DeepSeek, Qwen: เมื่อ AI จีนใช้ความคุ้มค่าท้าชิงสหรัฐฯ

Published on 23 ก.ค. 2026

สำหรับ โฟล คริเวลโล ซีอีโอของ Lindy.ai สตาร์ทอัพในซานฟรานซิสโก การตัดสินใจทางธุรกิจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2026 คือการย้ายปริมาณการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งหมด 100% ออกจากโมเดลของ Anthropic บริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ไปสู่ DeepSeek ซึ่งเป็นโมเดลจากจีน

“ค่าใช้จ่ายอันดับ 1 ของเราคือ Anthropic มากกว่าเงินเดือนพนักงานเสียอีก” คริเวลโลกล่าว “มันถูกกว่า 10 เท่า มันจึงเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่ง่ายมาก” การตัดสินใจครั้งนี้ช่วยให้บริษัทของเขาประหยัดเงินได้หลายล้านดอลลาร์ และเป็นสัญญาณที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสมรภูมิ AI ระดับโลก

เมื่อ ‘ราคา’ กลายเป็นกำแพงของนวัตกรรม

ที่ผ่านมา การแข่งขันในโลกของ Generative AI มักถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามที่ว่า “โมเดลของใครทรงพลังที่สุด?” บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง OpenAI, Anthropic และ Google ต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างโมเดลที่มีความสามารถสูงสุด ทว่าความสามารถระดับพรีเมียมนั้นมาพร้อมกับต้นทุนที่สูงลิ่ว ซึ่งกลายเป็นภาระหนักอึ้งสำหรับธุรกิจจำนวนมากที่ต้องการนำ AI มาปรับใช้ในสเกลใหญ่

ต้นทุนที่สูงนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในใบแจ้งหนี้ แต่มันคืออุปสรรคที่ขัดขวางการเข้าถึงนวัตกรรม ทำให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้ ขณะที่บริษัทใหญ่เองก็เริ่มมองหาทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า แซม เบรสสิก นักวิจัยจาก Center for Security and Emerging Technology (CSET) อธิบายสถานการณ์นี้ว่า “องค์กรต่างๆ มีแรงจูงใจที่จะย้ายภาระงานบางส่วนไปยังโมเดลที่ถูกกว่า ทำไมคุณถึงต้องจ่ายพรีเมียมสำหรับโมเดลของ Anthropic หรือ OpenAI ในเมื่อสำหรับงานจำนวนมากที่คุณต้องการ โมเดลของจีนก็ใช้งานได้ดีโดยทั่วไป?”

กลยุทธ์ ‘ความคุ้มค่า’ จากมังกร

เครื่องชั่งน้ำหนักบนโต๊ะทำงานที่เปรียบเทียบระหว่างเหรียญทองและชิปคอมพิวเตอร์ สื่อถึงความคุ้มค่าของเทคโนโลยี

ช่องว่างที่เกิดจากปัญหาราคา คือโอกาสที่บริษัท AI ของจีนมองเห็นและกระโจนเข้าใส่อย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่ได้พยายามจะเอาชนะโมเดลที่ดีที่สุดของสหรัฐฯ ในทุกมิติ แต่ใช้กลยุทธ์ที่แตกต่าง นั่นคือการนำเสนอโมเดลที่มีประสิทธิภาพ ‘ดีพอ’ สำหรับงานส่วนใหญ่ ในราคาที่ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ความเคลื่อนไหวนี้กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดอย่างรวดเร็วและจับต้องได้ผ่านตัวเลข:

  1. ส่วนต่างด้านราคาที่มหาศาล:โมเดล AI แบบ open-weight ของจีนมีค่าใช้จ่ายในการใช้งานต่ำกว่าโมเดลชั้นนำจาก OpenAI และ Anthropic ของสหรัฐฯ ประมาณ 60% ถึง 90% ในเดือนมีนาคม 2025 Baidu ได้เปิดตัว ERNIE 4.5 โดยอ้างว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่า GPT-4.5 ในหลายด้าน แต่มีราคาเพียง 1% ของค่าใช้จ่าย GPT-4.5 เท่านั้น
  1. การยอมรับที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด: ข้อมูลจาก OpenRouter ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2026 แสดงให้เห็นว่าผู้ให้บริการจากจีน (เช่น DeepSeek, Qwen ของ Alibaba และ GLM ของ Zhipu) มีสัดส่วนการใช้งานที่ส่งผ่านจากสหรัฐฯ มากกว่า 30% ในทุกสัปดาห์นับตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากค่าเฉลี่ยเพียง 11% ในช่วง 12 เดือนก่อนหน้า
  1. ประสิทธิภาพที่กำลังไล่ตามทัน:ช่องว่างด้านคุณภาพกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว รายงานจาก BofA Global Research ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2026 ระบุว่าโมเดล AI ของจีนกำลัง “ลดช่องว่าง” ด้านประสิทธิภาพกับโมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ และตอนนี้ตามหลังเพียงไม่กี่เดือน จากที่เคยตามหลังเป็นปี ยิ่งไปกว่านั้น ณ เดือนกรกฎาคม 2026 โมเดล Kimi K3 จาก Moonshot AI ของจีน สามารถทำคะแนนด้านการเขียนโค้ดขึ้นเป็นอันดับ 1 บนชาร์ต Arena ซึ่งเป็นครั้งแรกที่โมเดลจากจีนครองตำแหน่งสูงสุดในกระดานผู้นำที่เป็นที่ยอมรับนี้

ปรากฏการณ์นี้ทำให้บริษัทในสหรัฐฯ แม้กระทั่งรายใหญ่อย่าง Airbnb และ DoorDash เริ่มทดลองใช้โมเดล AI จากจีนสำหรับภาระงานบางส่วน โดย Airbnb เคยใช้โมเดล Qwen ของ Alibaba เพื่อลดค่าใช้จ่ายมาแล้ว “วงการโอเพนซอร์สในตอนนี้ถูกครอบงำโดยจีนอย่างสิ้นเชิง มันเทียบกันไม่ติดเลย” คริเวลโลแห่ง Lindy.ai กล่าวเสริม

สมรภูมิใหม่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี

การผงาดขึ้นของโมเดล AI จีนไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ กำลังจะพ่ายแพ้ในสงคราม AI แต่มันหมายความว่าสนามแข่งขันกำลังเปลี่ยนไป มันไม่ได้ถูกตัดสินด้วยประสิทธิภาพสูงสุดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเกมที่ซับซ้อนขึ้นซึ่งมีทั้งเรื่องราคา ความสามารถเฉพาะทาง และความเข้าถึงได้ง่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของจีนยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างชิปประมวลผลขั้นสูง ข้อมูล ณ ปลายปี 2025 ชี้ว่าชิป Ascend 910C ของ Huawei ที่ใช้งานในจีน ยังมีประสิทธิภาพเพียง 60% เมื่อเทียบกับ NVIDIA H100 ของสหรัฐฯ ข้อจำกัดนี้อาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาโมเดลรุ่นต่อไปในระยะยาว

ภาพมุมสูงของตึกระฟ้ายามพระอาทิตย์ตกดินในย่านนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับโลก

ที่น่าสนใจคือ จีนเองก็เริ่มปรับกลยุทธ์เช่นกัน การเปิดตัว Kimi K3 ในเดือนกรกฎาคม 2026 มาพร้อมกับการตั้งราคา API ที่สูงกว่าโมเดลหลักอื่นๆ ของจีน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเมื่อพวกเขามั่นใจในคุณภาพ ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนจากเกมราคาไปสู่การสร้างอำนาจในการตั้งราคาตามประสิทธิภาพ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสมรภูมิ AI ยกที่สอง ที่การแข่งขันจะดุเดือดยิ่งขึ้นในทุกระดับราคา

เรื่องราวของ Lindy.ai และบริษัทอื่นๆ ที่หันไปหาทางเลือกจากจีน แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุดเสมอไป แต่เป็นโซลูชันที่สามารถแก้ปัญหาที่จับต้องได้ในชีวิตจริงของธุรกิจและผู้คน การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนในสมรภูมิ AI ครั้งนี้ ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง อาจเป็น ‘ชุมชน’ ผู้ใช้งานทั่วโลก ที่กำลังจะมีทางเลือกที่หลากหลายและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

Post Views: 229