แชร์ :

เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับ DIEHARD Thailand ร้านแซนด์วิชสไตล์อเมริกันเดลี (American Deli) ที่หยิบเอาเมนูแซนด์วิชคลาสสิคอย่าง ‘พาสตรามี่แซนด์วิช (Pastrami Sandwich)’ ชูโรงเป็นเมนูหลัก ให้ลูกค้าเลือกส่วนของเนื้อและซอสเองได้ พร้อมเสิร์ฟไซส์ใหญ่ เต็มคำ ชูความคุ้มค่าของทุกคำ คนรักเนื้อสามารถแวะมาลองได้แล้วกับสาขาแรก ที่ชั้น LG, Terminal 21 อโศก
เหตุเกิดจากความอยากกิน – DIEHARD Thailand คือโปรเจกต์ล่าสุดของ เชฟแบม-ธนโชติ ธรรมพีร ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยเขาในบทบาทเชฟเจ้าของร้าน Blendies และก่อนหน้านี้กับร้านแคชชัวล์ ไฟน์ไดน์นิ่งอย่าง RAREBKK โดยครั้งนี้ DIEHARD Thailand คือผลผลิตจากความ ‘อยากกิน’ ล้วน ๆ ที่เชฟลุกขึ้นมาหยิบประสบการณ์การย่าง การสโมคเนื้อ เมื่อตอนทำ RAREBKK จนออกมาเป็นสูตร พาสตรามี่แซนด์วิช ในแบบที่เขาอยากกิน และอยากให้ทุก ๆ คนได้ลองกัน
หยิบ DNA สไตล์อเมริกันมาเล่าในแบบของตัวเอง – ภาพจำของอเมริกันเดลีในสไตล์ที่แคชชัวล์ ดิบๆ ถูกถ่ายทอดลงไปยัง Kiosk ขนาด 8 ที่นั่งบริเวณโซนอาหารชั้น LG ของห้าง Terminal 21 อโศก ให้ความสำคัญกับโซนปรุงที่ลูกค้าจะได้เห็นเชฟทำแซนด์วิชชิ้นต่อชิ้น ตั้งแต่การหั่นเนื้อจากพาสตรามี่ก้อนใหญ่ ปรุงซอสต่างๆ และจัดใส่จานเสิร์ฟในระยะใกล้ชิด ด้วยความตั้งใจที่อยากให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพของวัตถุดิบ และ ความคุ้มค่าได้ที่รับในทุก ๆ จาน
วัตถุดิบหลักที่ถือเป็นไฮไลท์คือ เนื้อออสเตรเลียนวากิว (Wagyu) ที่ใช้เป็นหลัก เชฟเลือกใช้ทั้งหมด 3 ส่วนได้แก่ แก้มวัว (Beef Cheek Pastrami) เนื้อส่วนอกหรือบริสเก็ต (Brisket Pastrami) และ ส่วนอกค่อนไปทางท้องล่าง (Navel Pastrami) เชฟนำทั้ง 3 ส่วนนี้ไปทำการแช่ในน้ำเกลือสมุนไพร (Brine) เป็นเวลา 6 วัน ก่อนจะนำมาสโมคอีก 1 วัน และพักเนื้ออีกครึ่งวัน ก่อนนำมาเสิร์ฟ ซึ่งเนื้อทั้งหมดที่ร้านทำการสโมคและพักวันต่อวัน เพื่อให้มั่นใจในความฉ่ำในทุก ๆ วัน
ประกอบร่าง – ลูกค้าสามารถเลือกส่วนของเนื้อ และจับคู่กับซอสที่เชฟเลือกไว้ได้ทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ 1) Dijon Mustard สไตล์อเมริกันแท้ที่ปรุงเพียงมัสตาร์ด เหมาะสำหรับคนที่อยากได้กลิ่นสโมคแบบเน้น ๆ 2) Coleslaw ปรุงด้วยมัสตาร์ด รัชเชียนเดรสซิ่ง (Russian Dressing) และ สลัดโคลสลอว์ 3) Barbecue ปรุงด้วยมัสตาร์ด ซอสบาร์บีคิวที่ทางร้านทำเอง ชีสเชดดาร์ (Cheddar Cheese) และ น้ำผึ้ง 4) Sauerkraut ปรุงด้วยมัสตาร์ด รัชเชียนเดรสซิ่ง กระหล่ำปลีดอง (Sauerkraut) และ ชีสมอซซาเรลล่า (Mozzarella Cheese)
นอกจากนี้ยังสามารถเลือกชอยส์ของขนมปังได้ระหว่าง ซาวร์โด (Sourdough) หรือ ซาวร์โดที่ทำจากแป้งไรย์ (Sourdough Rye) และยังอัพเกรดเป็น Combo Set จับคู่กับเครื่องดื่ม มันฝรั่งทอด (Tater Tots) หรือ เฟรนช์ฟรายมันหวาน (Sweet Potato Fries) ได้อีกด้วย
ชูวัตถุดิบและความคุ้มค่า – สำหรับส่วน Brisket และ Navel เสิร์ฟไซส์ปกติที่ 200 กรัม ในราคาเริ่มต้น 520 บาท และ 450 บาท ตามลำดับ สำหรับส่วนแก้มเชฟจะเสิร์ฟเต็มแก้มในน้ำหนัก 320 กรัม ในราคาเริ่มต้น 950 บาท (ราคาเปลี่ยนแปลงตามท้อปปิ้งที่เลือก) โดยน้ำหนักที่ระบุเป็นน้ำหนักเนื้อสุทธิ ไม่รวมน้ำหนักขนมปังและเครื่องเคียงในแซนด์วิช
สำหรับคนทานน้อย Brisket และ Navel ยังมีทางเลือกเริ่มต้นที่เนื้อปริมาณ 150 กรัม (Baby size) ในราคาเริ่มต้น Brisket 450 บาท และ Navel 420 บาท ให้เลือกได้ด้วยเช่นกัน
เกี่ยวกับเชฟแบม
ในด้านประสบการณ์การศึกษา เชฟแบม-ธนโชติ ธรรมพีร จบการศึกษาด้านอาหารจากวิทยาลัยดุสิตธานี หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิตสาขาวิชาศิลปะการประกอบอาหารอย่างมืออาชีพ หลักสูตรนานาชาติ (ร่วมกับสถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ) หลังจากนั้นเชฟได้ศึกษาต่อที่สถาบัน École Ducasse ของมิชลินสตาร์เชฟอลัง ดูคาส (Alain Ducasse) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก่อนได้รับเชิญเป็นอาจารย์สอนในวิชา Essential Cuisine ให้กับนักศึกษานานาชาติของ École Ducasse เช่นกัน
สำหรับประสบการณ์ด้านร้านอาหาร เชฟแบมเคยทำงานที่ร้านอาหาร Benoit (เบอร์นัวร์) ร้านบิสโตร (Bistro) สไตล์ฝรั่งเศส ระดับมิชลินสตาร์ในกรุงปารีสในช่วงเวลาที่ไปเรียนต่อ และสำหรับในประเทศไทย เชฟแบมเปิดร้านอาหาร RARE BKK ร้านอาหารสไตล์แคชชัวล์ไดน์นิ่ง (ปัจจุบันปิดทำการ) ต่อมาเปิดแบรนด์ Blendies ร้านเจลาโต โดยคนไทยเจ้าแรกที่ได้ MasterBeef Group (กลุ่มธุรกิจอาหารจากฮ่องกงที่จดทะเบียนในตลาด Nasdaq Capital Market) ซื้อแฟรนไชส์ ไปเปิดสาขาที่ฮ่องกงในปี 2569
และกับแบรนด์ใหม่ล่าสุดอย่าง DIEHARD THAILAND ที่ตั้งใจเสิร์ฟพาสตรามี่แซนด์วิช ในแบบอเมริกันเดลีแท้ๆ เป็นแห่งแรกในกรุงเทพฯ
แชร์ :