ตัวเลขดิจิทัลบอกเวลาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แจ้งว่าขณะนั้นล่วงเลยจนถึงเวลานอน เพิ่งได้กินข้าวบ้าง เพิ่งได้กลับบ้านบ้าง พร้อมคำคมตัดพ้อชีวิต ความเหน็ดเหนื่อย ความพยายาม ความสำเร็จ ความสูญเปล่า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในโพสต์เดียว ของเพื่อนร่วมงานคนเดิม โดยเราจะได้เห็นแพทเทิร์นนี้ซ้ำๆ แม้ปิดชื่อบัญชีก็จำได้
เห็นแรกๆ ยังเห็นใจ แต่หลังๆ เริ่มใส่อารมณ์เยอะเกินไปหรือเปล่านะ เห็นซ้ำๆ ทุกวันจนเหมือนเป็นกิจวัตร ว่าวันนี้คุณได้ทำงานหนักกว่าใครเขาหรือยัง
ยิ่งมีโซเชียลมีเดีย ยิ่งได้เห็นเรื่องราวทำนองนี้บ่อยขึ้น ทำงานหนักจนไม่ได้กินข้าวกินปลา เสาร์อาทิตย์ไม่เคยได้พัก และมันบ่อยเสียจนมีคนคิดคำเรียกสิ่งนี้ว่า Grindslop ใช้เรียกคนที่พยายามป่าวประกาศความเหนื่อยล้าของตัวเอง ให้โลกรู้ว่า ฉันนี่แหละคนทำงานหนักตัวจริง ทั้งที่บางทีสิ่งที่ทำเสร็จจริงๆ อาจจะน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ

โดยคำนี้มาจาก 2 รวมกัน คำแรกคือ Grind แปลว่าขยันจนตัวเป็นเกลียว (คำเดียวกับที่เกมเมอร์ใช้เรียกการฟาร์มไอเทมซ้ำๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก) ส่วนคำหลัง Slop คือคำที่วงการไอทีใช้เรียกขยะดิจิทัล อะไรก็ตามที่ผลิตออกมาเยอะๆ เร็วๆ โดยไม่สนคุณภาพ (คำเดียวกับที่ใช้กับคอนเทนต์ AI Slop)
พอเอาสองคำนี้มาต่อกัน แล้วเราจะได้ความหมายที่ค่อนข้างจิกกัด การทำงานหนักที่ผลิตซ้ำๆ โดยไม่ได้หมายถึงจำนวนชิ้นงาน แต่หมายถึงการแสดงว่าตัวเองกำลังทำงานหนักซ้ำๆ ไม่จบไม่สิ้น
คนที่ริเริ่มสรรหาคำมาเรียก คือ วิล แมนิดิส (Will Manidis) ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัปสายไอทีจากซิลิคอนวัลเลย์ ต้นเรื่องเริ่มจากโพสต์ของ Manidis เองบน X ที่วิจารณ์วัฒนธรรมการทำงานของซิลิคอนวัลเลย์ว่า กำลังเปลี่ยนการทำงานหนักให้กลายเป็นศาสนาที่ต้องดำเนินรอยตาม โดยไม่ตั้งคำถามกับสิ่งนั้น
ความหมายตั้งต้นจากคนบัญญัติคำนี้ จึงไม่ได้ตั้งใจเอาไว้จิกกัดคนขยัน ทำงานหนักถวายชีวิต (แน่ล่ะจะไปกัดเขาทำไม) มันคือคำเรียกคนที่เอาความขยัน (หรือสิ่งที่ดูเหมือนความขยัน) มาป่าวประกาศ เพื่อให้คนอื่นรับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าฉันทำงานหนักกว่าใครๆ

คำนี้กระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ตจริงๆ ในช่วงดราม่าที่มาไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Mintlify แพลตฟอร์มด้านเอกสารสำหรับนักพัฒนา โพสต์ข้อความทำนอง “อย่าลืมอย่ายิ้มกันนะ” (Remember not to smile) เปรียบเทียบการทำงานจนดึกดื่นกับนักวิ่งมาราธอน บอกว่าคนที่ เลือกจะเจ็บปวดจะไปได้ไกลกว่าคนอื่น แต่ผลออกมากลับตาลปัตร คนจำนวนมากไม่ได้รู้สึกฮึกเหิมตาม กลับมองว่านี่คือวิธีใช้ชีวิตอิหยังวะ จังหวะนี้แหละที่คำว่า Grindslop ถูกหยิบมาใช้ปาใส่โพสต์แนวนี้กันเป็นว่าเล่น
ถึงอย่างนั้นคำนี้ก็ไม่ใช่คำแรกที่คิดค้นมาเพื่อเรียกคนที่ตั้งใจให้โลกเห็นว่าฉันทำงานหนักกว่าใคร มีคำที่ใกล้เคียงที่สุดคือ Hustle Porn หรือ Performative Workaholism ซึ่งเก่ากว่ากันหลายปี คำนี้เริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่ผู้ร่วมก่อตั้ง Reddit พูดถึงบนเวทีใหญ่ในงาน Web Summit ปี 2018 ว่าเป็นแนวคิดที่อันตราย ก่อนที่นักข่าวจาก The New York Times จะหยิบไปขยายต่อจนกลายเป็นคำที่คนพูดถึงวงกว้าง
ฐานความหมายของ Hustle Porn กับ Grindslop ค่อนข้างทับซ้อนกัน ทั้งคู่พูดถึงการบูชาชั่วโมงทำงานที่ยาวนานเกินจำเป็น แต่ Hustle Porn เป็นคำที่ใช้ได้กว้างกว่า ครอบคลุมตั้งแต่สายธุรกิจทั่วไปจนถึงอินฟลูเอนเซอร์สายไลฟ์สไตล์ ส่วน Grindslop เจาะจงกว่ามาก มันเกิดในบริบทของวงการสตาร์ตอัป ไอที ยุคที่ AI เข้ามาเปลี่ยนสมการการทำงาน

คำนี้สะท้อนอะไรในวงการทำงาน
ก่อนจะมีโซเชียลมีเดีย วันทำงานหนักมักถูกถ่ายทอดผ่านการบอกเล่าให้ใครสักคนที่ไว้ใจฟัง ลบล้างความเหน็ดเหนื่อยด้วยการเอนหลังบนโซฟา พร้อมเครื่องดื่มเย็นชื่นใจสักแก้ว อาจต้องยอมรับว่า พอมีโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางพูดคุยสื่อสารกับผู้อื่น หากได้ใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องมือในการบอกเล่าเรื่องราวหนักอึ้งในใจ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเก็บไว้คนเดียว
คำนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจแซะคนทำงานหนักแต่แรก จะโพสต์มากน้อย จะเหนื่อยจริงหรือไม่ก็ตาม แต่การที่ใครสักคนต้องพยายามแสดงออกว่าฉันตัวจริงเสียงจริงเรื่องทำงานหนัก มันสะท้อนว่าโลกการทำงานผูกติดอยู่กับวัฒนธรรมวัดความทุ่มเทจากจำนวนชั่วโมงมากกว่าผลงาน ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งเหนื่อยกว่าใครสิดี ยิ่งนั่งอยู่ออฟฟิศจนรากงอก ไม่ได้หลับไม่ได้นอนสิ ถึงจะเป็นพนักงานดีเด่น
ไอ้ที่ว่าไม่มีใครตายเพราะทำงานหนัก ก็ตายกันมานักต่อนักแล้ว อย่าได้ส่งต่อคติที่มีแต่จะบั่นทอนมดงานทั้งแรงกายและแรงใจแบบนี้เลย
อ้างอิงจาก
Graphic Designer: Manita Boonyong (IG: mntttk) Editorial Staff: Paranee SrikhamYou might also like