“ศุภจี”ถกนักธุรกิจสวิส เดินหน้าร่วมมือการค้า ลงทุน เตรียมใช้ FTA ไทย-EFTA

Published on 17 ต.ค. 2026
                     <ol>
  • หน้าหลัก 
  • เศรษฐกิจ-ธุรกิจ 
  • การค้า-อุตสาหกรรม-คมนาคม 
  • “ศุภจี”ถกนักธุรกิจสวิส เดินหน้าร่วมมือการค้า ลงทุน เตรียมใช้ FTA ไทย-EFTA

    เผยแพร่: 17 ต.ค. 2569 10:49   ปรับปรุง: 17 ต.ค. 2569 10:49   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



    “ศุภจี”ให้การต้อนรับนักธุรกิจสวิส หารือขยายความร่วมมือทางการค้า การลงทุน การเตรียมใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย-EFTA ที่ตั้งเป้ามีผลบังคับใช้ 1 ม.ค.70 เผยจะผลักดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ดึงดูดการลงทุนจากกลุ่ม EFTA ทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง พลังงานหมุนเวียนมาไทย

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้ให้การต้อนรับและหารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา ปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส (SECO) พร้อมคณะผู้บริหารบริษัทชั้นนำและองค์กรธุรกิจสำคัญของสวิตเซอร์แลนด์ ที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน การเตรียมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าให้มีผลใช้บังคับวันที่ 1 ม.ค.2570 เพื่อมุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก

    โดยการหารือครั้งนี้ มีผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ในอุตสาหกรรมสำคัญเข้าร่วม อาทิ Nestlé ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่มีแผนลงทุนในไทยต่อเนื่อง ทั้งโรงงานกาแฟแห่งใหม่และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง Kühne+Nagel ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับโลกที่เห็นศักยภาพไทยในห่วงโซ่อุปทานคลาวด์และศูนย์ข้อมูล รวมถึงแผนลงทุนด้านคลังสินค้าและการขนส่งทางอากาศ Novartis และ Roche ในอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีการแพทย์ ซึ่งมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ และ Oerlikon บริษัทเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูงที่สนใจขยายการลงทุนรองรับอุตสาหกรรมการบินและเซมิคอนดักเตอร์ในไทย


    นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากองค์กรธุรกิจและหน่วยงานสนับสนุนเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ อาทิ economiesuisse, Swissmem, Swissrail, SIFEM, SERV, Switzerland Global Enterprise (S-GE) และ DKSH สะท้อนโอกาสขยายความร่วมมือครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี ระบบขนส่ง การเงิน และการส่งเสริมการค้าและการลงทุน

    นางศุภจีกล่าวว่า ความสำเร็จของ FTA ไม่ได้อยู่ที่การเจรจาจนได้ข้อสรุปเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ภาคธุรกิจใช้ประโยชน์จากความตกลงได้จริง กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้พัฒนาสินค้าและบริการตามมาตรฐานสากล พร้อมเชื่อมโยงกับบริษัทชั้นนำที่มีเครือข่ายทั่วโลก เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง รวมถึงพลังงานหมุนเวียน โดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ทั้งสองฝ่าย เน้นผลประโยชน์ร่วม (Mutual Benefit) ทั้งการค้าและการลงทุน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย การขยายโอกาสทางธุรกิจของบริษัทสวิส และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ สองฝ่ายยังหารือแนวทางสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน ทั้งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การลดอุปสรรคด้านศุลกากร การใช้ระบบดิจิทัลอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และการจัดให้มีช่องทางประสานงานที่ชัดเจน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการสอบถามข้อมูลและแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจระหว่างกันได้สะดวกยิ่งขึ้น

    การค้าไทย–สวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2568 มีมูลค่ารวม 14,236.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.12% และช่วง 8 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ส.ค.) การค้ามีมูลค่า 9,557 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 26% สะท้อนศักยภาพในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างเตรียมกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้ FTA ไทย–EFTA มีผลใช้บังคับตามเป้าหมายวันที่ 1 ม.ค.2570