แม้การเป็นดาราจะช่วยเปิดประตูสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ได้ในเวลารวดเร็ว แต่การเปลี่ยนจากความนิยมสู่การบริหารธุรกิจที่ยั่งยืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในตลาดเครื่องสำอางไทยที่มีมูลค่ามหาศาล และเต็มไปด้วยคู่แข่งที่เข้ามาบุกตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศ
THE STANDARD WEALTH ได้มีโอกาสร่วมวงสัมภาษณ์ ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนฟีน่า จำกัด เจ้าของแบรนด์ ‘Fleen Beauty’ ที่มาถ่ายทอดภาพความท้าทายในตลาดเครื่องสำอางและความงามไทย พร้อมอัปเดตโครงสร้างธุรกิจใหม่ หลังตัดสินใจทุ่มเงิน 25 ล้านบาท ซื้อหุ้นคืน 48% จากอดีตหุ้นส่วน
ออม-สุชาร์ เล่าว่า เดิมทีเธอทำอาชีพนักแสดงเป็นหลัก แต่อีกด้านหนึ่งมีแพสชันในการทำธุรกิจเครื่องสำอาง เพราะมองเห็นโอกาสการเติบโตจากภาพรวมตลาดไทยที่มีมูลค่าสูงกว่า 2 แสนล้านบาท ควบคู่ไปกับกระแส ‘T-Beauty’ ที่กำลังส่งผลให้แบรนด์ไทยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เธอจึงเริ่มปลุกปั้นแบรนด์ Fleen Beauty เพื่อคว้าโอกาสดังกล่าว โดยวางโพซิชันนิงเป็นแบรนด์ที่เน้น ‘งานผิว’ ชูจุดแข็งด้านคุณภาพและการแก้ปัญหาผิวที่ตอบโจทย์สภาพอากาศเมืองร้อนของคนไทยโดยเฉพาะ เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทุกเจเนอเรชัน
ปัจจุบันแบรนด์ดำเนินธุรกิจมากว่า 3 ปีแล้ว โดยยอมรับว่า ในช่วงปีแรกซึ่งเป็นระยะเริ่มต้น บริษัทมีทีมงานเพียง 4–5 คน ทำเองขายเองทุกขั้นตอน กระทั่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ได้เกิดความขัดแย้งภายในบริษัท และต้องใช้เวลากว่า 1 ปีในการเจรจาจนสามารถตกลงปิดจบกระบวนการซื้อหุ้นคืนทั้งหมดได้ในช่วงปลายปี
หลังจบปัญหาโครงสร้างหุ้น จึงเริ่มวางระบบบริษัทใหม่ทั้งหมด เนื่องจากไม่มีข้อมูลเอกสารภายในเหลืออยู่เลย บริษัทจึงต้องเข้ามาถอดรหัสระบบบัญชีและเอกสารการเงินใหม่ทั้งหมด พร้อมทั้งสร้างทีมใหม่ตั้งแต่ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ แบรนดิ้ง ไปจนถึงระบบตัวแทนจำหน่าย
นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิงและซัพพลายเออร์ใหม่ ที่สำคัญที่สุดคือการวางแผนบริหารจัดการซัปพลายเชน เพื่อป้องกันสินค้าขาดสต็อกจนเสียโอกาสในการขาย โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการวางระบบที่แข็งแรงและการผลักดันยอดขายให้เติบโตควบคู่กันไป
“เรียกได้ว่าการทำธุรกิจในภาวะตลาดปัจจุบันนับว่าไม่ง่าย เพราะต้องรับมือกับการแข่งขันที่สูงมาก ทั้งจากแบรนด์ไทยด้วยกันเอง รวมถึงแบรนด์จีนและเกาหลีที่มีปริมาณ (Volume) การผลิตสูงกว่า ทำให้ได้เปรียบเรื่องต้นทุนที่ต่ำกว่า” ออม-สุชาร์ ย้ำ
อย่างไรก็ตาม ยอดขายที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าเริ่มมาถูกทางแล้ว โดยมีผลิตภัณฑ์หลักอย่าง ‘Tone-up Serum’ ที่ออกขนาดทดลอง ช่วยให้ลูกค้าใหม่เปิดใจทดลองได้ง่ายขึ้น โดยปัจจุบันกลุ่มสินค้า Tone-up และ Corrector ครองยอดขายสูงสุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่สินค้าใหม่อย่าง ‘Skin Tint’ ก็กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะกลายเป็นฮีโรโปรดักต์ตัวถัดไป
ทั้งนี้ หากย้อนดูผลประกอบการ ปีแรกของแบรนด์สามารถสร้างรายได้ประมาณ 50 ล้านบาท ส่วนปีที่ 2 ยอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดดแตะ 100 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากกระแสการออกรายการทีวีที่ส่งผลให้สินค้าขายหมดสต็อกภายใน 3–4 วัน
ออมมองว่า การที่ผู้บริโภคซื้อสินค้าตามกระแสนั้นยังไม่มีความยั่งยืน ดังนั้น กลยุทธ์หลักของ Fleen Beauty จึงเริ่มจากการมองหา Pain Point ของผู้บริโภค แล้วสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างจากคู่แข่ง เพื่อให้อยู่รอดได้ในภาวะตลาดที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าใหม่เฉลี่ยปีละ 3–4 รายการ ผ่านกระบวนการ R&D ที่แม่นยำ โดยไม่เน้นการออกสินค้าบ่อยเกินไปจนสิ้นเปลืองต้นทุนทางการตลาด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน Fleen Beauty มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุม 9 หมวด เช่น Tone Up Serum, Skin Tint, แป้ง, Corrector/Concealer, Body Tone Up, บลัชออน, ลิปสติก และลิปบำรุง โดยปีนี้ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 120 ล้านบาท ซึ่งข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569 แบรนด์ทำรายได้ไปแล้วถึง 76 ล้านบาท ทำให้มั่นใจว่าเป้าหมายใหญ่ในปีนี้อยู่ไม่ไกลเกินที่จะเอื้อมถึง เพราะตัวเลขปัจจุบันทะลุครึ่งทางของเป้าหมายแล้ว
ด้านช่องทางการขาย รายได้หลักมากกว่า 90% มาจาก E-commerce ผ่านการทำไลฟ์สดต่อเนื่อง 7–8 ชั่วโมง ตลอดจนการเข้าร่วมแคมเปญ Double Digit ต่างๆ ส่วนออฟไลน์ก็ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไป ล่าสุดได้วางแผนเปิด Pop-up Store ซึ่งเป็นการคอแล็บร่วมกับ EVEANDBOY สาขาทรงวาด เป็นเวลา 1 เดือน โดยหวังสร้างประสบการณ์ใหม่กับลูกค้า และจะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ด้วย
พร้อมทิ้งท้ายถึงทิศทางในอนาคตว่า บริษัทตั้งเป้านำโปรดักต์ไปบุกถึงตลาดต่างประเทศ โดยอาศัยฐานแฟนคลับในจีนที่มีจากผลงานการแสดงในยุคแรกๆ เพื่อผลักดันแบรนด์ไทยให้เป็น T-Beauty ในระดับโลก แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้เวลาในการเซตระบบหลังบ้าน การบริหารยอดขาย และการจัดการซัปพลายเชนให้แม่นยำและมั่นคงเสียก่อน จึงจะเริ่มขยายตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัวในลำดับถัดไป