การทำความเข้าใจปัญหาการดื่มสุราอาจไม่เพียงพอหากมองผ่านปริมาณการดื่มหรือพฤติกรรมในภาพรวม เพราะเบื้องหลังการดื่มหนึ่งครั้งอาจมีทั้งความเครียดจากการทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้คน ความโดดเดี่ยว ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามากำหนดพฤติกรรม
นี่จึงเป็นที่มาของโครงการวิจัย ‘Drink Diary: เข้าใจมุมมองชีวิตผู้ดื่มสุราผ่านบันทึกส่วนตัว’ โดย สรัช สินธุประมา หัวหน้าทีมสื่อสารสาธารณะและนักวิจัย 101 PUB ที่ชวนทำความเข้าใจการดื่มผ่านบันทึกประสบการณ์ของผู้ดื่ม เพื่อมองว่าอะไรเกิดขึ้นในชีวิตและความรู้สึกของพวกเขาในแต่ละครั้งที่หยิบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นมา
หัวข้อวิจัยนี้ตั้งต้นจากแนวคิดเรื่องปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ (social determinants of health) เพื่อทำความเข้าใจว่าเงื่อนไขรอบตัวส่งผลต่อพฤติกรรมการดื่มอย่างไร โดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์และสภาวะชีวิตของผู้ดื่ม มากกว่าการพิจารณาเพียงปริมาณแอลกอฮอล์ที่บริโภค
หมายเหตุ – บางส่วนเรียบเรียงจากการนำเสนองานวิจัย ‘Drink Diary เข้าใจมุมมองชีวิตของผู้ดื่มสุราผ่านบันทึกส่วนตัว’ ใน ‘Research Livecast: เข้าใจ ‘สิ่งเสพติด’ ไปให้ไกลกว่าพฤติกรรมส่วนตัว’
การดื่มในพื้นที่ส่วนตัวกับข้อจำกัดของนโยบาย
ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า คนส่วนใหญ่ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านร้านขายของชำในชุมชน ซึ่งมีความยืดหยุ่นทั้งด้านเวลาและการซื้อกลับไปดื่มที่บ้าน ขณะที่ผู้ที่ซื้อสุราไปดื่มที่บ้านมีแนวโน้มดื่มในปริมาณมากกว่าผู้ที่ดื่มที่ร้าน
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการดื่มที่นำไปสู่อันตรายจำนวนหนึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มาตรการทางกฎหมายเข้าไปกำกับดูแลได้จำกัด ขณะที่นโยบายควบคุมแอลกอฮอล์ที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการดื่มในพื้นที่สาธารณะและการควบคุมร้านค้าเป็นหลัก จึงเกิดคำถามว่าหากการดื่มเกิดขึ้นในบ้านหรือพื้นที่ชุมชน จะสามารถลดความเสี่ยงและอันตรายที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
การศึกษายังพบว่า เมื่อการขายเกิดขึ้นลึกเข้าไปในชุมชนและมีช่วงเวลาการจำหน่ายที่ยืดหยุ่น ผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดื่มมากกว่าสองเท่าและมีความเสี่ยงต่อพฤติกรรมที่เป็นอันตรายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าการดื่มอยู่ในระดับอันตรายหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเพียงอย่างเดียว ในทางการแพทย์และการศึกษายังพิจารณาถึงความสามารถในการควบคุมตนเองและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อร่างกาย จิตใจ และการใช้ชีวิต ดังนั้น แม้จะดื่มในปริมาณไม่มาก แต่หากการดื่มส่งผลกระทบต่อชีวิต ก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น ก็อาจถือเป็นการดื่มที่เป็นอันตรายได้เช่นกัน
“การดื่มส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนตัว เป็นพื้นที่ที่นโยบายและกฎหมายเอื้อมมือเข้าไปไม่ถึง คำถามคือเราจะทำความเข้าใจและลดอันตรายที่เกิดขึ้นในพื้นที่หลังประตูบ้านของคนได้อย่างไร
“งานศึกษานี้จึงมีโจทย์ว่า ถ้าเราจะเข้าไปทำความเข้าใจในพื้นที่ส่วนตัว เราคงต้องมีวิธีการบางอย่าง เราจึงให้ผู้ดื่มเป็นคนอธิบายเองว่าเขารู้สึกอย่างไร เขาคิดอะไรเวลาดื่มอยู่ในบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เราเข้าไม่ถึง” สรัชกล่าว
จากประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การศึกษาด้วย ‘Drink Diary’ โดยให้ผู้เข้าร่วมบันทึกทุกครั้งที่ดื่ม ทั้งปริมาณ ความรู้สึก และประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ผ่านตัวอักษร ภาพ หรือวิดีโอเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน โดยผู้เข้าร่วมคือประชากรวัยทำงาน อายุระหว่าง 20-44 ปี จำนวน 11 คน เป็นชาย 7 คน, หญิง 3 คน และเพศหลากหลาย 1 คน นอกจากนี้ยังมีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อและร้านค้าปลีกในชุมชน
การศึกษามุ่งทำความเข้าใจว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้การดื่มนำไปสู่ความเสี่ยงหรืออันตราย โดยไม่ได้วัดจากปริมาณการดื่มเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาถึงสภาวะความคิด ความรู้สึก และบริบทชีวิตของผู้ดื่มในแต่ละช่วงเวลา
หนึ่งในประเด็นที่พบคือ ชีวิตการดื่มมีความเชื่อมโยงกับชีวิตการทำงาน โดยผู้เข้าร่วมบางส่วนอธิบายว่า ‘ดื่มก็เพราะงาน’ วันที่มีความเครียดจากการทำงานมีการดื่มต่อครั้งมากกว่าวันที่ไม่ได้เผชิญความเครียดจากงานประมาณสองเท่า ขณะที่วันศุกร์เป็นวันที่พบการดื่มบ่อย แต่ปริมาณต่อครั้งน้อยกว่า โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยยับยั้งการดื่มคือความคิดว่า ‘พรุ่งนี้มีงานเช้า’
“แม้คนจะดื่มในวันศุกร์เยอะที่สุด แต่กลายเป็นว่าวันศุกร์เป็นวันที่คนดื่มมีปริมาณการดื่มต่อครั้งน้อยเกือบที่สุด วันที่คนดื่มในปริมาณมากคือเสาร์-อาทิตย์ เพราะปล่อยตัวสบายใจ ไม่กังวลว่าจะต้องทำอะไร อีกช่วงที่คนดื่มในปริมาณมากต่อครั้งคือช่วงกลางสัปดาห์ หลายคนบอกว่าดื่มเพราะเครียด ทำงานมาสองสามวันแล้ว มันล้า มันเหนื่อย
“งานเป็นสิ่งที่ทำให้คนอยากดื่ม คือเครียดแล้วดื่ม ในขณะเดียวกันงานก็ทำให้คนต้องควบคุมการดื่มของตัวเอง เพราะพรุ่งนี้ทำงานเช้า ดื่มไม่ได้” สรัชกล่าว
อีกปัจจัยหนึ่งคือความสัมพันธ์ทางสังคม โดยพบว่าเมื่อมีเพื่อนหรือเครือข่ายทางสังคมมากขึ้น การดื่มก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผู้เข้าร่วมมักดื่มมากขึ้นเมื่อรู้สึกสนุกสนานหรือเครียด เมื่อได้พบคนที่ไม่ได้พบกันเป็นเวลานาน ในโอกาสเลี้ยงส่งหรือการจากลาคนสำคัญ รวมถึงเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้ที่กำลังเผชิญความเศร้าโศก ขณะที่การดื่มมีแนวโน้มลดลงเมื่อรู้สึกผ่อนคลายหรือเฉยๆ รวมถึงการดื่มตามลำพังหรือดื่มกับเพียงกลุ่มเพื่อนขนาดเล็ก
“เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเพื่อนดื่มเยอะ หรือดื่มกับคนที่ไม่ได้เจอกันนาน หรือมีการเลี้ยงส่ง หรือเจอคนที่กำลังเผชิญความโศกเศร้า ปริมาณการดื่มต่อครั้งจะสูงมากขึ้นตามไปด้วย
“การดื่มที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือการดื่มคนเดียว รองลงมาก็คือดื่มกับเพื่อนกลุ่มเล็กๆ การดื่มแบบนี้ปริมาณการดื่มไม่เยอะ เพราะดื่มเพียงเพื่อผ่อนคลาย เป็นเหตุผลว่าในวันศุกร์คนดื่มในปริมาณต่อครั้งไม่มาก” สรัชกล่าว
Alcohol-Care Paradox: เมื่อการดื่มสัมพันธ์กับการดูแลกัน
ข้อมูลจาก Drink Diary ทำให้เห็นความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกับเครือข่ายทางสังคม โดยเรียกปรากฏการณ์หนึ่งว่า ‘alcohol-care paradox’ หรือความย้อนแย้งของแอลกอฮอล์และการดูแล
ในด้านหนึ่ง ผู้ที่ดื่มมากอาจเป็นคนที่มีเครือข่ายทางสังคมและอยู่ในกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ซึ่งการพบปะและดื่มร่วมกันอาจเปิดพื้นที่ให้เกิดการพูดคุยถึงปัญหาส่วนตัวหรือการแลกเปลี่ยนความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง ขณะที่การดื่มคนเดียว แม้จะมีปริมาณในแต่ละครั้งน้อยกว่า แต่อาจสะท้อนภาวะโดดเดี่ยวและการแยกตัวออกจากความสัมพันธ์ทางสังคม
ตัวอย่างหนึ่งจาก Drink Diary เป็นบันทึกของพนักงานบริษัทชายวัย 32 ปี ซึ่งกล่าวถึงความหมายของ ‘ภาษีสังคม’ ในวัยทำงานว่า
“เพิ่งเข้าใจคำว่า ‘ภาษีสังคม’ เอาตอนวัย 30+ เพราะการออกไปเจอใครสักคนที่เราให้ใจกันแล้ว แบบพี่น้องหรือเพื่อนสนิท มันเป็นเรื่องที่เราต้องจ่าย เพียงเพราะเราหวังว่าในอนาคตถ้าเราอาจจะเจอเรื่องที่รับมือแทบไม่ไหว ขอแค่ใครสักคนนั่งอยู่ในวงสนทนากับเรา เพื่อรับฟัง บอกเล่า และแลกเปลี่ยนสุขทุกข์ระหว่างทางก็พอ”
ขณะเดียวกันกลุ่มแรงงานที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดหรือประเทศเพื่อนบ้านอาจอยู่ในภาวะที่ต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยว จากข้อมูลยังพบว่ามากกว่าหนึ่งในสามของประชากรในกรุงเทพฯ อาศัยอยู่คนเดียว การดื่มตามลำพังจึงอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว
ผู้ที่ดื่มคนเดียวมักดื่มไปพร้อมกับการดูภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือฟังพอดแคสต์ และบางครั้งไม่สามารถจำได้ว่าดื่มไปมากน้อยเพียงใด โดยผู้เข้าร่วมบางรายไม่ได้บันทึก Drink Diary ในบางครั้ง เพราะไม่สามารถตอบได้ว่าทำไมจึงดื่ม พฤติกรรมดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะพึ่งพิงแอลกอฮอล์
“Drink Diary ทำให้เรามองเห็นภาพความซับซ้อนที่คนดื่มกำลังเผชิญที่มากไปกว่าแค่เรื่องของปริมาณการดื่ม อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ความย้อนแย้งของแอลกอฮอล์และการดูแล (alcohol-care paradox)’ เพราะคนที่ดื่มเยอะขึ้นเมื่ออยู่ในแวดวงสังคม เขาพาตัวเองไปอยู่ในเครือข่ายสังคมที่คนดูแลกัน เป็นพื้นที่ที่เขาพร้อมจะดำดิ่งลงไปสู่การพูดคุยกันเชิงลึก (deeptalk) วันไหนใครมีปัญหาก็ปรึกษากัน
“ในขณะที่การดื่มคนเดียว เป็นการดื่มในปริมาณน้อยก็จริง แต่มันอาจแปลว่าคุณกำลังโดดเดี่ยวตัวเองจากคนอื่น ถามว่ามันเป็นปัญหาอย่างไร หลายคนเป็นแรงงานจากต่างจังหวัดมาอยู่ในกรุงเทพฯ เขาถูกบังคับให้โดดเดี่ยว มันไม่ใช่ภาวะที่เขาเลือกเองว่าจะโดดเดี่ยว
“การดื่มคนเดียวดูเหมือนปลอดภัย เงียบสงบ ไม่ได้ออกไปไหน ไม่ได้ดื่มเยอะ แต่มันเป็นการดื่มที่เราผ่อนคลายอยู่คนเดียว กลืนไปกับชีวิตประจำวัน ไม่รู้เริ่มเมื่อไหร่ ไม่รู้จบตอนไหน ไม่มีใครห้าม ผู้ทำบันทึกการดื่มหลายคนยอมรับภายหลังว่าไม่ได้บันทึกการดื่มไปหลายครั้ง เพราะไม่รู้จะบันทึกอะไร ไม่รู้ว่าทำไมถึงดื่ม มันเป็นไปเองโดยธรรมชาติ นี่เป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะพึ่งพิงแอลกอฮอล์ คือเราไม่ได้มีอำนาจเหนือมันแล้ว มันกำลังเริ่มดื่มเรา การดื่มในบริบทนี้เป็นเรื่องที่ยังไม่ค่อยถูกพูดถึง” สรัชกล่าว
ร้านขายของชำในฐานะ ‘คุณแม่ของชุมชน’
อีกประเด็นที่พบจากการศึกษาคือ บทบาทของร้านขายของชำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทางสังคมและที่พักพิงทางอารมณ์ของคนในชุมชน รวมถึงเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยกำกับพฤติกรรมการดื่มในพื้นที่ส่วนตัว
เจ้าของร้านขายของชำ โดยเฉพาะผู้หญิง มักรู้จักและใส่ใจลูกค้าเป็นรายบุคคล สามารถจดจำได้ว่าใครดื่มมากหรือน้อย ดื่มเร็วหรือช้า รวมถึงให้คำแนะนำแก่ผู้ที่อยู่ห่างจากครอบครัว ร้านขายของชำจึงมีลักษณะคล้าย ‘คุณแม่ของชุมชน’ ที่คอยสังเกตและดูแลผู้คนในพื้นที่
ตัวอย่างจากเจ้าของร้านขายของชำบริเวณหอพักแห่งหนึ่งในเขตจตุจักร สะท้อนบทบาทดังกล่าวว่า
“น้องที่ขับรถส่งของนั่นน่ะ ปกติเขาไม่ดื่มนะ มาจอดก็ซื้อน้ำอัดลมนั่งเล่นมือถืออยู่ท้ายรถตรงโน้น แต่มีพักนึงเลิกกับแฟน มานั่งกินเบียร์อยู่คนเดียวเลย นั่งดูมือถืออยู่นั่นแหละ ฉันก็บอกผู้หญิงในโลกนี้มีอยู่คนเดียวหรือไง แล้วเปลี่ยนซะรูปหน้าจอมือถือ ไม่งั้นก็นั่งดูแล้วก็ร้องไห้อยู่ได้ ขืนยังเป็นแบบนี้ฉันจะไม่ขายให้เธอแล้วนะ”
กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าร้านขายของชำสามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมลูกค้า และเข้าไปพูดคุยหรือกำกับการดื่มในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ แต่ยังมีความจริงจังคล้ายกับการดูแลกันภายในครอบครัว
“พื้นที่ที่ทำให้คนที่ดื่มคนเดียวยังได้รับการดูแลอยู่คือร้านขายของชำ เจ้าของร้านขายของชำ โดยเฉพาะผู้หญิง มักจำได้ว่าคุณเป็นใคร ปกติดื่มเยอะหรือน้อย ถ้าปกติไม่ดื่มแล้วทำไมวันนี้จึงดื่ม เขาเป็นคนที่คอยกำกับดูแล บางทีก็ด่าด้วยความเป็นห่วงว่า ‘ทำไมทำตัวแบบนี้ ฉันไม่ขายให้แล้วนะ’ สุดท้ายทำให้คนคิดได้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียวและมีคนคอยดูแลคุณ คอยเตือนว่าการดื่มของคุณเริ่มอันตรายแล้วนะ คุณต้องระวัง” สรัชกล่าว
มองการลดอันตรายผ่านพื้นที่และความสัมพันธ์
จากการศึกษา Drink Diary การลดอันตรายจากการดื่มจึงไม่ได้มีเพียงมาตรการควบคุมเวลา สถานที่ หรือการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจชีวิตและความสัมพันธ์ของผู้ดื่ม โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ชุมชนที่มาตรการทางกฎหมายเข้าถึงได้จำกัด
ข้อเสนอจากการศึกษาคือ ผู้กำหนดนโยบายและผู้ทำงานด้านการรณรงค์เรื่องแอลกอฮอล์ควรให้ความสำคัญกับนโยบายที่ใส่ใจและตระหนักถึงข้อจำกัดของมาตรการกำกับดูแล ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกิดพื้นที่พักพิงทางอารมณ์ในเมืองที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแอลกอฮอล์ รวมถึงการทำงานร่วมกับกลไกทางสังคมที่มีอยู่แล้วในชุมชน
“ผู้กำหนดนโยบายหรือคนที่รณรงค์เรื่องแอลกอฮอล์ต้องตระหนักถึงขีดจำกัดของมาตรการปัจจุบันที่มีบางพื้นที่ที่เอื้อมไปไม่ถึง เมืองควรมีพื้นที่ที่จะเป็นที่พักใจให้คนสามารถไปใช้พื้นที่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์อย่างเดียว
“นอกจากนี้เราต้องสำรวจกลไกควบคุมเชิงสังคมที่ทำหน้าที่ช่วยดูแลคนที่โดดเดี่ยวในเมือง เช่น ร้านขายของชำ หรือพื้นที่อื่นๆ แทนที่จะใช้กฎหมายควบคุมลงโทษด้านเดียว เราต้องคิดใหม่ว่าจะร่วมมือกับกลไกเหล่านี้อย่างไร เพื่อช่วยกันดูแลคนที่อยู่ในเมืองตัวคนเดียว ซึ่งเป็นอีกปัญหาความเสี่ยงหนึ่งในสังคมเมือง” สรัชกล่าว
การทำความเข้าใจการดื่มผ่านบันทึกส่วนตัวจึงช่วยให้เห็นว่า พฤติกรรมการดื่มไม่ได้เกิดขึ้นอย่างแยกขาดจากชีวิตประจำวัน แต่เชื่อมโยงกับการทำงาน ความสัมพันธ์ ความเครียด ความโดดเดี่ยว และพื้นที่ทางสังคมที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่
ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ The101.world
101 PUB สรัช สินธุประมา ร้านขายของชำ แอลกอฮอล์ บันทึกการดื่ม คนเมือง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สสส. การดื่มสุรา ปัญหาการดื่มสุรา ความโดดเดี่ยว