EVEANDBOY ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 170.35 ล้านหุ้น เข้า SET กางแผนสปีดขยายสาขาแตะ 320 สาขา ในปี 2574

Published on 13 ก.ย. 2026

EVEANDBOY ยื่นไฟลิ่งเสนอขาย IPO จำนวนไม่เกิน 170.35 ล้านหุ้น เข้าจดทะเบียนใน SET นำเงินระดมทุนขยายสาขาเป็น 320 สาขาทั่วประเทศ ภายในปี 2574 จากปัจจุบัน 71 สาขา รองรับการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกสินค้าความงามและสุขภาพมัลติแบรนด์

  • กำไรขั้นต้นแตะ 40% หลังเน้นขายสินค้ามาร์จินสูง
  • สำรวจ ‘หุ้นความงาม’ ที่ธุรกิจใกล้เคียงกัน
  • ผู้ถือหุ้นเดิม ยังเหนียวแน่น

บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) หรือ EB ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าด้านความงามและสุขภาพมัลติแบรนด์ระดับแนวหน้าของไทย ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 170.35 ล้านหุ้น เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมีบล.กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

อีฟ แอนด์ บอย ระบุว่า การระดมทุนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำไปใช้ลงทุนขยายสาขา ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ และซื้อสินค้าเพื่อรองรับการเติบโต จากปัจจุบันที่มีสาขา 71 สาขา (ณ 30 มิ.ย. 2569) โดยบริษัทตั้งเป้าหมายระยะยาวที่จะขยายสาขาเพิ่มเป็น 320 สาขา ภายในปี 2574 ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ

กำไรขั้นต้นแตะ 40% หลังเน้นขายสินค้ามาร์จินสูง

ในไฟลิ่งระบุว่า ผลการดำเนินงานของ EVEANDBOY เติบโตอย่างโดดเด่นต่อเนื่องทั้งในฝั่งรายได้และกำไรสุทธิ ดังนี้

  • ปี 2567: รายได้รวม 4,425.71 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 1,101.51 ล้านบาท
  • ปี 2568: รายได้รวม 5,339.27 ล้านบาท (เติบโต 20.64% YoY), กำไรสุทธิ 1,218.75 ล้านบาท (เติบโต 10.64% YoY)
  • งวด 6 เดือนแรกปี 2569: รายได้รวม 2,762.52 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 16.54% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ 2,370.39 ล้านบาท), กำไรสุทธิ 597.98 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.26% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ 568.09 ล้านบาท)

ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นปรับปรุง (Adjusted Gross Margin) เร่งตัวขึ้นต่อเนื่องจาก 37.17% ในปี 2566 เป็น 38.71% ในปี 2568 และแตะ 40.38% ในงวดครึ่งแรกปี 2569 จากการปรับสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin Products) และการเติบโตของช่องทาง Omni Channel

สำรวจ ‘หุ้นความงาม’ ที่ธุรกิจใกล้เคียงกัน

จากข้อมูลธุรกิจคู่แข่งโดยตรง จากในไฟลิ่งพบว่าในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ยังไม่มีบริษัทค้าปลีกสินค้าความงามแบบ Multi-brand Beauty Retailer ในโมเดลเดียวกับ EVEANDBOY โดยตรง

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบกับกลุ่มธุรกิจสินค้าความงาม และกลุ่มค้าปลีกเฉพาะทาง (Specialty Retail) ที่มีลักษณะการดำเนินงานหรือกลุ่มเป้าหมายใกล้เคียงกัน ดังนี้

  • คาร์มาร์ท (KAMART) ดำเนินธุรกิจ ผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายเครื่องสำอาง/บำรุงผิว โดยจะเน้นแบรนด์ของตัวเอง เช่น Cathy Doll ผ่านช่องทางค้าปลีก คอนวีเนียนสโตร์ และส่งออก
  • บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ทำธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและบำรุงผิว โดยมีร้านค้าปลีกเฉพาะแบรนด์ในเครือ เช่น Beauty Buffet และ Beauty Cottage และขายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด/ออนไลน์
  • โมชิ โมชิ รีเทล (MOSHI) ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยมีร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ราคาย่อมเยาในศูนย์การค้า ซึ่งมีการขยายสาขาอย่างรวดเร็วคล้ายคลึงกันกับ EVEANDBOY

ผู้ถือหุ้นเดิม ยังเหนียวแน่น

สำหรับโครงสร้างการเปลี่ยนผ่านของผู้ถือหุ้นหลัก ก่อนและหลังการเสนอขายหุ้น IPO พบว่าผู้ถือหุ้นเดิมยังถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ โดยผู้ถือหุ้นหลัก 5 อันดับแรกมีดังนี้

  • บริษัท อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง จำกัด ก่อน IPO ถือหุ้น 33.36% ภายหลัง IPO ถือหุ้น 25.00%
  • หิรัญ ตันมิตร ก่อน IPO ถือหุ้นโดยตรง 28.11% หลัง IPO ถือหุ้น 21.07%
  • ปริญญา วะนะศุข ก่อน IPO ถือหุ้นโดยตรง 25.94% หลัง IPO ถือหุ้น 19.44%
  • Ultimate Bliss Holdings Limited ก่อน IPO ถือหุ้น 11.77% หลัง IPO ถือ หั้น 8.82%
  • ประชาชนทั่วไป ภายหลังการ IPO ถือหุ้นรวมกัน 25.05%

ทั้งนี้ บริษัท อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง จำกัด และ Ultimate Bliss Holdings Limited เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ หิรัญ ตันมิตร และ ปริญญา วะนะศุข ถือหุ้นคนละ 50% ทำให้หลัง IPO ทั้ง 2 ยังคงเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ถือหุ้นรวมกันทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 38.0% และ 36.4% ตามลำดับ

สำหรับการจ่ายเงินปันผล อีฟ แอนด์ บอย กำหนดนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการ หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองต่างๆ ตามกฎหมาย ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนตามผลประกอบการ แผนการขยายธุรกิจ และสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทในอนาคต