
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตเตรียมขับเคลื่อนนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ผ่านมาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามาตั้งฐานการผลิต พร้อมกำหนดให้ผู้ผลิตใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการส่งออกของภูมิภาค
โดยกรมสรรพสามิต ยืนยันว่า จะไม่ทอดทิ้งอุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป เนื่องจากมีการจ้างงานในประเทศเป็นจำนวนมาก และในอนาคตจะมีการปรับตัวไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ระบบผสมผสาน (Hybrid) อยู่แล้ว โดยมาตรการทางภาษีจะยึดหลักสนับสนุนยานยนต์ทุกรูปแบบที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และมลพิษน้อยที่สุดเป็นสำคัญ ไม่จำกัดไว้เพียงยานยนต์ EV
ขณะเดียวกัน กรมสรรพสามิตตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลางไม่ต่ำกว่า 600,000 ล้านบาท สอดคล้องกับการนำเครื่องมือทางเทคโนโลยีและระบบแผนที่ภาษี (Tax Map) มาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ รวมถึงมีแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และภาษีสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาภาพรวมโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตได้นำเสนอการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว (Single Rate) ไปยังกระทรวงการคลังแล้ว โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการประเมินผลวิจัย และคาดว่าจะมีความชัดเจนในเชิงนโยบายช่วงเดือนตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
นายพรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกรมสรรพสามิตได้ยกระดับการทำงาน เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูล (Data-Driven Enforcement) โดยเปลี่ยนจากมาตรการเดียวที่ใช้ทั่วประเทศ มาเป็นมาตรการวิเคราะห์เชิงลึกรายพื้นที่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
สำหรับการดำเนินงานในส่วนต้นน้ำ (พื้นที่ชายแดน) จะมุ่งเน้นสกัดกั้นขบวนการใช้ช่องทางธรรมชาตินำสินค้าเถื่อนวนกลับเข้ามาในประเทศ ส่วนการจัดการในส่วนกลางน้ำ เตรียมจับมือกับบริษัทขนส่งพัสดุเอกชนและโลจิสติกส์ เพื่อคัดกรองสินค้าก่อนถึงมือผู้บริโภค และในส่วนปลายน้ำจะมุ่งแก้ปัญหาในพื้นที่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน
นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตได้บูรณาการร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อร่วมสืบสวนเส้นทางการเงินและทลายเครือข่ายผู้ค้าออนไลน์ รวมถึงนายทุนใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และปกป้องผลประโยชน์ของระบบภาษีอย่างยั่งยืน
Back to top button