักกฎหมาย นักดนตรี และศิลปินเข้ามา แล้วเปลี่ยนการใช้พื้นที่นั้นให้เป็นแบบที่สอดคล้องกับคุณค่าของพวกเขา เพื่อปฏิเสธคุณค่าในแบบของมหาวิทยาลัย และทวงคืนประวัติศาสตร์ว่าพื้นที่นี้เคยถูกใช้อย่างไร

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังต้องการผู้คนเพื่อให้พื้นที่มีชีวิตชีวา การที่เราเลือก ‘ไม่อยู่ในระบบของพวกเขา’ (opt out) และ ‘ถอนการสนับสนุน’ (divest) จากห้างสรรพสินค้าที่เป็นทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย หันไปสนับสนุนชุมชน เช่น ศาลเจ้า หรือร้านค้าเล็กๆ ของชุมชนที่ตั้งอยู่มาก่อน จะทำให้เราสามารถสร้างประวัติศาสตร์นั้นขึ้นมาใหม่ได้ ผ่านวิธีที่เราใช้พื้นที่

ผมอยากยกตัวอย่างการเคลื่อนไหวในสหรัฐฯ ด้วย คือมีครั้งหนึ่งที่นักศึกษาในแคลิฟอร์เนียหยุดเรียนประท้วงครั้งใหญ่ พวกเขาเข้าไปในโรงอาหารแล้วเริ่มแจกจ่ายอาหารฟรีแก่คนในชุมชนและนักศึกษาที่ขัดสน นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวและการประท้วงของกลุ่มนักศึกษาในสหรัฐอเมริกาและยุโรป เกี่ยวกับสงครามในฉนวนกาซาและการยึดครองของอิสราเอล โดยนักศึกษาเริ่มตั้งค่ายพักแรม (encampments) ในวิทยาเขต เชิญอาจารย์มาสอนในค่าย มีการทำพิธีสวดมนต์ร่วมกัน มีบริการอาหาร มีการฉายภาพยนตร์ พวกเขาแทบจะจำลองมหาวิทยาลัยขึ้นมาในค่ายพักแรมนั้นฟรีๆ ผ่านระบบช่วยเหลือเกื้อกูลกันเอง

สิ่งที่นักศึกษาในค่ายพักแรมเหล่านั้นแสดงให้มหาวิทยาลัยเห็นคือ “เราไม่ต้องการคุณ ทุกสิ่งที่คุณอ้างว่าทำและคิดราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ พวกเรากำลังทำสิ่งเหล่านั้นที่นี่ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า บนพื้นฐานของจริยธรรมแห่งความยุติธรรม สันติภาพ และการอยู่ร่วมกัน” 

นี่คือสัญลักษณ์ที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า ‘มหาวิทยาลัยหรือการศึกษาควรจะเป็นอย่างไร’ เมื่อเทียบกับ ‘สิ่งที่มหาวิทยาลัยอ้างว่าตนเองเป็น’ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมมหาวิทยาลัยหลายแห่งจึงพยายามทำลายค่ายพักแรมเหล่านี้ลง

อยากชวนคุณมองภาพใหญ่ว่า จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไหม เพื่อหยุดยั้งไม่ให้มหาวิทยาลัยทำเช่นนี้

เมื่อผมบอกว่ามหาวิทยาลัยควรเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในด้านการเงิน ควรจัดหาที่อยู่อาศัยให้ผู้คน ผู้คนก็มักถามผมกลับว่า “แล้วคุณคิดว่ามหาวิทยาลัยควรมีอำนาจมากขนาดนั้นตั้งแต่แรกหรือ” ซึ่งผมไม่คิดอย่างนั้น 

จุดยืนของผมคือ ในระดับประเทศ เราต้องมีแนวทางที่เป็นธรรมและมีมนุษยธรรมมากขึ้น ที่อยู่อาศัยควรเป็นของประชาชน ควรมีสหภาพแรงงานสำหรับคนทำงาน การรักษาพยาบาลควรเป็นของทุกคน อำนาจที่อยู่ในมือของมหาวิทยาลัยถือ ควรอยู่ในมือของประชาชนในระดับชุมชน แต่ตราบใดที่ยังไปไม่ถึงจุดนั้น เราต้องเข้าใจให้ชัดว่าอำนาจทำงานอย่างไร ถ้ามหาวิทยาลัยเป็นผู้เล่นรายใหญ่ เราก็ต้องเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับความจริงข้อนั้น 

การหันหลังให้ปัญหาเหล่านี้แล้วบอกว่า “เราทำอะไรไม่ได้หรอก” หรือ “ฉันไม่สนใจจนกว่าอำนาจทางการเมืองในภาพใหญ่จะมาถึงมือประชาชน” เราทำแบบนั้นไม่ได้ เราต้องระบุให้ได้ว่าอำนาจอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้เริ่มกระบวนการถ่ายโอนอำนาจนั้น

ในที่สุดแล้ว ผมอยากทำให้งานของตัวเองหมดความจำเป็น ถ้ามีการกระจายอำนาจอย่างเป็นธรรมด้วยแนวทางที่มีมนุษยธรรม ก็จะไม่มีความจำเป็นต้องมีผมในแบบที่เป็นอยู่นี้ แต่จะมีความจำเป็นแบบอื่นเกิดขึ้นแทน

ภาพของการพัฒนาเมืองที่คุณอยากเห็นเป็นอย่างไร

การสร้างการพัฒนาที่ขับไล่ชุมชนดั้งเดิมที่อยู่ที่นั่นมาอย่างยาวนาน นั่นไม่ใช่เมือง smart city คุณจะขนเทคโนโลยี บริษัทซอฟต์แวร์เอกชน หรือระบบการแพทย์ชีวภาพเข้ามาในชุมชนมากแค่ไหนก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่ smart city ที่แท้จริง

สโลแกนในห้องปฏิบัติการวิจัยของผมคือ “เมืองที่ฉลาดที่สุดต้องพัฒนาโดยไม่มีการไล่ที่ชุมชน” (The smartest cities develop without displacement) เราต้องสามารถคิดค้นวิธีการพัฒนาและสร้างสรรค์เพื่อทุกคนได้ โดยเราจำเป็นต้องใส่ ‘มิติความเป็นมนุษย์’ กลับเข้าไปในบทสนทนาเกี่ยวกับ smart city  ซึ่งปัจจุบันมิติความเป็นมนุษย์นี้ได้ขาดหายไปจากบทสนทนานี้โดยสิ้นเชิง

สิ่งเดียวที่จะช่วยให้ชุมชนดั้งเดิมสามารถอยู่ต่อไปได้ คือการมีที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ระดับราคาต่างๆ กัน เพื่อตอบสนองความหลากหลายของผู้อยู่อาศัย คุณต้องสร้างเมืองที่แท้จริง เมืองที่แท้จริงต้องมีพลังและมีความหลากหลาย ความหลากหลายไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องเชื้อชาติหรือสีผิว แต่หมายถึงความหลากหลายในการใช้งานและความหลากหลายในการเข้าถึง ซึ่งเกิดขึ้นจาก ‘ความสามารถในการเข้าถึง’ และ ‘ราคาที่จับต้องได้’ 

การพัฒนาเมืองจะต้องไม่กีดกันพื้นที่ของร้านค้าแผงลอย รถขายอาหาร ต้องไม่กีดกันวัดและศาลเจ้า ต้องมีผังเมืองแบบผสมผสานที่อนุญาตให้มีความหลากหลายของวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เพื่อให้ชุมชนที่อยู่ที่นั่นมาตลอดและชุมชนที่ต้องการจะเข้ามาใหม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ 

การพัฒนาเมืองต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่ความกลมกลืนแบบจัดฉากที่สร้างภาพลักษณ์ของความหลากหลายขึ้นมา ทุกคนในชุมชนคือผู้มีสิทธิกำหนดความเป็นไปของเมือง (right to the city) และผู้กำหนดคุณค่าและการทำหน้าที่ของสิ่งอำนวยความสะดวกในท้องถิ่น นี่ต่างหากคือประชาธิปไตยที่แท้จริง

เมื่อพูดถึงบทบาทของมหาวิทยาลัย หลายคนอาจรู้สึกว่ามันไม่เกี่ยวกับตัวเอง คุณจะอธิบายพวกเขาอย่างไรว่าเรื่องนี้สำคัญ

ลองมองไปรอบๆ เมืองใหญ่ใครคือนายจ้างรายใหญ่ที่สุด ใครคือหนึ่งในผู้ถือครองที่ดินรายใหญ่ที่สุด ไม่ว่าคุณจะทำงานในมหาวิทยาลัย เรียนในมหาวิทยาลัย หรือต่อให้คุณไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยเลย แง่มุมอื่นของมหาวิทยาลัยที่นอกเหนือจากด้านการศึกษา ก็ยังส่งผลต่อชีวิตของทุกคนในเมืองนั้น  เช่น เมื่อกล่าวถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพบางประเภท การเข้าถึงที่อยู่อาศัย การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก สวนสาธารณะ ที่ดิน ไลฟ์สไตล์ หรือกระทั่งเรตค่าจ้าง มหาวิทยาลัยมีอิทธิพลต่อสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด 

ลองคิดดูว่าถ้ามหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในนายจ้างรายใหญ่ที่สุดในพื้นที่ของคุณและจ่ายค่าจ้างต่ำ นายจ้างรายอื่นก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายสูงกว่า เพราะมหาวิทยาลัยกำหนดเพดานค่าจ้าง (wage ceiling) ไปแล้ว ดังนั้นแม้คุณจะไม่ได้ทำงานที่นั่น แต่เพราะมันเป็นนายจ้างรายใหญ่ มันก็กำหนดค่าจ้างของคุณ ในแง่อสังหาริมทรัพย์ก็เช่นกัน ถ้ามหาวิทยาลัยย้ายเข้ามาในพื้นที่ของคุณหรือกว้านซื้อที่ดินมากขึ้นเรื่อยๆ มหาวิทยาลัยนั้นก็เป็นผู้กำหนดมูลค่าที่ดิน ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคุณ เช่น ในพื้นที่ที่เคยมีร้านราคาย่อมเยา อย่างแผงอาหาร รถเข็นกาแฟ และร้านค้าปลีกหลากหลาย จู่ๆ ร้านเหล่านั้นก็ลดน้อยลง และมี Adidas และ Lululemon เพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองเพียงแค่ความต้องการของนักศึกษาและคณาจารย์ 

สุดท้ายนี้ มีอะไรที่คุณอยากฝากไว้ไหม เกี่ยวกับบทบาทของมหาวิทยาลัยหรือเมืองที่เป็นธรรม

เราคุยกันถึงมหาวิทยาลัยราวกับว่ามันเป็นสิ่งเดียว แต่มหาวิทยาลัยมีความหลากหลายมาก มีทั้งวิทยาลัยเทคนิค มหาวิทยาลัยชั้นนำ วิทยาลัยชุมชน สถาบันระดับภูมิภาค และมีกฎหมายที่กำกับมหาวิทยาลัยของรัฐแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ 

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักศึกษา อาจารย์ ผู้ดูแลศาลเจ้าที่อยู่ใต้เงาของมหาวิทยาลัย หรือคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยเลย มหาวิทยาลัยก็ส่งผลกระทบต่อคุณ มหาวิทยาลัยคือโรงงานแห่งใหม่ของเศรษฐกิจยุคนี้ และอำนาจของมหาวิทยาลัยก็กำหนดชีวิตของทุกคน 

ในระบบทุนนิยมตอนปลาย (late capitalism) ในเขตที่มีความเป็นเมืองสูง คุณจะไม่เห็นโรงงาน แต่คุณจะเห็นมหาวิทยาลัย นั่นแหละคือโรงงานแห่งใหม่  

ไม่ว่าคุณจะทำงานในห้องแล็บในมหาวิทยาลัย ขับ Grab หรือขายลอตเตอรี่อยู่หน้าอาคาร ชีวิตของคุณได้รับผลกระทบจากการมีอยู่ของมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น และในเมื่อมหาวิทยาลัยมีเครือข่ายทั่วโลก เราก็ต้องจับตามองและคิดเรื่องนี้อย่างเป็นสากล สร้างแนวร่วมระดับโลกที่คิดจากมุมมองของประชาชน แทนที่จะเป็นมุมมองของกำไร

References
↑1 Education City เป็นโครงการเมืองการศึกษาขนาดใหญ่ในกรุงโดฮา พัฒนาโดยมูลนิธิกาตาร์ (Qatar Foundation) โดยดึงวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยตะวันตกชื่อดัง เช่น Carnegie Mellon, Georgetown และ Weill Cornell มาเปิดสอน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานความรู้ของประเทศ
↑2 แปลโดยผู้สัมภาษณ์

การไล่ที่ Davarian Baldwin ดาวาเรียน บอลด์วิน ใต้เงาหอคอยงาช้าง: เมื่อมหาวิทยาลัยปล้นกินเมือง In the Shadow of the Ivory Tower: How Universities Are Plundering Our Cities มหาวิทยาลัยชั้นนำ มหาวิทยาลัย gentrification มหาวิทยาลัยปล้นกินเมือง ความเหลื่อมล้ำ มหาวิทยาลัยกับชุมชน สหรัฐอเมริกา Smart City การศึกษาในโลกเสรีนิยมใหม่ การพัฒนาเมือง ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ทุนนิยมเสรีนิยมใหม่

สัมภาษณ์: ณัชชา สินคีรี

จบการศึกษาจากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนใจประเด็นด้านสังคมศาสตร์ ฝันอยากเปลี่ยนโลกด้วยการเล่าเรื่อง

ภาพถ่าย: เมธิชัย เตียวนะ

เรียนจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สนใจวิถีชีวิตผู้คน ดนตรี สิทธิมนุษยชน และความเหลื่อมล้ำ ชอบเล่าเรื่องผ่านงานภาพถ่ายและวิดีโอ