นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มและการใช้ประโยชน์จากสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ว่า กรมมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ประโยชน์จากสินค้า GI มาอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ที่ผลักดันให้สินค้า GI ไทยก้าวสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูง ในปีนี้ กรมจึงมีแผนจัดกิจกรรม “GI Journey: Taste Map of Thailand” เพื่อยกระดับวัตถุดิบ GI สู่การเป็นวัตถุดิบระดับพรีเมียมในร้านอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) สร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้า GI ในวงกว้าง และเพิ่มมูลค่าสินค้า GI ไทย
โดยรูปแบบของกิจกรรม คือ การส่งเสริมให้ร้านอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง หรือร้านอาหารหรูที่เน้นการมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารให้กับลูกค้ามากกว่าแค่อิ่มท้อง รวมถึงร้านอาหารชั้นนำ เชฟผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจอาหาร นำวัตถุดิบ GI ไทยไปต่อยอดเป็นเมนูอาหาร ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น ถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนผู้ผลิต และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ
ยกระดับสินค้า GI สู่วัตถุดิบพรีเมียม
สำหรับกิจกรรม “GI Journey: Taste Map of Thailand” ในปีนี้ กรมวางแผนจัดรวม 2 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อวันที่ 13 ส.ค.69 ที่ร้าน KHAAN (ขาล) ร้านอาหารไทยร่วมสมัยระดับ Fine Dining ที่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ใน MICHELIN Guide และครั้งที่ 2 จะจัดที่ร้าน Coda วันที่ 30 ก.ย.69
โดยกิจกรรมครั้งแรก เชฟอ้อม-สุจิรา พงษ์มอญ ซึ่งเป็นเจ้าของรางวัล MICHELIN Guide Young Chef Award คนแรกของประเทศไทย และเป็นผู้เชี่ยวชาญในการนำวัตถุดิบท้องถิ่นและสูตรอาหารไทยดั้งเดิมมาผสานกับเทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่นั้น ได้ออกแบบเมนูพิเศษจากวัตถุดิบ GI ของหลายภูมิภาค เพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์ของวัตถุดิบและเรื่องราวของชุมชนผู้ผลิตผ่านอาหารไทยร่วมสมัย
โดยมีเมนูที่น่าสนใจ อย่าง “ต้มข่าหอยนางรม” โดยใช้หอยนางรมสุราษฎร์ธานี ผสานกับมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร), “คะน้าปลาเค็ม” ใช้ปลากุเลาเค็มตากใบ (นราธิวาส) เป็นวัตถุดิบหลัก, “แกงเผ็ดเป็ดย่าง” ที่รังสรรค์รสชาติจาก พริกไทยตรัง เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน น้ำตาลโตนดเมืองเพชร (เพชรบุรี) กระเทียมศรีสะเกษ และหอมแดงศรีสะเกษ, “หมึกย่าง” ที่นำถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอนมาเติมมิติใหม่ของรสชาติและเนื้อสัมผัส รวมทั้งเมนูของหวานอย่าง “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่เลือกใช้มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว ยกระดับของหวานไทยยอดนิยมให้สะท้อนคุณค่าของผลไม้ GI ไทยได้อย่างลงตัว
“กิจกรรมครั้งแรก กรมได้เชิญสื่อมวลชน นักวิจารณ์อาหาร ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ด้านอาหาร และผู้มีชื่อเสียงในแวดวงอาหาร เข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์รสชาติอาหารจากวัตถุดิบ GI ไทยอย่างคับคั่ง และถ่ายทอดเรื่องราวของสินค้า GI ไทย เสน่ห์ของวัตถุดิบอัตลักษณ์ไทย ผ่านสื่อและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภค และขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย”
ปลุกกระแส GI สร้างรายได้ยั่งยืน
นางอรมน กล่าวอีกว่า กิจกรรมครั้งที่ 2 ได้รับความร่วมมือจากร้าน Coda ในวันที่ 30 ก.ย.69 นอกจากนั้น ยังมีร้าน อื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการนี้ ทั้ง NUsara (นุสรา), Akkee (อัคคี), ห้องอาหารเบญจรงค์ ณ บ้านดุสิตธานี และ Nawa Thai Cuisine (นว ไทย คูซีน)
“มั่นใจว่า จะช่วยยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดระดับพรีเมียมทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างโอกาสทางการค้า เพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนผู้ผลิต และผลักดันให้สินค้า GI ไทยเป็นที่ยอมรับในฐานะวัตถุดิบคุณภาพที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น และมีศักยภาพในระดับสากล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชนและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ผู้สนใจ ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook : GI Thailand”
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมได้จัดกิจกรรมลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว และได้รับการตอบรับจากร้านอาหารที่เข้าร่วมกิจกรรม นำวัตถุดิบ GI ไปรังสรรค์เป็นเมนูอาหารต่างๆ ที่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้บริโภค ซึ่งช่วยเปิดตลาดสินค้า GI และสร้างการรับรู้ เพราะทำให้ผู้บริโภคได้เห็นและสัมผัสสินค้าจากการบริโภค สามารถเล่าเรื่องราวถึงความเชื่อมโยงของสินค้าและแหล่งทางภูมิศาสตร์ และเรื่องราวท้องถิ่น
โดยผลของการจัดกิจกรรม ทำให้ปัจจุบันมีร้านอาหาร สถาบันสอนการประกอบอาหาร ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร สนใจวัตถุดิบ GI เพิ่มขึ้น ทั้งการสั่งไปเป็นวัตถุดิบในร้านอาหาร การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์สินค้า GI หรือแม้กระทั่งทดลองนำสินค้า GI ไปรังสรรค์เป็นเมนูอาหารใหม่ๆ มากขึ้น และมีผลช่วยยกระดับสินค้า จากสินค้าเกษตร หรือสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป สู่สินค้าระดับพรีเมียม ที่มีการควบคุมคุณภาพและรักษามาตรฐานสินค้าอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่ล่าสุดมีสินค้าอัตลักษณ์ที่ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ไทยแล้วรวม 269 สินค้า ครอบคลุม 77 จังหวัด เป็นกลุ่มสินค้าข้าว 24 สินค้า เช่น ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ ข้าวก่ำล้านนา ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ฯลฯ, กลุ่มพืช/ผัก/ผลไม้ 133 สินค้า เช่น จำปาดะสตูล ชมพู่เพชร ทุเรียนป่าละอู ฯลฯ, กลุ่มประมง 18 สินค้า เช่น กุ้งก้ามกรามบางแพ ปลาสลิดบางบ่อ ปลิงทะเลเกาะยาว ฯลฯ
ส่วนกลุ่มอาหาร 38 สินค้า เช่น ไชโป้วโพธาราม แปจ่อเขียวแม่สอด ปลากุเลาเค็มตากใบ ฯลฯ, กลุ่มไวน์/สุรา 3 สินค้า เช่น ไวน์เขาใหญ่ เหล้าแป้ ฯลฯ, กลุ่มปศุสัตว์ 4 สินค้า เช่น เนื้อโคขุนโพนยางคำ ไก่เบตงยะลา ฯลฯ , กลุ่มผ้า 20 สินค้า เช่น ผ้าตีนจกแม่แจ่ม ผ้าไหมมัดหมี่ชนบท ผ้าทอนาหมื่นศรี ฯลฯ และกลุ่มหัตถกรรม 29 สินค้า เช่น ญอกมละบริน่าน ครกหินอ่างศิลา ฯลฯ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 117,000 ล้านบาท
“GI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายที่บ่งบอกแหล่งกำเนิดของสินค้าเท่านั้น แต่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สะท้อนอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความแตกต่างทางการตลาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย กรมจึงเดินหน้าส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก GI ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ และรายได้ของชุมชนผู้ผลิต ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน”