GC-SCGC เดินหน้ารวมธุรกิจปิโตรเคมีไทย จ่อสรุปดีลร่วมทุน ต.ค. 69 เร่งตรวจสอบข้อมูลและเจรจาเงื่อนไข เพื่อเคาะโครงสร้างธุรกรรม เบื้องต้น GC จะถือหุ้นใหญ่ ขณะที่ SCGC ถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ มุ่งรวมจุดแข็ง ซัปพลายเชน เสริมขีดแข่งขันปิโตรเคมีไทย
- เสริมแกร่งธุรกิจปิโตรเคมีไทยระดับภูมิภาค
- GC จ่อขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่
รายงานข่าวระบุว่า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาการจัดตั้งโครงการร่วมทุน (Joint Venture) เป็นไปตามแผน และบริษัททั้งสองอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence)
รวมถึงหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรม และประเมินประโยชน์ที่คาดว่าสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน (Synergies) จากการผสานจุดแข็ง ศักยภาพ และสินทรัพย์ของทั้งสองฝ่าย
เสริมแกร่งธุรกิจปิโตรเคมีไทยระดับภูมิภาค
การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่จะสร้างสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในระดับภูมิภาค และเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทย การนำจุดแข็งของ GC และ SCGC ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยมาผสานกัน
โดยการยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานจากประโยชน์ของขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และการบูรณาการซัพพลายเชน การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกในระยะยาว
โดยขอบเขตของโครงการร่วมทุนที่อยู่ระหว่างการศึกษา ครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ GC ในประเทศไทย รวมถึงหุ้นของ GC ในบริษัทร่วมทุน ได้แก่
- บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด (HMC Polymers Co., Ltd.)
- ธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย
- โรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตโพลิเอทิลีน (PE)
รวมไปถึง โพลิโพรพิลีน (PP) ตลอดจนหุ้นของ SCGC ในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- บริษัท สยามโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัท สยาม เลเทกซ์สังเคราะห์ จำกัด
- บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด
- บริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้ จะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนดังกล่าวข้างต้นแทน GC และ SCGC
GC จ่อขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่
ภายใต้กรอบโครงสร้างธุรกรรมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปัจจุบัน GC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโครงการร่วมทุน ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ
โดยทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสามารถสรุปสาระสำคัญของธุรกรรม ทั้งเรื่องรายละเอียดที่สำคัญของธุรกรรม ซึ่งรวมถึงโครงสร้างการถือหุ้น ขั้นตอนการดำเนินธุรกรรม รวมถึงมูลค่าของประโยชน์ที่คาดว่าจะสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน ภายในเดือนตุลาคม 2569
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ไทม์ไลน์ดังกล่าวเลื่อนขยับจากเดิมซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ จะมีความชัดเจนออกมาช่วงปลายเดือนกันยายน หรือปลายไตรมาส 3 นี้
การเข้าสู่ขั้นตอน Confirmatory Due Diligence จะช่วยให้ทั้งสองบริษัทสามารถทบทวนและยืนยันข้อมูลสำคัญ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดโครงสร้างและเงื่อนไขของธุรกรรม รวมถึงประเมินผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนอย่างรอบด้าน
อย่างไรก็ตามทั้งสองบริษัทจะยื่นคำขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง ต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อขออนุมัติที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินโครงการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติภายในของทั้งสองบริษัทและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
GC และ SCGC จะเดินหน้าการศึกษาความร่วมมือดังกล่าวอย่างรอบคอบ โดยมุ่งนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมายกระดับประสิทธิภาพตลอดซัปพลายเชน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของลูกค้า คู่ค้า และอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ พร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญในวงการปิโตรเคมีให้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า ประเมินว่าดีลการร่วมของ PTTCG กับ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ จะเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นดีลที่มีมูลค่าที่สุดดีลหนึ่งในปีนี้
โดยคาดว่าจะเสริมแกร่งศักยภาพปิโตรเคมีไทย สู่กำลังผลิตขึ้นแท่น Top 10 โลก