
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุน GCAP GOLD แนะนำ “รอซื้อเมื่อราคาทองคำสามารถสร้างฐานได้” โดยประเมินแนวรับสำคัญบริเวณ 4,370–4,330 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ทองคำไทยประมาณ 68,000–67,300 บาท) หากราคาสามารถยืนหยัดเหนือระดับดังกล่าวได้ แนะนำให้หาจังหวะเข้าซื้อ โดยมีเป้าหมายแบ่งขายทำกำไรที่บริเวณ 4,500–4,520 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ทองคำไทยประมาณ 70,000–70,200 บาท)
อย่างไรก็ตาม หากราคาทองคำหลุดระดับ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ทองคำไทยประมาณ 67,000 บาท) ฝ่ายวิเคราะห์ยังไม่แนะนำให้รีบเข้าไปซื้อ เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่ราคาทองคำจะพักฐานต่อ และควรรอให้สร้างฐานใหม่ก่อน ทั้งนี้ หากราคาทองคำสามารถทะลุและยืนเหนือระดับ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ทองคำไทยประมาณ 70,000 บาท) ได้อย่างมั่นคง จะเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่าแรงกดดันลดลง และเพิ่มโอกาสที่ราคาทองคำจะกลับสู่รอบการฟื้นตัวอีกครั้งต่อจากนี้
ทั้งนี้ ทิศทางราคาทองคำในปัจจุบันยังไม่กลับเข้าสู่สภาวะขาขึ้นอย่างเต็มตัว โดยเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงพักฐานใกล้ระดับ 4,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังจากก่อนหน้านี้พยายามฟื้นตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่เผชิญกับแรงขายกดดันออกมา
โดยสาเหตุหลักที่กดดันราคาทองคำมาจากข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐอเมริกาที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 15–16 กันยายน 2569 ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ปรับตัวฟื้นขึ้น
สำหรับปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือเป็นตัวแปรสำคัญก่อนการประชุมเฟด โดยหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงหรือเร่งตัวขึ้น จะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อชะลอตัวลงอย่างชัดเจน จะช่วยลดแรงกดดันต่อเฟดและเปิดโอกาสให้ราคาทองคำฟื้นตัวได้
Back to top button