อัสสเดช คงสิริ กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายหลังเข้าร่วมสังเกตการณ์ในงานประชุมประจำปี IMF – World Bank Annual Meeting 2026 รวมทั้งการร่วมคณะเดินทางโรดโชว์ (Roadshow) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมกับนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ในช่วงกันยายนที่ผ่านมา รวมทั้งวิเคราะห์ทิศทางกระแสเงินทุน (Fund Flow) และกางโรดแมปยุทธศาสตร์ตลาดทุนไทยเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ
- เจาะลึกทิศทาง Fund Flow พลิกจากสวิงติดลบสู่บวก 7 หมื่นล้านบาท
- โครงสร้างนักลงทุน และแนวทางการดึงดูดเงินทุนระยะยาว
- ยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดทุน โครงการ DOIP และการฟื้นฟู IPO
- ยกระดับธรรมาภิบาล (CG) และการรับมือความเสี่ยงไซเบอร์
- ‘Proactive Communication’ และการแปลงความสนใจเป็นเม็ดเงินจริง
อัสสเดช ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ระบุว่า จากการเดินทางโรดโชว์ ณ นิวยอร์ก ร่วมกับนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล FETCO และตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงกันยายนที่ผ่านมา เพบว่าความสนใจของนักลงทุนสถาบันระดับโลกต่อประเทศไทยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผู้บริหารระดับสูง หรือ CEO ของกองทุนชั้นนำที่มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) มากกว่า GDP ของประเทศไทยหลายเท่า เข้าร่วมรับฟังนโยบาย พร้อมตั้งคำถามเชิงลึกที่ผ่านการเตรียมความพร้อมและทำบ้านมาเป็นอย่างดี
ขณะที่ในเวทีประชุม IMF – World Bank Annual Meeting 2026 ประเด็นหลักที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคือภาวะ Fragmented World หรือโลกที่แบ่งเป็นขั้วกระจายตัว จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ ส่งผลให้กลุ่มทุนข้ามชาติเร่งหาพื้นที่ปลอดภัยเพื่อย้ายฐานการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการตั้งสำนักงานใหญ่แห่งใหม่
ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญเนื่องจาก
- จุดยืนที่เป็นกลาง โดยวางตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจนและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
- ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซั่งสั่งสมระบบการผลิตและการขนส่งมานานกว่า 30-40 ปี
- เสถียรภาพพลังงานและพลังงานสะอาด มีระะบบไฟฟ้ามีความเสถียรและมีศักยภาพในการจัดหาพลังงานสีเขียว (Green Energy) ซึ่งตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของกลุ่มธุรกิจ S-Curve ใหม่ เช่น Data Center และเทคโนโลยี AI
เจาะลึกทิศทาง Fund Flow พลิกจากสวิงติดลบสู่บวก 7 หมื่นล้านบาท
อัสสเดช กล่าวต่อว่า ตลาดทุนถือเป็นดัชนีชี้วัดนำ (Leading Indicator) ของภาวะเศรษฐกิจ ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเคยปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 30% ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 ตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย (Volume) ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 60% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ยอดซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ (Net Fund Flow) พลิกกลับมาเป็นบวก และเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่ยอดฟันด์โฟลว์สะสมยังคงอยู่ในฝั่งซื้อสุทธิ
ตัวเลขการเปลี่ยนแปลงของ Fund Flow ดังนี้
- ปี 2568 กระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิประมาณ 100,000 ล้านบาท
- ปี 2569 กระแสเงินทุนต่างชาติสลับกลับเข้ามาซื้อสุทธิ โดยเคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุด (Peak) ที่ประมาณ 70,000 ล้านบาท
- กรอบการสวิงของเงินทุน คิดเป็นส่วนต่างการไหลเข้า-ออกรวมกันสูงถึง 170,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันชะลอตัวมาสะสมอยู่ที่ระดับประมาณ 30,000–40,000 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยเรียกความมั่นใจของนักลงทุนสถาบันต่างชาติคือ เสถียรภาพทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทำให้นักลงทุนมั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจสำคัญจะถูกผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนต่างชาติต่างเน้นย้ำตรงกันว่าต้องการเห็นผลสัมฤทธิ์จริงตามแนวคิด Action Speaks Louder Than Words
โครงสร้างนักลงทุน และแนวทางการดึงดูดเงินทุนระยะยาว
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จำแนกกลุ่มนักลงทุนต่างชาติออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้
- นักลงทุนระยะยาวที่เน้นปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Investors) เป็นกลุ่มที่มีระยะเวลาการถือครองสินทรัพย์ 5–8 ปี เงินทุนหมวดนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยดันดัชนี (SET Index) และสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบ
- นักลงทุนรายวัน (Traders) ทำหน้าที่สร้างสภาพคล่อง (Liquidity) ในระบบ เพื่อรองรับการเข้าซื้อหรือขายหุ้นก้อนใหญ่ของนักลงทุนระยะยาว
เป้าหมายหลักของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือการสร้างปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพื่อดึงดูดเงินทุนระยะยาวอย่างยั่งยืน
ยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดทุน โครงการ DOIP และการฟื้นฟู IPO
แม้สภาวะการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จะชะลอตัวลงตามวัฏจักรผลประกอบการ แต่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในปีถัดไป โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้วางแผนขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ ดังนี้
- โครงการ DOIP (Direct/Dual Overseas IPO) โดยมีความร่วมมือร่วมกับ BOI ในการวาง Framework ดึงดูดบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ของไทย ให้มาระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของสินค้าในตลาดทุนและเพิ่มโอกาสการลงทุนให้แก่คนไทย
- โครงการ Jump+ (Jump Plus) โดยสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนเดิมเร่งพัฒนาองค์กรและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นผ่านการจัดทำและสื่อสารแผนยุทธศาสตร์ระยะ 3 ปี
- การปรับปรุงกฎเกณฑ์การกำกับดูแล มีการสรุปและปรับปรุงเกณฑ์การซื้อขายให้กระชับ ชัดเจน มีกรอบเวลาชัดเจน ไม่ปรับเปลี่ยนบ่อยเพื่อไม่ให้นักลงทุนเกิดความสับสน
- แอปพลิเคชัน wiset เป็นการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลและตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้องทันท่วงที
ยกระดับธรรมาภิบาล (CG) และการรับมือความเสี่ยงไซเบอร์
ในประเด็นธรรมาภิบาล (Corporate Governance) นักลงทุนสถาบันต่างชาติส่วนใหญ่ยังคงประเมินธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนไทยอยู่ในเกณฑ์ ดีถึงดีมาก
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามเร่งปรับเปลี่ยน Mindset จากการทำแบบ Tick-the-Box ไปสู่การกำกับดูแลด้วยจิตสำนึกที่แท้จริง
พร้อมกันนี้ ได้แก้ไขจุดอ่อนจากกรณีปัญหากระทบชื่อเสียงในอดีต เช่น การทำธุรกรรมจ่ายเงินมัดจำสูงถึง 90% ในการลงทุนต่างประเทศแล้วเกิดความเสียหาย โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เพิ่มการขอข้อมูลเชิงลึกและสื่อสารอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ธุรกรรมที่มีลักษณะสุ่มเสี่ยงดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับความท้าทายในอีก 3–5 ปีข้างหน้า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญกับการป้องกัน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Security) และการหลอกลวงลงทุน ที่มีแนวโน้มซับซ้อนยิ่งขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี AI โดยเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทั้งในระดับบุคคล ผู้ประกอบการ และโครงสร้างพื้นฐานของระบบตลาดทุน
‘Proactive Communication’ และการแปลงความสนใจเป็นเม็ดเงินจริง
ภารกิจหลักของตลาดหลักทรัพย์ฯ จากนี้ คือการ สื่อสารเชิงรุก (Proactive Communication) ร่วมกับภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องตรงไปตรงมาแก่สถาบันการเงินทั่วโลก
สิ่งสำคัญที่สุดในระยะถัดไปคือการเร่งรัดให้นโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ (เช่น Thailand Plus) แปรเปลี่ยนจากความสนใจของกลุ่มทุนที่รอคิวอยู่ ให้กลายเป็นเม็ดเงินการลงทุนจริงในระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนไทยในระยะยาว
ABOUT THE PHOTOGRAPHER
นราสิทธิ์ เกษาประสิทธิ์
Production admin ประจำ THE STANDARD