วัฒนธรรมการดื่มฉบับ Gen Z: เมื่อเหล้าไม่ใช่คำตอบเดียวของการแฮงเอาต์

Published on 4 ส.ค. 2026

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเด็นที่ว่าเด็ก ‘Gen Z ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง’ กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย บ้างก็ว่าจริง บ้างก็ว่าไม่ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลผลสำรวจจากหลายประเทศทั่วโลกต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่า Gen Z จำนวนไม่น้อยกำลังเลือกหันหลังให้แอลกอฮอล์ 

ตัวอย่างเช่น ข้อมูลจาก 101 PUB พบว่าผลสำรวจในสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่าประชากรกลุ่ม Gen Z มีแนวโน้มการดื่มแอลกอฮอล์ลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนหน้า เช่นเดียวกับในสหราชอาณาจักร ข้อมูลระหว่างปี 2011-2021 ชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนของเยาวชนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลยเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จากร้อยละ 19 พุ่งสูงขึ้นเป็นร้อยละ 38 แม้กระทั่งในประเทศที่มีวัฒนธรรมการดื่มฝังรากลึกอย่างเยอรมนี วัยรุ่นยุคปัจจุบันก็หันมาบริโภค ‘เบียร์ไร้แอลกอฮอล์’ (non-alcoholic beer) ในปริมาณที่สูงเป็นประวัติการณ์ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย ข้อมูลสถิติกลับฉายภาพความย้อนแย้งที่น่าสนใจ รายงานจากการสำรวจสถานการณ์การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประชากร พ.ศ. 2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับการวิเคราะห์ของสรัช สินธุประมา (101 PUB) ชี้ให้เห็นว่า วัยทำงานตอนต้นที่อายุระหว่าง 20-44 ปี มีสัดส่วนการดื่มเพิ่มมากถึงร้อยละ 9.6 ทว่าผู้ดื่มที่เป็นวัยรุ่นเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.6 ซึ่งนับว่าเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำมากๆ หากเทียบกับช่วงวัยอื่น

ตัวเลขดังกล่าวชวนให้ตั้งคำถามว่า แม้คนรุ่นใหม่ในประเทศไทยจะยังคงดื่มแอลกอฮอล์อยู่ไม่น้อย แต่เหตุใดอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ดื่มในกลุ่มวัยรุ่นหรือ Gen Z จึงขยับเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่นๆ หรือแท้จริงแล้ว พฤติกรรมการดื่มของคน Gen Z กำลังเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่สถิติเพียงอย่างเดียวอาจอธิบายได้ไม่ครบถ้วน

จากที่การดื่มแอลกอฮอล์แทบเป็นภาพจำของการเข้าสังคม การฉลองความสำเร็จ การคลายความทุกข์ หรือแม้กระทั่งการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน การชวนกันไปนั่งร้านเหล้าหลังเลิกเรียนหรือเลิกงานเป็นกิจกรรมที่แทบไม่ต้องมีเหตุผลรองรับมากนัก เพราะเพียงแค่ไปนั่งด้วยกันก็เพียงพอแล้ว แต่สำหรับคน Gen Z ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับโลกดิจิทัล ความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในวงเหล้าอีกต่อไป การพูดคุยผ่านหน้าจอ การเล่นเกมร่วมกัน การดูซีรีส์ การออกกำลังกาย การเข้าคาเฟ่ หรือการทำกิจกรรมตามความสนใจ กลายเป็นอีกหลายรูปแบบของการใช้เวลาร่วมกันที่ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นศูนย์กลาง

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า “คนรุ่นใหม่เลิกดื่มเหล้าจริงไหม” หากแต่เป็น “เหล้ายังจำเป็นต่อการเข้าสังคมของคนรุ่นใหม่อยู่หรือไม่”

วันโอวันชวนสำรวจมุมมองของคน Gen Z ทั้งผู้ที่ยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยและผู้ที่ก้าวเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว ทั้งคนที่ยังเลือกดื่มแอลกอฮอล์และคนที่ตัดสินใจไม่ดื่ม เพื่อค้นหาว่าเบื้องหลังการตัดสินใจเหล่านั้นมีเหตุผลอะไรซ่อนอยู่ และในวันที่ความสัมพันธ์ของผู้คนมีวิธีเชื่อมโยงกันหลากหลายกว่าเดิม การนัดแฮงเอาต์โดยมีเหล้าเป็นตัวกลางยังเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าสังคมสำหรับคนรุ่นนี้อยู่หรือไม่ หรือมีกิจกรรมอื่นใดมาแทนที่แล้วกันแน่

เมื่อการไม่ดื่ม ไม่ได้เป็นปัญหาในการเข้าสังคม

สายธาร-พรนัชชา เนตรภู่

สำหรับบัณฑิตจบใหม่ การเริ่มต้นชีวิตการทำงานไม่ได้หมายถึงเพียงการปรับตัวกับหน้าที่รับผิดชอบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานและการเข้าสังคมในรูปแบบใหม่ด้วย ท่ามกลางบริบทดังกล่าว สายธารพรนัชชา เนตรภู่ บัณฑิตจบใหม่วัย 23 ปี ซึ่งปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ชีวิตวัยทำงานอย่างเต็มตัว เธอมีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกที่จะไม่บริโภคแอลกอฮอล์ ท่ามกลางโลกของการทำงานที่การสังสรรค์ดูจะเป็นวิธีเข้าสังคมของคนวัยนี้อย่างหนีไม่พ้น

เมื่อพูดถึงการเข้าสังคม สายธารเล่าให้เราฟังว่า หากนิยามของคำว่า ‘ปาร์ตี้’ คือการไปนั่งดื่มสุรา ความถี่ในการไปร้านเหล้าหรือสถานบันเทิงเพื่อดื่มของเธอนั้นแทบจะเป็นศูนย์ สายธารแทบจะไม่ได้ก้าวขาเข้าไปในพื้นที่นั้นเลย แต่หากเป็น ‘การแฮงเอาต์’ ในรูปแบบของการไปรับประทานอาหาร หรือการออกไปเที่ยวเล่นกับกลุ่มเพื่อน สายธารยังคงมีส่วนร่วมอยู่เสมอ ทว่าจุดยืนที่ชัดเจนและมั่นคงที่สุดคือ ไม่ดื่มเลยในทุกงานสังสรรค์

แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เธอไม่ดื่มแอลกอฮอล์นั้นมีที่มาที่ไปอย่างสมเหตุสมผล สายธารวิเคราะห์พฤติกรรมตนเองว่า โดยปกติเป็นคนชื่นชอบการรับประทานอาหารรสจัด ทั้งเผ็ด เค็ม และที่สำคัญคือชอบบริโภคของดิบ ซึ่งล้วนไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย สายธารจึงมองว่าหากเพิ่มการดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปอีกอย่างหนึ่ง ร่างกายก็แทบจะไม่เหลืออะไรดีๆ เลย การตัดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์และไม่จำเป็นต่อชีวิตออกไปอย่างหนึ่ง จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับเธอ

“แค่รู้สึกว่าอาจจะไม่ต้องพยายามดื่มก็ได้ เพราะเรากินทุกอย่างที่มันไม่ดีต่อร่างกายแล้ว ในร่างกายเรามีของกินที่ไม่ดีเต็มไปหมด เลยคิดว่าถ้าตัดเหล้าที่เราไม่ได้รู้สึกว่ามันอร่อยจนต้องดื่ม และไม่จำเป็นกับชีวิตเราขนาดนั้นออกไป ก็คงไม่เป็นไร” สายธารเล่าอย่างเป็นกันเอง

นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว ‘รสชาติ’ คือกำแพงด่านสำคัญ สายธารนิยามรสสัมผัสของแอลกอฮอล์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่ามันเป็นรสชาติที่ ‘เลวร้าย’ สำหรับเธอและไม่ถูกปากอย่างยิ่ง แม้จะเคยพยายามเปิดใจลองจิบตามคำชักชวนของเพื่อน แฟน หรือแม้แต่ลองชิมจากแก้วของคุณพ่อเพื่อหาคำตอบว่าทำไมคนอื่นถึงบอกว่ามันอร่อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นความรู้สึกทรมานในทุกครั้งที่ต้องดื่มเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นแอลกอฮอล์ประเภทใด หรือยี่ห้อที่ใครต่อใครการันตีว่ารสหวานเพียงใด สายธารก็ยังคงไม่สามารถก้าวข้ามผ่านกลิ่นและรสชาติที่ขมอันเป็นเอกลักษณ์ของแอลกอฮอล์ไปได้ แถมการดื่มเพียงนิดยังส่งผลให้การรับรสอาหารอื่นๆ ของเธอเสียไปอีกด้วย

“เหตุผลหลักคือมันไม่อร่อย เคยลองดื่มแต่ไม่ได้ชอบรสชาติ สำหรับเรามันไม่ใช่การเอาเงินไปซื้อความสุข แต่มันคือการเอาเงินไปซื้อความทุกข์” สายธารกล่าวและบอกกับผู้เขียนต่อว่า เนื่องจากปกติเธอไม่ใช่คนที่ดื่มป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การซื้อเหล้าจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสิ้นเปลืองสำหรับเธอ นอกจากนี้สายธารยังมองว่าอีกหนึ่งเหตุผลที่สนับสนุนความคิดเหล่านี้ส่วนหนึ่งถูกหล่อหลอมมาจากสถาบันครอบครัว โดยเธอมองว่าอาจจะเป็นผลมาจากแม่ที่เป็นต้นแบบของการไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลย

แม้ว่าแม่จะเคยลองชิมไวน์กับพ่อบ้างในบางโอกาสแต่ก็ดูจะไม่ชื่นชอบนัก สายธารจึงเล่าว่าเธอพอจะรับรู้ได้ถึงทัศนคติของแม่ที่มีต่อแอลกอฮอล์ได้อยู่บ้าง ถึงอย่างนั้นเมื่อเติบโตขึ้นครอบครัวเธอไม่ได้ออกคำสั่งห้ามดื่ม หรือมีท่าทีที่ไม่ดีต่อการดื่มเหล้าแต่อย่างใด เพียงแค่สายธารสัมผัสได้ถึงความปรารถนาลึกๆ ของผู้เป็นแม่ที่ไม่ต้องการให้ลูกสาวดื่มหรือไปร้านเหล้า อาจเพราะเป็นห่วงมากกว่าที่จะมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี เพราะแม่ของเธอเป็นผู้พิพากษา มักพบเจอคดีความที่เกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของผู้หญิงในร้านเหล้าอยู่เสมอ ประกอบกับน้องสาวแท้ๆ ของสายธารก็ไม่ดื่มเช่นกัน ทำให้สายธารคาดเดาว่าเธอและน้องสาวได้รับอิทธิพลเหล่านี้มาจากแม่ 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สายธารยืนหยัดในการไม่ดื่มคือ ภาพสะท้อนจากบุคคลรอบข้าง แม้พ่อที่ดื่มเป็นประจำจะสามารถครองสติได้ดีจนดูเหมือนไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แต่ภาพของเพื่อนบางคนที่ดื่มหนักจน ‘เรื้อน’ ขาดสติ เดินไม่ตรง หรือล้มใส่ผู้อื่น คือสิ่งที่สายธารรู้สึกกลัวอย่างยิ่ง ความกังวลที่ว่าจะประคองสติตัวเองไม่ได้ในสภาพสังคมที่ไม่ปลอดภัย กลัวการถูกฉวยโอกาส หรือแม้แต่การเผลอไปแสดงความใกล้ชิด โอบกอด รุ่มร่ามกับบุคคลที่ในยามปกติตนเองอาจไม่ได้อยากสนิทสนมด้วย ล้วนเป็นสิ่งที่สายธารยอมรับไม่ได้ ดังนั้น ต่อให้สักวันหนึ่งจะเป็นวันที่เธอรู้สึกว่ารสชาติของแอลกอฮอล์อร่อยขึ้นมา สายธารก็ยังยืนยันที่จะไม่ดื่มเพราะกลัวสูญเสียการควบคุมตนเอง 

“บางคนดื่มแล้วเมาจนไม่มีสติเลย เดินไม่ตรง ล้มใส่คนอื่น มันก็เป็นผลกระทบหนึ่งของคนใกล้ตัวที่ทำให้เรากลัวว่าตัวเองจะตกอยู่ในสภาพนั้น เพราะว่าเราไม่เคยเมา เลยไม่รู้ว่าตัวเองเมาแล้วจะออกมาเป็นสภาพไหน แล้วการเมาจนไร้สติในสภาพสังคมที่ไม่ได้ปลอดภัยกับเราขนาดนั้น มันก็ดูอันตรายกับตัวเองด้วย” สายธารเล่า

ในมิติของการเข้าสังคม สายธารเล่าว่าไม่เคยประสบปัญหาถูกกดดันหรือถูกผลักไสออกจากกลุ่มเพื่อน เพียงแค่บอกไปตรงๆ ว่าไม่ดื่ม เพื่อนส่วนใหญ่ก็เข้าใจและไม่เคยบังคับให้ดื่มเลย อาจเป็นเพราะสายธารเองยินดีที่จะจ่ายเงินด้วยการหารเฉลี่ยเท่ากับเพื่อนๆ แม้ตนเองจะดื่มเพียงน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มอื่นๆ แต่เธอถือว่าจ่ายเพื่อไปเอาบรรยากาศและร่วมสนุกกับเพื่อน เป็นเรื่องที่ทำได้เสมอ

“เรามีเพื่อนหลายกลุ่ม ซึ่งบางกลุ่มก็ไม่เข้าร้านเหล้าจึงไม่มีปัญหาอะไรกัน แต่บางกลุ่มที่เขานัดกันไปร้านเหล้าบ้าง เราก็ไปด้วยได้ ไปเอาสังคมเฉยๆ ส่วนเรื่องการไม่ดื่มเหล้ามีปัญหาตอนเข้าสังคมไหม เรายังไม่เคยเจอสังคมที่พอเราบอกว่าเราไม่ดื่มแล้วเราถูกผลักออกให้เป็นคนอื่น อย่างเวลาไปกับเพื่อนเราจะบอกไปเลยว่าเราไม่ดื่ม ซึ่งก็มีเพื่อนบางคนที่เขาอยากให้เราลองชิม แต่พอเราบอกว่าไม่ดื่ม ไม่เอา ก็ไม่เคยมีใครบังคับให้เราดื่มต่อเลย เพื่อนก็เข้าใจ เราก็เข้าสังคมได้ปกติเลยไม่มีปัญหา”  

อย่างไรก็ตาม สายธารยอมรับกับผู้เขียนว่าในบางครั้งก็มีความรู้สึกไม่เข้าใจกับความสนุกในสถานบันเทิง เนื่องจากตนเองมีสติครบถ้วน ในขณะที่คนรอบข้างเริ่มมึนเมา ทำให้เกิดความสงสัยว่าความรู้สึกเงียบเหงาหรือที่เรียกว่า ‘อ่อม’ มันเกิดจากการที่เธอไม่ดื่ม หรือเกิดจากบรรยากาศของสถานที่กันแน่ โดยเฉพาะในร้านเหล้าที่เสียงดังจนไม่สามารถสื่อสารกันได้ หากไม่เต้นและไม่ดื่ม กิจกรรมที่เหลือก็แทบจะไม่มี ทำให้รู้สึกเหมือนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้นไปโดยปริยาย

สำหรับประเด็นที่ว่าคน Gen Z ดื่มน้อยลงหรือไม่ สายธารมองจากประสบการณ์ส่วนตัวว่ายังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากนัก เพื่อนรอบข้างและคนในโซเชียลมีเดียยังคงไปปาร์ตี้ดื่มกินกันตามปกติ “รู้สึกว่าเจนซีไม่ได้ดื่มเหล้าน้อยลง แต่เป็นแค่ความรู้สึกจากตัวเองที่เห็นแค่คนเจนซีเยอะสุด เลยไม่รู้ว่าถ้าเทียบกับคนรุ่นอื่นๆ มันจะน้อยกว่าไหม เราไม่ได้อยู่ในกลุ่มสังคมที่มีคนรุ่นอื่นอยู่ด้วยเยอะขนาดนั้น” สายธารบอกกับผู้เขียน

เธอบอกต่อว่าแม้จะมีกระแสรักสุขภาพเข้ามาบ้าง แต่ก็ดูจะเป็นการดื่มสลับกับการดูแลตัวเองมากกว่าที่จะเลิกดื่มไปเลย อย่างไรก็ตาม ในวัยที่ก้าวเข้าสู่การทำงานอย่างเต็มตัวและต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เริ่มมีเพื่อนบางส่วนที่มาแชร์ความรู้สึกกับเธอว่าร้านเหล้าไม่ใช่คำตอบของการพักผ่อนอีกต่อไปอยู่บ้างเช่นกัน

“เรื่องกระแสรักสุขภาพส่งผลต่อการดื่มเหล้าของคนรุ่นนี้ไหม สำหรับเราคิดว่ามันไม่ส่งผลให้หยุดดื่มหรอก เพียงแต่อาจจะส่งผลให้หันมาดูแลสุขภาพมากขึ้นเฉยๆ แต่ยังคงดื่มอยู่บ้าง” สายธารกล่าว

เนื่องจากเธอไม่มีความคิดที่จะดื่มเหล้าเพื่อเข้าสังคม ดังนั้นในทัศนะของสายธาร การสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น (social bonding) สามารถทำได้ผ่านกิจกรรมอื่นๆ ที่อาจมีประสิทธิภาพมากกว่าการเมา เช่น ‘การเล่นบอร์ดเกม’ ที่ส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กันได้ ซึ่งกิจกรรมนี้ดูจะเป็นการละลายพฤติกรรมได้ดีเท่าๆ กับการสานสัมพันธ์ในวงเหล้า หรือการร่วมโต๊ะอาหารอย่าง ‘ชาบูหรือหมูกระทะ’ ที่เน้นการสื่อสารเป็นหลัก นอกจากนี้ กิจกรรมในวันหยุดอย่างการเข้าเวิร์กชอป การท่องเที่ยว การถ่ายรูปตามคาเฟ่ ก็สามารถสร้างความจอยและสายสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดีสำหรับเธอ

“สำหรับเรากิจกรรมที่ทดแทนการนัดดื่มเหล้าได้คือการนัดกินข้าว อย่างนัดกินชาบูหรือหมูกระทะที่ไม่ต้องมีแอลกอฮอล์ก็สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ เมื่อเรากับเพื่อนเข้าสู่วัยทำงานกันหมดแล้วก็สามารถเจอกันหลังเลิกงานเพื่อที่จะกินข้าวและแชร์เรื่องราวร่วมกันได้ แต่ถ้าเป็นวันหยุดแล้วมีเวลาทั้งวันก็มีกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำร่วมกันได้ เช่น ไปเที่ยวถ่ายรูปกัน แต่ถ้าเป็นการเข้าสังคมแบบสานสัมพันธ์กันครั้งแรก รู้สึกว่าการเล่นบอร์ดเกมจะตอบโจทย์มากกว่า เพราะมันมีกิจกรรมเป็นสื่อกลางให้ต้องเริ่มพูดคุยกัน” สายธารกล่าว

ธีร์-ธีรภัทร กมล

ในรั้วมหาวิทยาลัย ร้านเหล้ามักถูกมองว่าเป็นสถานที่สำหรับการสังสรรค์และสร้างมิตรภาพ จนหลายคนมองว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสังคม แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกไม่ดื่ม แม้จะอยู่ท่ามกลางเพื่อนที่ชื่นชอบการสังสรรค์ก็ตาม

ธีรภัทร กมล หรือ ธีร์ ในวัย 21 ปี เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เขาคือภาพสะท้อนของคนรุ่นใหม่ที่เลือกเดินบนเส้นทางที่แตกต่างอย่างน่าสนใจ สำหรับธีร์แล้ว นิยามของคำว่า ‘ปาร์ตี้’ คือพื้นที่แห่งการพบเจอ พูดคุย และสังสรรค์เฮฮา ซึ่งอาจจะมีการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มร่วมกันบ้าง แต่สำหรับเขากิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพียงไม่เกินห้าครั้งต่อปี และตลอดชีวิต 21 ปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยแตะต้องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลยแม้แต่หยดเดียว

แม้ธีร์จะมีความเข้าใจและเคารพในความสุขที่คนอื่นได้รับจากการดื่ม แต่ในมุมมองส่วนตัว เขามักตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า ‘จะดื่มไปทำไม?’ ในเมื่อมันไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่สร้างสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้ชีวิต และไม่ได้ช่วยส่งเสริมชีวิตในระยะยาวเลย เหตุผลเบื้องหลังความหนักแน่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความเสียดายในมูลค่าของเงินทอง

“ไม่เคยอยากลองดื่มเลย และไม่เคยคิดว่าจะดื่มอะไรแบบนั้นตั้งแต่แรกแล้ว  แต่ว่าตอนที่มีเพื่อนชวนให้ดื่มบางครั้งเราก็เคยเผลอตกปากรับคำ แต่พอถึงวันจริง เราก็ไม่ดื่ม รู้สึกว่าไม่เอาดีกว่า ไปเฉยๆ” ธีร์เล่าถึงประสบการณ์ที่คิดจะลองดื่มเหล้าในครั้งแรก

สำหรับธีร์การนำเงินไปใช้จ่ายกับสิ่งอื่นที่มีประโยชน์มากกว่าย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีความฝังใจและทัศนติที่ไม่ดีต่อการดื่มเหล้ามาตั้งแต่เด็ก เขาไม่ชอบภาพลักษณ์ของความโวยวาย กลิ่นตัวที่เหม็นฟุ้ง และภาพความอเนจอนาถที่ปรากฏบนอินเทอร์เน็ต เช่น การอาเจียนจากการเมามาย สิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกว่าการดื่มคือการทำร้ายตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตนเอง 

แม้ในช่วงวัยรุ่นจะมีเพื่อนฝูงแวะเวียนมาชักชวนบ้าง เขาก็อาจจะตอบรับตามมารยาทในเบื้องต้น แต่สุดท้ายความรู้สึกลึกๆ ในใจก็จะบอกให้เขาปฏิเสธ เพราะเขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้มีความต้องการที่จะลิ้มลองรสชาติเหล่านั้นตั้งแต่แรก

สภาพแวดล้อมในครอบครัวเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่หล่อหลอมตัวตนของเขา แม้ภาพในอดีตจะเลือนราง แต่เขาก็จำได้ว่าคุณพ่อเลิกดื่มไปนานมากแล้วและคุณแม่ก็ไม่เคยดื่มให้เห็น สิ่งเหล่านี้ทำให้บ้านของเขาปราศจากขวดเหล้าหรือกระป๋องเบียร์ และนั่นกลายเป็นเครื่องยืนยันให้เขาเห็นว่า การมีชีวิตอยู่โดยไม่ดื่มเหล้าไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด แต่มันคือเรื่องปกติที่สามารถทำได้จริง

“ตั้งแต่เราเกิดมาพ่อเราก็เลิกดื่มเหล้าไปแล้วและแม่เราก็ไม่เคยดื่มเหล้าให้เราเห็นเลย ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องดื่มก็ได้ เลยคิดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราไม่ดื่มเหล้า เพราะเราไม่เคยเห็นกระป๋องหรือว่าขวดเหล้าอยู่ในบ้านตัวเองเลย” ธีร์บอกกับผู้เขียน

อย่างไรก็ตาม การเลือกเส้นทางนี้ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย ธีร์ยอมรับว่าบางครั้งเขาต้องเผชิญกับความรู้สึกของการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง (left out) ในเชิงสังคม เมื่อเพื่อนๆ นัดแนะกันไปสังสรรค์ที่ร้านเหล้าหรือที่ไหนก็ตาม เขามักจะเลือกที่จะไม่ไป ด้วยเหตุผลที่เรียบง่ายคือ ‘เขาไม่อยากหารค่าเหล้าที่เขาไม่ได้ดื่ม’ 

“ส่วนตัวเราไม่ใช่คนที่ชอบเข้าสังคมอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าการไม่ดื่มส่งผลไหมกับการเข้าสังคม เราว่าก็ส่งผลเหมือนกัน เพราะเวลาคนอื่นเขาไปปาร์ตี้แล้วเราไม่ไป มันกลายเป็น left out อยู่บ่อยๆ แต่เราเลือกจะไม่ไปเพราะเราเสียดายเงินหารค่าเหล้าที่เราไม่ได้ดื่ม บางครั้งทำให้เรารู้สึกว่าคนอื่นอาจจะมองว่าเราไม่ได้อยากอยู่ร่วมในแวดวงนั้นหรือเปล่า มันก็มีความคิดอย่างนั้นขึ้นมาอยู่บ่อยๆ”

เมื่อผู้เขียนถามต่อไปว่าการบอกคนอื่นว่าตัวเองไม่ดื่มส่งผลต่อการเข้าสังคมใช่ไหม ธีร์ตอบกลับผู้เขียนว่า “ใช่ อย่างเพื่อนคนที่ดื่มเหล้าประจำ เวลาเขาไปดื่มกัน เราก็ไม่ไป จนทำให้รู้สึกว่าเรารู้สึกพลาดเรื่องราวหลายอย่างไป”

แม้ว่าความรู้สึกเสียดายเงินในส่วนนี้ทำให้เขาเลือกที่จะเลี่ยงกิจกรรมเหล่านั้น ซึ่งบางครั้งก็แอบกังวลว่าคนอื่นจะมองว่าเขาไม่ยอมเข้าหาแวดวงเพื่อนฝูงหรือไม่ แต่หากสถานการณ์จำเป็นต้องไป เขาก็สามารถสนุกไปกับเพื่อนได้ด้วยการนั่งกินกับแกล้ม พูดคุย และสวมบทบาทเป็นผู้สังเกตการณ์สติดีที่เฝ้ามองดูเพื่อนยามเมามาย ซึ่งเขามองว่าเป็นความบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่ง

ในฐานะคน Gen Z ธีร์มองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจว่า วัยรุ่นยุคนี้ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้สร้างช่องทางการเข้าสังคมรูปแบบใหม่ที่ยึดโยงกันด้วย ‘ความชอบ’ แทนที่จะเป็น ‘ขวดเหล้า’ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแฟนคลับไอดอล กลุ่มคนเล่นบอร์ดเกม หรือผู้ที่คลั่งไคล้อนิเมะ ทุกคนสามารถเชื่อมต่อกันได้บนโลกออนไลน์เพียงแค่มีรสนิยมตรงกัน การกระชับมิตรไม่จำเป็นต้องพึ่งพาร้านเหล้าเหมือนในอดีต

“เราคิดว่าคน Gen Z ดื่มน้อยลงจริง เพราะว่าวัยรุ่นยุคนี้เขาค่อนข้างที่จะมีสังคมของตัวเองที่ไม่จำเป็นต้องไปดื่มเหล้าด้วยกัน เราสามารถเข้าโซเชียลมีเดียและพูดคุยกันได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปกระชับมิตรกันที่ร้านเหล้า เราสามารถเข้าสังคมได้โดยที่เรามีความชอบคล้ายกัน เช่น ชอบอนิเมะ ชอบบอร์ดเกม หรือชอบคู่จิ้น แค่นั้นก็สามารถใช้ชีวิตในสังคมด้วยกันได้แล้ว” 

นอกจากนี้ จุดประสงค์ของการไปร้านเหล้าของคนรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไป หลายคนไปเพียงเพื่อเสพ ‘บรรยากาศ’ หรือทำ ‘คอนเทนต์’ เช่น การไปถ่ายรูปแสงไฟสวยๆ อย่างทะเลดาวลงสตอรี่อินสตาแกรม หรือไปเพื่อฟังดนตรีสด ในขณะที่เทรนด์รักสุขภาพก็กำลังมาแรง เช่น กิจกรรมวิ่งแลกแว่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญที่คนยุคนี้ต้องรักษา

สำหรับตัวธีร์เอง เขามีความสุขกับกิจกรรมรูปแบบอื่น เช่น การนัดเพื่อนไปงานอีเวนต์ไอดอล การนำตุ๊กตามาวางคู่กันบนโต๊ะอาหารเพื่อถ่ายรูปลงโซเชียล หรือการดื่มด่ำไปกับบอร์ดเกมที่ทำให้เขาสนุกจนลืมเวลาได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแอลกอฮอล์ เขาทิ้งท้ายว่า “ส่วนตัวคิดว่าถ้าเด็กสมัยนี้ไม่น่าติดเหล้า แต่น่าจะติดน้ำหวานมากกว่า”

เมื่อการแฮงเอาต์โดยมีเหล้ายังคงสำคัญและเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้คน

ตะวัน-ปัญญาพร สีน้ำคำ

อย่างไรก็ตาม ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความกดดัน มนุษย์เราต่างแสวงหา ‘พื้นที่ปลอดภัย’ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจและถักทอสายสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างอยู่เสมอ แม้ว่าวิถีของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป บ้างเลือกที่จะรื่นรมย์กับกลิ่นหอมของกาแฟ บ้างหลงใหลในความหวานละมุนของนมสด หรือบ้างก็พึงพอใจกับการรักษาสุขภาพอย่างเคร่งครัดโดยไม่แตะต้องสิ่งมึนเมาเลยแม้แต่น้อย แต่ลึกๆ แล้ว สิ่งที่ทุกคนมองหาอาจไม่ใช่ตัวเครื่องดื่ม แต่เป็น ‘เวลาที่มีคุณภาพ’ และความรู้สึกสนิทใจในการแบ่งปันเรื่องราวระหว่างกัน เฉกเช่นเรื่องราวของ ตะวัน-ปัญญาพร สีน้ำคำ นักศึกษาวัย 21 ปี ที่จะมาเผยแง่มุมของการดื่มในฐานะเครื่องมือทางสังคมและการเยียวยาจิตใจที่มีมิติมากกว่าเพียงเรื่องของความมึนเมา

สำหรับตะวันแล้ว หากเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มเพื่อนสนิทนัดรวมตัวกันจนครบแก๊ง ตะวันจะเลือกพาตัวเองไปนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศในบาร์ที่เปิดโล่ง นั่งชิลล์รับลม มากกว่าที่จะเป็นผับที่อึกทึกครึกโครม โดยปกติมักจะเลือกดื่มเบียร์เป็นหลัก แต่ปริมาณการดื่มในแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับ ‘ภารกิจ’ ในวันถัดไปและจุดประสงค์ของค่ำคืนนั้นว่าเป็นการมาเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องงานหรือเป็นการมาเพื่อพักผ่อนอย่างแท้จริง หากไปกันสัก 5-6 คน ปริมาณเบียร์ 7 ขวดดูจะเป็นสัดส่วนที่พอเหมาะ เสมือนเป็นการแบ่งปันความสุขกันคนละขวดในบรรยากาศที่เรียบง่าย

ในเชิงทัศนคติ ตะวันมองการดื่มผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์และสุขภาพมากกว่าเรื่องของศีลธรรม โดยไม่เชื่อว่าการดื่มจะนำพาไปสู่ขุมนรกตามความเชื่อทางศาสนา แต่ตระหนักในเชิงกายภาพว่า หากดื่มหนักเกินไป ร่างกายย่อมขับสารเหล่านั้นออกไม่ทัน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างชัดเจน ทว่าในอีกมุมหนึ่งก็พบว่าแอลกอฮอล์มีเสน่ห์ที่ช่วยสร้างพื้นที่แห่งความสัมพันธ์ให้กับผู้คน เมื่อฤทธิ์ของมันเริ่มซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย ตะวันรู้สึกเหมือนมันช่วยปลดเปลื้องพันธนาการบางอย่าง ทำให้ผู้คนกล้าที่จะพูด กล้าที่จะแชร์ไอเดีย และแสดงความเป็นตัวตนออกมาได้มากขึ้นในชั่วขณะหนึ่ง

ความทรงจำในวัยเด็กของตะวันที่มีต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นหยั่งรากมาจากสภาพสังคมต่างจังหวัด แม้โรงเรียนจะสอนว่ามันเป็นสิ่งไม่ดีและผิดศีลธรรม แต่ก็เห็นภาพคนดื่มจนชินตา “จริงๆ พ่อแม่ก็ไม่ค่อยดื่ม แต่มันก็เป็นตามช่วงอายุของเขาด้วย พอเขาแก่ตัวลงก็ไม่ค่อยดื่มกันแล้ว อย่างแม่จะไม่ค่อยดื่มเท่าไหร่ ดื่มเฉพาะเข้าสังคมไปเจอคนรู้จัก แต่หลังๆ มา เขาก็ไม่ค่อยดื่มเลย ส่วนพ่อนี่ตัวจี๊ดหน่อย ช่วงวัยรุ่นก็หนักไปทางเหล้ายาปลาปิ้ง ส่วนญาติก็ดื่มเป็นปกติ อย่างเวลารวมญาติเขาก็จะซื้อมาไว้ เราก็เห็นบ่อยในทุกๆ เทศกาล เวลามีงานไม่ว่าจะเป็นงานบุญงานบวชงานศพ ในแถวต่างจังหวัดเขาก็จะกินเลี้ยงกันแล้วก็มีแอลกอฮอล์อยู่เสมอ” ตะวันอธิบายให้ผู้เขียนฟัง

ตะวันเล่าว่าเห็นน้าและลุงมักจะจบวันด้วยเบียร์สักกระป๋องเพื่อเป็นการพักผ่อนจากงานที่เหนื่อยล้า แม้ในตอนแรกจะมองว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แต่ด้วยวัยที่ก้าวสู่ความเป็นวัยรุ่น ความอยากรู้อยากลองก็นำพาตะวันเข้าสู่โลกที่มีแอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือปลอบโยนตัวเอง โดยมองว่าปูมหลังของครอบครัวไม่ได้มีผลกดดันต่อการตัดสินใจของเริ่มดื่มของตัวเองนัก

เมื่อเวลาผ่านไป การดื่มสำหรับตะวันเปลี่ยนความหมายจากการทดลอง กลายมาเป็นวิธีปลอบประโลมตนเองให้ใจเย็นลง ในวันที่ต้องทำงานหนัก ใช้สมองอย่างต่อเนื่อง หรือต้องเผชิญหน้ากับผู้คนมากมาย เบียร์สักกระป๋องในยามค่ำคืนจึงเปรียบเสมือนรางวัลที่สร้างความชื่นใจและช่วยให้ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง 

“เอาจริงๆ ถ้าวันนี้เราต้องทำงานหนักมากๆ ต้องใช้สมองเยอะต้องอยู่กับคนเยอะ ก็จะดื่มแทบทุกวัน” ตะวันบอกกับผู้เขียนก่อนจะเล่าต่อว่า ตัวเองแยกแยะความรู้สึกระหว่างการดื่มกับกลุ่มสังคมขนาดใหญ่เพื่อ ‘การยอมรับ’ กับการดื่มกับเพื่อนสนิทไว้อย่างชัดเจน การดื่มในวงสังคมใหญ่อาจต้องมีการวางตัวและการพูดคุยที่ต่างไป เพื่อให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม แต่ในวงสนทนาของเพื่อนที่สนิทใจ ตะวันจะยังคงความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่

เสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของการดื่มในมุมมองของตะวันคือ ‘ช่วงเวลา’ ตะวันเป็นผู้ที่เลือกดื่มเฉพาะในยามค่ำคืน เพราะมันให้ความรู้สึกพิเศษที่แตกต่างจากการดื่มในเวลากลางวัน “เราเป็นคนดื่มเฉพาะตอนกลางคืน พอเห็นคนที่เขามีอายุหน่อยชอบเริ่มดื่มตั้งแต่กลางวันเลยรู้สึกว่าเราทำไม่ได้ สำหรับเราการดื่มเบียร์ต้องเป็นช่วงเวลากลางคืนเท่านั้น เราเลยมองว่าเสน่ห์ของมันคือการให้ความรู้สึกพิเศษกับช่วงเวลากลางคืนมากกว่า คือช่วงเวลาที่เราดื่มแล้วเราไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ มันจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เรารู้สึกเพลิดเพลินกับมันมากๆ ไม่รู้สึกว่ามันน่าเบื่อ ไม่รู้สึกว่ามันเหนื่อย มันทำให้เราหลงลืมอะไรที่เป็นภาระไปได้” 

แม้จะมีบางครั้งที่ร่างกายประท้วงจากการพักผ่อนไม่เพียงพอและขับแอลกอฮอล์ออกไม่ทัน จนทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและมีความคิดอยากจะหยุดดื่ม แต่ตะวันก็ยอมรับตามตรงว่าในปัจจุบันยังไม่สามารถเลิกได้

เมื่อถามถึงเรื่องเทรนด์การรักสุขภาพว่าส่งผลต่อการดื่มของคน Gen Z ไหม ตะวันยังได้สะท้อนภาพสังคมที่ตัวเองรู้จักว่า เทรนด์รักสุขภาพอาจไม่ได้ส่งผลให้คนเลิกดื่มเสมอไป ตะวันเห็นรุ่นพี่หลายคนที่ใช้ชีวิตแบบสุดโต่ง ทั้งออกกำลังกายอย่างหนักและดื่มอย่างหนักควบคู่กันไป ซึ่งเขามองว่าเป็น ‘การเทรด’ หรือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่อร่างกายที่ยังสามารถทำได้ในวัยที่มีกำลัง 

เมื่อถามถึงกิจกรรมแฮงเอาต์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นตัวเลือกหลักสำหรับคนรุ่นใหม่ ตะวันอธิบายกับผู้เขียนไว้ว่า หัวใจสำคัญของแฮงเอาต์ไม่ใช่การดื่มเหล้าเพียงอย่างเดียว ตะวันกับเพื่อนๆ ยังคงมีความสุขกับการไปร้านนมสด เล่นบอร์ดเกม ออกกำลังกาย หรือเดินเล่นร่วมกัน เพราะสิ่งที่ตะวันและเพื่อนให้คุณค่ามากที่สุดคือเวลาที่มีคุณภาพ (quality time) ถึงขั้นมีกฎในกลุ่มเพื่อนว่าห้ามเล่นโทรศัพท์มือถือขณะอยู่ด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่ตะวันหลงใหลและนิยามว่ามันคือความโรแมนติกที่สุด คือ ‘การนั่งกินข้าวด้วยกัน’ และบอกว่า “ถ้าให้เลือกหนึ่งกิจกรรมแฮงเอาต์ เราเลือกการกินข้าว เพราะเราโตมาในครอบครัวที่คนมานั่งกินข้าวด้วยกัน มาคุยกัน และโดยส่วนตัวเราค่อนข้างหลงใหลการกินข้าวกับคนอื่นมาก มันเหมือนคนที่เราสนิทใจที่จะนั่งด้วยเท่านั้น เพราะเพื่อนเราบางคนก็ไม่สะดวกใจที่จะนั่งกินข้าวกับคนที่ไม่สนิทเหมือนกัน”

จอม-ธีรภัทร เนวชื่น

ในขณะที่ จอม-ธีรภัทร เนวชื่น ในวัย 23 ปี บัณฑิตจบใหม่ผู้ซึ่งมีมุมมองต่อการสังสรรค์ที่น่าสนใจ เมื่อผู้เขียนเอ่ยถามถึงความถี่ในการออกไปรื่นเริงกับกลุ่มเพื่อน จอมเผยว่าโดยปกติเขาจะออกไปประมาณ 2-3 เดือนครั้ง ซึ่งไม่ใช่การออกไปทุกวัน แต่เป็นการเว้นจังหวะเพื่อความพิเศษในแต่ละครา สำหรับเขาแล้ว ปาร์ตี้คือนิยามการรวมตัวของมวลมนุษย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยที่สุราอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นสูงสุด แต่หากมีรินรดลงในวงสนทนา มันย่อมเป็นเครื่องชูรสที่เพิ่มพูนความสนุกให้งดงามยิ่งขึ้น

ในวงล้อมของมิตรสหาย จอมมักสวมบทบาทเป็นทั้งผู้ดื่ม ผู้คอยเก็บกวาด และเป็นผู้แบกหามเพื่อนฝูงในยามที่สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง แม้เขาจะคลุกคลีอยู่กับการดื่ม แต่เขาก็ยอมรับตามตรงว่าการดื่มเหล้านั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีงามต่อร่างกายนัก เขามองว่าการดื่มเพื่อความสนุกนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องที่สนุกจะส่งผลดีต่อสุขภาพเสมอไป 

“สำหรับเราการดื่มเหล้าไม่ใช่สิ่งที่ดี ดื่มเพื่อสนุกก็ดื่มได้ แต่รู้สึกว่าการดื่มมันก็ไม่ได้ดีหรอกโดยเฉพาะการดื่มที่ไม่รับผิดชอบตัวเอง อย่างเช่น เมาเละ อ้วกให้เพื่อนต้องคอยตามเช็ดตามล้าง หรือเมาแล้วสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองและผู้อื่น” จอมเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

กระนั้น ในอีกมุมหนึ่ง จอมมองว่าการได้ดื่มเหล้ากับเพื่อนที่สนิทกันมากๆ คือการได้ใช้เวลาที่มีคุณภาพร่วมกัน (quality time) ความทรงจำและสิ่งที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานั้นสำหรับเขาเป็นเรื่องที่สนุกและค่อนข้างมหัศจรรย์ เพราะมันช่วยสร้างสถานการณ์ที่สานสัมพันธ์และจรรโลงใจระหว่างเพื่อนฝูงได้อย่างน่าประหลาด แม้ลึกๆ เขาจะยังคงย้ำเตือนว่าเหล้าไม่ใช่สิ่งที่ดีก็ตาม 

เมื่อผู้เขียนถามว่ามีใครในครอบครัวที่ดื่มหรือไม่ จอมก็เล่าถึงพื้นเพให้ฟังว่ามีคุณพ่อเป็นนักดื่ม โดยดื่มถึงวันละสองขวด ซึ่งเขาก็ตั้งคำถามติดตลกขบขันกับผู้เขียนว่านั่นนับว่าดื่มหนักไหม

นอกจากนี้ยังมีญาติและพี่เขยที่ดื่ม เช่นเดียวกับกลุ่มเพื่อนที่มีทั้งคนที่ดื่มทุกวันและคนที่ไม่ดื่มเลย

จุดเริ่มต้นในการเข้าสู่โลกของน้ำเมาของจอมส่วนหนึ่งมาจากคุณพ่อ ซึ่งมีความคิดแบบชาว Baby Boomer ที่อยากให้ลูกหัดดื่มเพื่อที่จะได้รู้ขีดจำกัดของตนเองยามต้องเข้าสังคม ในตอนนั้นด้วยความอยากรู้อยากลองตามประสาวัยรุ่น จอมจึงเลือกที่จะดื่มและเขาก็ค้นพบว่าตนเองหลงรักในรสชาติของมัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการเบลนด์หรือการผสมผสานของวิสกี้และรัม เขามองว่าแม้การดื่มจะไม่ใช่เรื่องดี แต่รสชาติที่เขาพึงใจทำให้เขายังคงสนุกกับการทดลองเหล้าใหม่ๆ อยู่เสมอ 

จอมยังวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า วัฒนธรรมในการเข้าสังคมและพฤติกรรมเลียนแบบจากสื่อที่เสพ มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจของเขา เช่น ความคิดที่อยากลองสูบบุหรี่ตามตัวละครที่ชอบ แม้ว่าท้ายที่สุดเขาจะเลือกไม่ทำในสิ่งที่เขารู้สึกว่าไม่ดีมากๆ ก็ตาม 

อีกหนึ่งสิ่งเร้าสำคัญที่จอมบอกกับผู้เขียนคือ ‘เพื่อน’ “สำหรับเรามองว่าการมีเพื่อนที่ไม่ดื่ม หรือเพื่อนที่ดื่ม มันก็ส่งผล เพราะการไปร้านเหล้าไปคนเดียวไม่ได้ หรืออาจจะได้ แต่เงินไม่พอ แต่สำหรับเราถ้าหากคบเพื่อนที่เขาไม่ดื่มเหล้า มันอาจจะเป็นการลดการดื่มเหล้าของเราไปโดยปริยาย”

สำหรับการสังสรรค์ของจอม มักจะเกิดขึ้นในวาระพิเศษ เช่น การฉลองวันเกิด หรือการต้อนรับเพื่อนที่เดินทางมาจากที่ไกลๆ เขามองว่าเหล้ามีความแตกต่างจากเครื่องดื่มน้ำหวานทั่วไปตรงที่รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ และความรื่นรมย์ในการดื่มที่ต่างกัน แม้บางคนจะบอกว่าเหล้ามีรสขมเหมือนกันหมด แต่สำหรับเขามองว่าหากดื่มบ่อยครั้งจะสามารถแยกแยะถึงความหอม ความนุ่มนวล รวมถึงสุนทรียะในการผสมระหว่างโซดา โค้ก หรือส่วนผสมอื่นๆ ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเชื่อว่าการดื่มเหล้าคือเครื่องมือทางสังคมที่ทำให้คนแปลกหน้าสามารถนั่งคุยกันได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม จอมวางหมุดหมายในอนาคตไว้ว่าเขาจะเลิกดื่มเมื่ออายุไม่เกิน 30 ปี เพราะแม้ในวัยเยาว์เช่นนี้ร่างกายอาจยังไม่ส่งผลกระทบชัดเจน แต่เขาตระหนักถึงผลเสียในระยะยาวที่จะตามมาเมื่อแก่ตัวลง “เคยคิดที่จะเลิกเพราะรู้สึกว่ามันไม่ดีต่อร่างกาย ตอนนี้ตั้งเป้าไว้ว่าไม่เกิน 30 ก็จะเลิกแล้ว เพราะตอนนี้เราอาจจะเป็นวัยรุ่นมันไม่ค่อยส่งผลก็จริง แต่รู้สึกว่าพอเราแก่ตัวไปเดี๋ยวมันจะกระทบกับร่างกายเราในระยะยาว แต่ตอนนี้เลิกไม่ได้ขอ enjoy กับมันก่อนนะ” จอมกล่าวด้วยท่าทีติดตลก

ในปัจจุบัน เขาพบว่าคนรอบตัวเริ่มดื่มน้อยลง ซึ่งอาจเป็นเพราะภาระหน้าที่การงานและกิจกรรมในชีวิตที่เปลี่ยนไป จอมตั้งข้อสังเกตว่า Gen Z ตอนต้นเริ่มดื่มน้อยลงจริงๆ ส่วนหนึ่งอาจมาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นสวนทางกับเงินเดือนที่ไม่ขยับไปไหน และกระแสการรักสุขภาพที่เข้ามามีบทบาทต่อทัศนคติของคนยุคใหม่

ภาพสะท้อนที่ชัดเจนคือเทรนด์การรักสุขภาพที่ส่งผลต่อ Gen Z รุ่นหลัง ที่เลือกจะเข้ายิมแทนการเข้าผับหลังเลิกเรียน จอมเปรียบเทียบเพื่อนสองประเภท คือคนที่ดื่มหนักเพราะทำงานหนัก กับคนที่เลือกจะออกกำลังกายหนักแทนการดื่ม กิจกรรมการแฮงเอาต์ในปัจจุบันจึงเปลี่ยนรูปแบบไป จากการนัดดื่มเหล้าเป็นการนัดไปวิ่งหรือปีนเขาแทน ซึ่งกลุ่มเพื่อนของเขาในตอนนี้ก็นัดกันไปวิ่งทุกวัน 

ท้ายที่สุด สำหรับจอมแล้ว การแฮงเอาต์คือการรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหล้าเสมอไป แต่อาจเป็นการกินชาบู การนั่งอ่านหนังสือ หรือการพูดคุยกันในดิสคอร์ด 

“ส่วนตัวการแฮงเอาต์คือการรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมอะไรสักอย่างหนึ่ง พอเป็นแบบนั้นการแฮงเอาต์สำหรับเรามันไม่จำเป็นต้องมีเหล้าก็ได้ อาจจะเป็นการกินชาบู การนั่งอ่านหนังสือด้วยกัน หรือการอยู่ในดิสคอร์ดเพื่อพูดคุยกันก็นับว่าเป็นการแฮงเอาต์สำหรับเรานะ แต่ถ้าให้เลือกกิจกรรมแฮงเอาต์ที่การดื่มเหล้าไม่ใช่ตัวเลือกแรก เราเลือกกินชาบู เพราะเราเป็นเด็กอ้วน” จอมหัวเราะพร้อมกล่าวต่อว่า

 “รู้สึกว่าถ้าหากเป็นการเจอกันครั้งแรก การมีกิจกรรมแฮงเอาต์ที่มีแอลกอฮอล์จะช่วยสานสัมพันธ์ได้ดีกว่าการที่ต้องเจอกันครั้งแรกแล้วไม่มีแอลกอฮอล์ กลับกันถ้าเป็นเพื่อนสนิทกันแล้วมันไม่จำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์ก็ได้สำหรับเรา”

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย วัฒนธรรมการสังสรรค์ของคน Gen Z ไม่ได้เป็นเพียงการดื่มเพื่อความมึนเมาอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต แต่เปรียบเสมือนการสลัดทิ้งภาพจำเดิมๆ ของ ‘วงเหล้า’ เพื่อแสวงหาพื้นที่ที่ตอบโจทย์ความหมายของชีวิตและสุขภาพที่ยั่งยืนมากกว่าเดิม 

พลวัตการเปลี่ยนแปลงจากกิจกรรมเข้าสังคมสู่รสนิยมส่วนตัว

จากบทสัมภาษณ์ข้างต้น อาจกล่าวได้ว่าแอลกอฮอล์ถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในทางเลือกของการสังสรรค์ มากกว่าจะเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของการเข้าสังคม เหตุผลที่ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวถึงมีหลายประการ ทั้งความคุ้มค่าในการใช้จ่าย ความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ และความต้องการรักษาสติสัมปชัญญะ รวมถึงภาพลักษณ์ของตนเองในยุคที่การบันทึกภาพและการเผยแพร่ผ่านสื่อดิจิทัลเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ในบริบทดังกล่าว การเลือก ‘ไม่ดื่ม’ ถูกอธิบายในฐานะการตัดสินใจที่สอดคล้องกับเหตุผลและความต้องการของแต่ละบุคคล มากกว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม ขณะเดียวกัน บทสนทนายังชี้ให้เห็นว่า การใช้เวลาร่วมกันผ่านกิจกรรมที่มีความสนใจร่วมกัน หรือการให้ความสำคัญกับการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ (quality time) เป็นอีกลักษณะหนึ่งของการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ซึ่งไม่ได้ยึดโยงกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันบทสนทนาบนโต๊ะอาหารอย่างหมูกระทะ การใช้กลยุทธ์ร่วมกันในบอร์ดเกม หรือแม้แต่การเชื่อมต่อผ่านโลกออนไลน์ที่ยึดโยงกันด้วยความชอบส่วนบุคคล กิจกรรมเหล่านี้ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพที่แข็งแกร่งไม่แพ้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์

ขณะที่ผู้ที่ยังเลือกดื่มเองก็มีการปรับเปลี่ยนทัศนคติไปสู่การดื่มเชิงสุนทรียะและการดื่มเพื่อเยียวยาจิตใจจากการทำงานหนัก โดยมีการตั้งหมุดหมายถึงการลดละเลิกเมื่อถึงช่วงวัยที่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือน

ท้ายที่สุด สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่เพียงพฤติกรรมของ Gen Z แต่คือความหมายของการเข้าสังคมในยุคปัจจุบันที่อาจแตกต่างจากยุคก่อนหน้า เมื่อรูปแบบการดื่มในยุค Gen Z สร้างมุมมองใหม่ต่อการดื่มแอลกอฮอล์แบบที่สังคมเคยมีมา

อ้างอิง

สรัช สินธุประมา. 2026. วัยรุ่นไทยดื่มสุราน้อยลง สวนทางคนวัยทำงาน. 101 PUB.

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2024. การสำรวจสถานการณ์การสูบบุหรี่ และ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประชากร พ.ศ. 2567.


ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ The101.world

Gen Z การดื่ม การพักผ่อน การออกกำลังกาย การเข้าสังคม คนรุ่นใหม่ นักดื่ม สสส. อชิรญา ปินะสา เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ เจนซี เทรนด์สุขภาพ เหล้า แอลกอฮอล์