“สุชาติ” สรุปผลเวที GLSTF 2026 เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจไทย สู่ความถูกต้องตามกฎหมาย ยั่งยืน และเชื่อมโยงตลาดโลก

Published on 24 ก.ย. 2026

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุม Global Legal and Sustainable Timber Forum 2026 (GLSTF 2026) ระหว่างวันที่ 22–23 กันยายน 2569 ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า เวที GLSTF 2026 เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์การระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมไม้โลก และร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ให้มีความเข้มแข็ง ยืดหยุ่น และยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Innovation and Transformation – Pursuing Avenues for Resilient and Sustainable Global Timber Industries”

รมว.ทส. กล่าวว่า ผลจากการประชุมสะท้อนทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมไม้โลกที่ต้องให้ความสำคัญกับ “ไม้ถูกกฎหมาย ความยั่งยืน ความโปร่งใส และการตรวจสอบย้อนกลับ” ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดการทรัพยากร การปลูกไม้ การแปรรูป การค้า ไปจนถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ไม้ที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยที่ประชุมได้เผยแพร่ Action Framework 2026 for Promoting Legal and Sustainable Timber Supply Chains ซึ่งกำหนดแนวทางการดำเนินงานครอบคลุมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน การอำนวยความสะดวกทางการค้า เทคโนโลยีและนวัตกรรม การตรวจสอบย้อนกลับ ตลาด การเงินและการลงทุน ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้างความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ไม้ โดยมีการนำเสนอ Blockchain-based Timber Traceability System–Trading Platform (BTTS-TP) สำหรับการตรวจสอบย้อนกลับและเชื่อมโยงการค้าไม้ รวมถึงการพัฒนา Global Timber Index (GTI) ให้มีดัชนีราคาผลิตภัณฑ์ไม้ เพื่อสนับสนุนข้อมูลด้านตลาดและการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ตลอดจนการจัดตั้ง Global Timber Association Network (GTAN) เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความร่วมมือระหว่างสมาคมอุตสาหกรรมไม้จากประเทศต่าง ๆ

สำหรับประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะนำองค์ความรู้และแนวทางจากเวที GLSTF 2026 มาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจในพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้ไม้ที่ปลูกสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้มีแหล่งที่มาที่ถูกต้อง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติร่างกฎกระทรวงและปรับปรุงบัญชีพันธุ์ไม้ตามกฎหมายว่าด้วยสวนป่าโดยเพิ่มชนิดพันธุ์ไม้ที่สามารถขึ้นทะเบียนสวนป่าจากเดิม 58 ชนิด เป็น 211 ชนิด เพื่อปลดล็อกให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมสามารถปลูก ตัด และซื้อขายไม้ได้อย่างถูกกฎหมายง่ายขึ้น นอกจากนี้แล้วประเทศไทยยังมีการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าของไม้ เริ่มตั้งแต่การปรับปรุงสายพันธุ์การจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไม้โครงสร้าง และพลังงานชีวภาพ มีการพัฒนาระบบรับรองไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย สนับสนุนการรับรองการจัดการไม้ตามมาตรฐานสากล และมีการจัดทำเกณฑ์และตัวชี้วัดการจัดการป่าไม้และป่าชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนระบบรับรองตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ไม้จากไทยสามารถตรวจสอบที่มาได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

แนวทางการขับเคลื่อนจะให้ความสำคัญกับการพัฒนา ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำมุ่งส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่และความต้องการของตลาด กลางน้ำส่งเสริมการแปรรูปและการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าของไม้ ส่วนปลายน้ำมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม้ที่มีมูลค่าเพิ่ม เชื่อมโยงตลาด และสร้างโอกาสทางการค้าให้กับเกษตรกร ชุมชน และภาคเอกชน

ขณะเดียวกัน ทส. จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบข้อมูล การตรวจสอบแหล่งที่มาของไม้ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดอุปสรรคทางการค้า พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนากฎหมายและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการปลูก การใช้ประโยชน์ และการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจ โดยยังคงรักษาหลักการสำคัญด้านการอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาไม้เศรษฐกิจให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลจึงมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย ทส. จะเดินหน้าส่งเสริมไม้เศรษฐกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ และสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและตลาดโลก เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับไม้และสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าว

รมว.ทส. กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้าร่วม GLSTF 2026 ไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างประเทศ แต่เป็นโอกาสในการนำแนวคิด เทคโนโลยี และรูปแบบความร่วมมือใหม่ ๆ มาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทย โดยเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนา “ไม้เศรษฐกิจจากแหล่งปลูก สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและตลาดโลก” ให้เกิดขึ้นควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การสร้างรายได้ให้ประชาชน และการรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดความสมดุลในระยะยาว